ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

บทความ

มานุษยวิทยากับภัยพิบัติ ( แผ่นดินไหวน้ำท่วม พายุ ไฟป่า ภูเขาไฟระเบิด) โดย นัฐวุฒิ สิงห์กุล

มนุษยวิทยากับภัยพิบัติ The Angry Earth: Disaster in Anthropological Perspective (1999)ผู้เขียนคือAnthony Oliver-Smith และ Susanna M. Hoffman เป็นหนังสือที่สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ วัฒนธรรม และภัยพิบัติ โดยให้มุมมองทางมานุษยวิทยาที่เน้นว่า ภัยพิบัติไม่ใช่เหตุการณ์ทางธรรมชาติอย่างเดียว แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ โครงสร้างทางสังคม และวัฒนธรรมของมนุษย์ หนังสือเล่มนี้ใช้กรณีศึกษาจากหลากหลายภูมิภาคทั่วโลกเพื่อแสดงให้เห็นว่าความเปราะบางของชุมชน (vulnerability) และความสามารถในการรับมือ หรือความยืดหยุ่นต่อปัญหา (resilience) เป็นผลผลิตของกระบวนการทางสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ ดังนั้นภัยพิบัติไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มีรากฐานเชื่อมโยงกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรมด้วย ผู้เขียนใช้กรณีศึกษาหลากหลายจากทั่วโลกเพื่อแสดงให้เห็นว่า ความเสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติมักสะท้อนความไม่เท่าเทียมทางสังคม และวิธีการที่ชุมชนต่าง ๆ รับมือกับภัยพิบัติขึ้นอยู่กับบริบททางวัฒนธรรมและทรัพยากรที่พวกเขามี หนังสือเล่มนี้ช่วยให้เราเข้าใจว่าภัยพิบัติไม่ใช่เพ...
โพสต์ล่าสุด

มานุษยวิทยาว่าด้วยยาและสารเสพติด โดย นัฐวุฒิ สิงห์กุล

หนังสือชื่อ “Righteous Dopefiend” (2009) ของ Philippe Bourgois & Jeffrey Schonberg ถือเป็นงานชาติพันธุ์วรรณนา (ethnography) ที่ใช้ระยะเวลา มากกว่าสิบปี ในการศึกษาชีวิตของกลุ่มคนไร้บ้านที่ใช้เฮโรอีนแบะโคเคนในซานฟรานซิสโก สองนักมานุษยวิทยา Philippe Bourgois และ Jeffrey Schonberg ได้ทำงานภาคสนามอย่างใกล้ชิด โดยการใช้ participant observation และการบันทึกภาพ (photo-ethnography) เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างสังคมที่ทำให้พวกเขาตกอยู่ในวงจรของความยากจน การถูกกีดกันทางสังคม และการเสพติดดังนั้นหนังสือเล่มนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นงานชาติพันธุ์วรรณนาแนว critical medical anthropology หรือมานุษยวิทยาการแพทย์เชิงวิพากษ์ ที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับ โครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และเชื้อชาติ ที่ส่งผลให้คนบางกลุ่มต้องติดอยู่ในวงจรของการเสพติดและการไร้บ้าน โดยรวมหนังสือเล่มนี้แนะนำกลุ่มตัวอย่างและบริบทของคนไร้บ้านในซานฟรานซิสโก้ ผ่านการศึกษาวิธีที่คนไร้บ้านใช้เฮโรอีนและโคเคนในชีวิตประจำวัน ที่สะท้อนให้เห็นการแบ่งแยกทางเชื้อชาติและการสร้างกลุ่มย่อยในชุมชนคนไร้บ้าน รวมถึงผลกระทบของนโยบายรัฐต่อคนไร้บ้านและ...

หนังสือ Man After Man: An Anthropology of the Future (1990) ของ Dougal Dixon โดย นัฐวุฒิ สิงห์กุล

