วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2557

4.แนวคิดทฤษฎีมานุษยวิทยาการตีความหมาย (Interpretive Anthrolology Approach) นัฐวุฒิ สิงห์กุล


                แนวคิดมานุษยวิทยาระลึกรู้เป็นกลุ่มที่ให้ความสนใจความสัมพันธ์ระหว่างสังคมมนุษย์และความคิดของมนุษย์ (พิมพวัลย์,2555) ในขณะเดียวกันนักมานุษยวิทยากลุ่มหนึ่งสนใจสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์และการตีความหมายที่สะท้อนให้เห็นความสนใจศึกษาวัฒนธรรมในความหมายที่มากกว่าการเป็นวัตถุของการศึกษาแบบวิทยาศาสตร์ แต่ให้ความสำคัญกับความคิดและมุมมองของผู้คน ในทัศนะแบบคนใน โดยเฉพาะการทำความเข้าใจระบบความคิด การให้ความหมายต่อผู้คน สุขภาพและความเจ็บป่วยในวัฒนธรรมต่างๆ ในฐานะที่สุขภาพและความเจ็บป่วยเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ที่วัฒนธรรมไม่ได้เป็นแค่ความคิดที่อยู่ในหัวของมนุษย์แต่แทรกตัวอยู่ในสัญลักษณ์ต่างๆที่อยู่รอบตัวมนุษย์ Clifford Geertz ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับสัญลักษณ์ว่า สัญลักษณ์คืออะไรก็ตาม การกระทำ เหตุการณ์คุณลักษณะหรือความสัมพันธ์ ที่ใช้เป็นสื่อแนวความคิด (Conception) ซึ่งแนวความคิดคือ ความหมายของสัญลักษณ์ (อคิน,2551:77) ดังนั้นสัญลักษณ์จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตในทางสังคมทุกรูปแบบ  เพราะเป็นรูปแบบของความคิดที่สัมผัสได้ เป็นข้อสรุปของประสบการณ์ที่เรามองเห็น เป็นรูปธรรมของความคิด ทัศนะในการตัดสินใจ ความปรารถนาและความเชื่อของมนุษย์ ทำให้ความหมายของสัญลักษณ์มีลักษณะเป็นส่วนรวม ที่คนในสังคมรับรู้ร่วมกัน และใช้สัญลักษณ์ในการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน รวมทั้งวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่เกิดจากการสั่งสมและการเรียนรู้ที่ทำให้เกิดประสบการณ์ในชีวิตมนุษย์ อาจกล่าวได้ว่าสัญลักษณ์เป็นตัวกลางในการส่งผ่านความหมาย การกระทำระหว่างคนในสังคม สัญลักษณ์เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ดังนั้นวัฒนธรรมจึงเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นความหมายและการปฎิบัติเกี่ยวกับโรค
                Clifford Geertz ได้นำเสนอแนวคิดที่น่าสนใจ 2 ประเด็น อย่างแรกคือ เรื่องแบบแผนของวัฒนธรรม (Cultural Pattern) หรือชุดของสัญลักษณ์ (Set of Symbol) ที่มีสองประเภทคือ ตัวแบบของ (Model of) และตัวแบบสำหรับ (Model for) ตัวแบบของ คือ การสร้างโครงสร้างของสัญลักษณ์ขึ้นมาเลียนแบบสิ่งที่ไม่ใช่สัญลักษณ์ซึ่งอาจจะหมายถึงสิ่งที่เป็นจริง (Model of Reality) ดังนั้นสัญลักษณ์ถูกสร้างขึ้นมาจากความจริงหรือจำลองความจริงขึ้นมา