หนังสือ Man After Man: An Anthropology of the Future (1990) ของ Dougal Dixon เล่มนี้เป็นรูปแบบสไตล์การเขียนแนว Speculative fiction ซึ่งเป็นแนววรรณกรรมที่ครอบคลุมเรื่องราวที่ตั้งอยู่บน “สมมติฐาน” เกี่ยวกับโลกที่แตกต่างจากความเป็นจริงปัจจุบัน โดยอาศัยจินตนาการเกี่ยวกับสิ่งที่ อาจเป็นไปได้ หรือ อาจเกิดขึ้นได้ ในอนาคต หรือในโลกคู่ขนาน ลักษณะสำคัญของ Speculative Fiction คือการเริ่มต้นจากการตั้งคำถามว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้า…?” (What if…? เนื้อหาอิงพื้นฐานจากความเป็นจริง แต่ขยายไปสู่สิ่งที่อาจเป็นไปได้ผ่านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม หรือวัฒนธรรม อีกทั้งยีงสำรวจแนวคิดทางปรัชญา จริยธรรม และสังคมผ่านสถานการณ์ที่แตกต่างจากปัจจุบัน ตัวอย่างประเภทของ Speculative Fiction เช่น Science Fiction (นิยายวิทยาศาสตร์) ที่ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นแกนหลัก แนว Fantasy (แฟนตาซี) ที่ใช้เวทมนตร์หรือโลกสมมติ หรือแนว Dystopian Fiction (นิยายดิสโทเปีย) โลกอนาคตที่สังคมเสื่อมโทรม หรือแนว Alternate History (ประวัติศาสตร์สมมติ) ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าเหตุการณ์ในอดีตเกิดขึ้นต่างจากความเป็นจริง สุดท้ายคือแนวของ...

Cannibalism : การกินเนื้อมนุษย์ มุมมองทางประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยา โดย นัฐวุฒิ สิงห์กุล

The Man-Eating Myth: Anthropology & Anthropophagy (1979) เขียนโดย William Arens หนังสือเล่มนี้เป็นงานมานุษยวิทยาที่ท้าทายแนวคิดดั้งเดิมเกี่ยวกับ การกินเนื้อมนุษย์ (Cannibalism) โดย Arens ตั้งคำถามกับแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยาที่อ้างว่ามีการกินเนื้อมนุษย์อย่างเป็นระบบในบางสังคม โดยเขาเสนอว่าการกล่าวหาว่าชนเผ่าพื้นเมืองบางกลุ่มกินเนื้อมนุษย์อาจเป็นการสร้างเรื่องขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง อาณานิคม และอุดมการณ์ของโลกตะวันตก การกินเนื้อมนุษย์เป็น “ตำนาน” ที่ถูกสร้างขึ้น ซึ่ง Arens โต้แย้งว่าไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือที่พิสูจน์ว่ามีสังคมใดที่ปฏิบัติการกินเนื้อมนุษย์อย่างแพร่หลาย ข้อมูลส่วนใหญ่ที่อ้างถึงการกินเนื้อมนุษย์มักมาจากบันทึกของนักล่าอาณานิคมหรือนักสำรวจชาวยุโรป ซึ่งอาจมีอคติและการบิดเบือนข้อเท็จจริง ดังนั้น การกล่าวหาเรื่อง “การกินเนื้อมนุษย์” มักใช้เป็นเครื่องมือของอำนาจ โดยตะวันตกมักใช้ภาพจำของ “คนเถื่อนกินคน” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการล่าอาณานิคมและการควบคุมชนพื้นเมือง ตัวอย่าง เช่น การกล่าวหาว่าชนเผ่าในอเมริกาใต้ แอฟริกา หรือหมู่เกาะแปซิฟิกเป...

ร่างกายกับความเจ็บป่วย โดยนัฐวุฒิ สิงห์กุล

“Being toward the world” เป็นแนวคิดที่มาจาก Maurice Merleau-Ponty ที่หมายถึงการที่ร่างกายของเรามีส่วนเกี่ยวข้องและมีปฏิสัมพันธ์กับโลกอย่างต่อเนื่อง มันสะท้อนถึงการที่ร่างกายไม่เพียงแต่รับรู้โลก แต่ยังมีการกระทำและแสดงออกในโลกนี้อย่างมีความหมาย ดังเช่นกรณี “Phantom limb” ที่เป็นปรากฏการณ์ที่ผู้ที่สูญเสียแขนหรือขามักจะรู้สึกถึงการมีอยู่ของอวัยวะที่หายไปนั้น เช่น การเจ็บปวดหรือการรู้สึกถึงอวัยวะที่ไม่ได้อยู่ในร่างกายอีกต่อไป ปรากฏการณ์นี้เกิดจากสมองที่ยังคงตีความข้อมูลจากร่างกายส่วนที่หายไปในลักษณะเดียวกับเมื่อมันยังคงมีอยู่ เมื่อลองเชื่อมโยง phantom limb และ being toward the world ของ Merleau- Ponty ภาวะ Phantom limb สามารถถูกมองว่าเป็นตัวอย่างของการที่ร่างกาย “being toward the world” แม้ว่าร่างกายจะสูญเสียส่วนหนึ่งไป แต่วิธีที่สมองและประสาทสัมผัสยังคงตีความและรับรู้สิ่งต่างๆ แสดงให้เห็นถึงการเชื่อมต่อที่ลึกซึ้งระหว่างร่างกายและโลก ในปรากฏการณ์ phantom limb ที่สมองยังคงคิดและมองไปที่ส่วนที่หายไปและคงการติดต่อกับโลกที่มีอวัยวะนั้นอยู่ ในขณะที่ร่างกายจริงๆ อวัยวะส่วนนั้นได้หายไปแล้...

แนวคิดแบบWorld Upon Body ของ Michael Foucault โดยนัฐวุฒิ สิงห์กุล

Foucault. : World Upon Body ผมเริ่มจากการอธิบาย Component of corporeality หรือ องค์ประกอบของร่างกายภาพ หมายถึงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ประกอบกันเป็นประสบการณ์ทางกายภาพ ซึ่งไม่เพียงแต่รวมถึงส่วนประกอบทางกายภาพ (เช่น อวัยวะและโครงสร้างทางชีววิทยา) แต่ยังเกี่ยวข้องกับการรับรู้ทางจิตใจและการปฏิสัมพันธ์ของร่างกายกับโลกภายนอกในระดับทางสังคมและวัฒนธรรม ในบทความเรื่อง Cultural Phenomenology Embodiment: Agency , Sexual Difference and Illness ของ Thomas Csordas ชี้ให้เห็นองค์ประกอบหรือส่วนประกอบทั้ง10 นี้จะช่วยกำหนด corporeality หรือการมีร่างกายจากมุมมองของการศึกษามานุษยวิทยา ประกอบด้วย 1. รูปทรงของร่างกาย(Bodily Form ) ร่างกายของเราประกอบไปด้วยแขน ขา ลำตัว ศีรษะ ท่าทางยืน การมีร่างกายที่สมบูรณ์เป็นการสะท้อนภาพของความสมบูรณ์ แต่ก็สามารถสูญเสียส่วนต่างๆ เช่น การตัดแขน หรือการสูญเสียอวัยวะ 2. ประสบการณ์จากการสัมผัส ( sensory Experience) เรามีประสาทสัมผัสที่สำคัญ (การมองเห็น การได้ยิน การสัมผัส รสชาติ และการได้กลิ่น) ซึ่งช่วยให้เรามีปฏิสัมพันธ์กับโลก การสูญเสียประสาทสัมผัสเหล่านี้ทำให้ประสบกา...

แนวคิด reciprocity of body and world (ความสัมพันธ์แบบแลกเปลี่ยนระหว่างร่างกายและโลก) ของ Bourdieu โดย นัฐวุฒิ สิงห์กุล

ต่อจากการสอนเมื่อวาน ที่ผมได้ให้นักศึกษาอ่านบทความชื่อ Cultural Phenomenology Embodiment: Agency , Sexual Difference and Illness ของ Thomas Csordas บทความเริ่มต้นจากการถกเถียงเรื่อง” Body as a discrete organic entity” เป็นแนวคิดที่มองว่าร่างกายเป็นหน่วยที่แยกออกจากกัน (discrete) ได้อย่างเด็กขาด และมีขอบเขตที่ชัดเจน ซึ่งมนุษย์สามารถถูกมองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตทางชีวภาพที่ดำรงอยู่โดยอิสระ แนวคิดนี้มักถูกนำมาใช้ในทางชีววิทยาและการแพทย์ ที่มองร่างกายมนุษย์เป็นระบบชีวภาพที่ทำงานอย่างเป็นเอกเทศ อย่างไรก็ตาม ในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ รวมถึงมานุษยวิทยา แนวคิดนี้ถูกตั้งคำถาม เนื่องจากร่างกายมนุษย์ไม่ได้มีเพียงมิติทางชีวภาพเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับปัจจัยทางสังคม วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อม ทำให้เกิดแนวคิดที่มองร่างกายแบบ porous body หรือร่างกายที่มีความซึมผ่าน (permeability) ซึ่งโต้แย้งว่าร่างกายไม่ได้มีขอบเขตที่ตายตัว แต่เป็นผลลัพธ์ของกระบวนการทางสังคมและวัฒนธรรม หากเชื่อมโยงแนวคิด Body as a discrete organic entity กับการแพทย์ จะเกี่ยวข้องกับมุมมองทางชีวการแพทย์ (biomedical model) ซึ...