เพื่อให้เรารู้จักหรือเข้าใจความจริง ดังนั้นหน้าที่ของนักมานุษยวิทยาคือการแยกระหว่างความจริงกับสิ่งที่คนให้ความหมายต่อความจริงนั้น Greetz อธิบายว่า แบบแผนทางวัฒนธรรมมีลักษณะสองด้านคือ การให้ความหมายแก่สิ่งที่เป็นจริงทางสังคมและทางกายภาพโดยปรับรูปร่างของตัวแบบให้เหมือนสิ่งที่เป็นจริง “Model of” กับ การปรับรูปร่างของสิ่งที่เป็นจริงให้เหมือนตัวแบบ “Model For”(อคิน,2551:81) ดังนั้นจะเห็นได้ว่า สิ่งที่สำคัญในการทำความเข้าใจระบบสัญลักษณ์คือการทำความเข้าใจความคิดของมนุษย์ที่สร้างรูปแบบจำลองหรือสัญลักษณ์ขึ้นมาโดยเลียนแบบจากสิ่งที่เป็นจริง ในขณะเดียวกัน สิ่งที่เป็นจริงก็ถูกสร้างภายใต้ตัวแบบที่มนุษย์คิดขึ้น อาจกล่าวได้ว่า ตัวแบบคือสิ่งที่วางแนวทางหรือความสัมพันธ์ทางกายภาพและทางสังคมของมนุษย์   อย่างที่สอง คือ เรื่องทัศนะคนในและคนนอก ซึ่งGreetz กล่าวถึงแประสบการณ์ไกลตัวและประสบการณ์ใกล้ตัว ที่แบ่งแยกระหว่างประสบการณ์ใกล้ตัวที่เป็นประสบการณ์ของผู้ให้ข้อมูลที่นิยามสิ่งที่ตัวเขาเองหรือคนในสังคมเขามองเห็น รู้สึกอย่างเดียวกัน และประสบการณ์ไกลตัวซึ่งเป็นประสบการณ์ของเราในฐานะผู้ศึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ Greetz เน้นย้ำให้เราวิเคราะห์ เสาะหารูปแบบของสัญลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นคำพูด รูปจำลอง สถาบันและพฤติกรรม การกระทำ เพื่อทำความเข้าใจว่าพวกเขาในแต่ละแห่งมีการมองตัวเองและนำเสนอตัวตนของตัวเองต่อคนอื่น รวมทั้งตัวตนของเขาในสังคมเป็นอย่างไร
                โลกของความจริงสัมพันธ์กับโลกของภาษาหรือความหมายที่เป็นการประกอบสร้างทางสังคม บางครั้งสังคมสร้างความหมายและความจริงให้กับสรรพสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวมนุษย์ผ่านระบบภาษาและสัญลักษณ์  ในประเด็นทางด้านสุขภาพและความเจ็บป่วย การทำความเข้าใจหรือการมองคน มองความเจ็บป่วยเปลี่ยนผ่านจากเรื่องของโครงสร้างมาสู่เรื่องของประสบการณ์ของความเจ็บป่วยที่นำไปสู่การอธิบายและวิธีการรักษาที่มีความเฉพาะ ความแตกต่างหลากหลายของวัฒนธรรมสุขภาพจึงมีพื้นฐานจากความแตกต่างของวิธีคิด โครงสร้างทางความคิดที่เป็นตัวกำกับ สิ่งที่เป็นนามธรรมนี้จะสะท้อนให้เห็นผ่านสัญลักษณ์และภาษา เช่น การให้ชื่อโรค การจัดกลุ่มโรค ที่สร้างความหมายและสถาปนาความจริงแก่สิ่งเหล่านั้น นักมานุษยวิทยาที่มีบทบาทสำคัญคือ Artur Khlienman ที่เสนอว่าระบบการแพทย์เป็นระบบวัฒนธรรมอย่างหนึ่งซึ่งมีสัญลักษณ์ ความหมายและตรรกะภายในตัวเอง (โกมาตร,2545: 8) Klienman กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า รูปแบบของการอธิบาย (Explanatory Model/EM) ที่ได้ให้โครงสร้างความคิดภายในตัวของปัจเจกบุคคลที่จำแนกแยกประเภทปัญหาทางสุขภาพและความเข้าใจในความเจ็บป่วย การบาดเจ็บและความพิการของพวกเขาออกมา (Veena,2007:2) โดยเขาได้จำแนกแยกแยะระหว่างโรค (Disease) ที่เป็นความผิดปกติของกระบวนการและกลไกลทางร่างกายของผู้ป่วย(Explantory Model ของแพทย์) และความเจ็บป่วย (Illness) ซึ่งเป็นความผิดปกติที่เกิดจากการรับรู้หรือประสบการณ์ความเจ็บป่วยที่ผู้ป่วยตีความเอง (Explanatory Model ของผู้ป่วย) เช่นเดียวกับงานของ Byron Good ที่พูดถึงโครงสร้างเครือข่ายความหมายและสัญลักษณ์ของความเจ็บป่วย (Semantic Illness Network)ที่หมายถึงเครือข่ายของคำศัพท์ (Word) สถานการณ์ (Situation) การบ่งชี้อาการของโรค (Symptom)และความรู้สึก (Feeling) ที่สัมพันธ์กับความเจ็บป่วยและการให้ความหมายของผู้ป่วยหรือ”The Sufferer” (Good,1977:40) โดยให้ความสำคัญกับระบบสัญลักษณ์หลัก (Core System)[1] ในการให้ความหมายเกี่ยวกับโรคหัวใจอ่อนแรง (Hearth Distrees)ในวัฒนธรรมของชาวอิหร่าน ที่สัมพันธ์กับระบบสัญลักษณ์และการให้ความหมายแบบอิสลาม (Islamic)ซึ่งเป็นความจริงในวัฒนธรรมสุขภาพของสังคมชาวอิหร่าน สิ่งที่สอดคล้องกันระหว่าง Klieman และ Good คือ โรคภัยไข้เจ็บ (Disease) คือสิ่งที่ไม่ได้ดำรงอยู่จริงแต่มีอยู่จริงในรูปแบบของการอธิบาย (Klieman 1973 quoted by Good 1994:53) ดังนั้นโรคและความเจ็บป่วยเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมไม่ใช่แค่เพียงการแสดงออกซึ่งความเจ็บป่วยเท่านั้นแต่มันคือสิ่งที่สะท้อนความหมายและความจริงของมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้น แน่นอนว่าความจริงดังกล่าวเป็นความจริงที่หลากหลาย การทำความเข้าใจความหมายและการตีความสุขภาพและความเจ็บป่วยก็ต้องมีมิติ มุมมองที่หลากหลาย การทำความเข้าใจสัญลักษณ์และความหมายเกี่ยวกับสุขภาพและความเจ็บป่วยในฐานะส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ทำให้เราเข้าใจการพิจารณาความเจ็บป่วยว่า สาเหตุของความเจ็บป่วยเกิดจากอะไร และเมื่อรับรู้แบบนี้เขาทำอะไรหรือไปหาใครเพื่อเยียวยารักษาอาการเจ็บป่วยเหล่านั้นให้หายไป ดังที่ Kleinman บอกว่าโรคหรือความเจ็บป่วยเป็นเรื่องของวัฒนธรรมที่สะท้อนความหมายและความจริงของมนุษย์เกี่ยวกับโรคและความเจ็บป่วย ถือว่าเป็นสิ่งสร้างทางวัฒนธรรมซึ่งแตกต่างกับการประกอบสร้างความจริงเกี่ยวกับโรคและความเจ็บป่วยทางการแพทย์หรือทางคลินิก




[1] แนวความคิดเรื่องแกนสัญลักษณ์ (Core Symbol)ของ Byron Good คล้ายกับคำอธิบายของวิกเตอร์ เทอเนอร์ (Victor Turner) ที่พูดถึงสัญลักษณ์หลัก (Dominant Symbol) ที่จัดการความหมายของพิธีกรรมในสังคมก่อนอุตสาหกรรม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น