Byung-Chul Han เขียนหนังสือชื่อ The Burnout Society (2015) เขาเป็นนักปรัชญาร่วมสมัยที่วิเคราะห์ว่าสังคมทุนนิยมและวัฒนธรรมร่วมสมัยเปลี่ยนแปลงวิธีที่มนุษย์ทำงาน คิดเกี่ยวกับตัวเอง และใช้ชีวิตอย่างไร ภายใต้ข้อถกเถียงสำคัญว่า สังคมปัจจุบันกำลังเปลี่ยนจากสังคมที่ควบคุมมนุษย์ด้วยคำสั่งและข้อห้าม ไปสู่สังคมที่ผลักดันให้มนุษย์ต้องพัฒนาตัวเอง ทำงานให้มากขึ้น และแสดงศักยภาพของตนเองอย่างไม่สิ้นสุด จนท้ายที่สุดมนุษย์กลับกลายเป็นผู้กดดันและเอารัดเอาเปรียบตัวเอง ที่สะท้อนว่ามนุษย์ในสังคมปัจจุบันไม่ได้เหนื่อยล้าเพียงเพราะถูกคนอื่นบังคับให้ทำงาน แต่เหนื่อยล้าเพราะเรียนรู้ที่จะบังคับตัวเองให้ทำงานมากขึ้น โดยเชื่อว่านั่นคืออิสรภาพและความสำเร็จของตนเอง
โดยข้อเสนอหลักของ Hanก็คืออำนาจในสังคมร่วมสมัยมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อมนุษย์ไม่จำเป็นต้องถูกบังคับจากภายนอก เพราะพวกเขากลายเป็นผู้บังคับตัวเอง
Han เสนอให้เรามองเห็นความแตกต่างระหว่างสังคมสองรูปแบบ คือ จากสังคมแห่งวินัยเปลี่ยนไปสู่สังคมแห่งการเพิ่มประสิทธิภาพ ถ้าย้อนกลับไปเชื่อมกับแนวคิด วิธีควบคุมมนุษย์อยู่ภายใต้ คำสั่ง กฎระเบียบ การเฝ้าระวัง และข้อห้าม มนุษย์ต้องทำ และจงเชื่อฟังคำสั่ง ภายใต้แรงกดดันและการควบคุมจากภายนอก ที่อาจนำไปสู่การควบคุม การต่อต้าน และการลงโทษ ในขณะมี่ในอีกด้านหนึ่งตรงกันข้าม กาาฃรควยคุมมนุษย์อยู่ภายใต้ การกระตุ้นให้ทำให้มากขึ้น และพัฒนาตัวเอง สร้างให้เกิดการเป็นผู้ประกอบการหรือผู้จัดการตัวเอง ภายใต้คำว่าคุณทำได้ ที่สะท้อนการเปลี่ยนจากความกดดันจากภายนอก มาเป็นความกดดันจากภายใน ที่ทำให้เกิดภาวะความเหนื่อยล้า ความรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว ดีไม่พอ และหมดไฟ
ในสังคมแห่งวินัย มนุษย์รู้ว่าตนเองกำลังถูกควบคุม เช่น นายจ้างสั่งให้ทำงาน ผู้บังคับบัญชาตรวจสอบ หรือสถาบันกำหนดกฎเกณฑ์ แต่ในสังคมแห่งการเพิ่มประสิทธิภาพ การควบคุมมีรูปแบบที่ซับซ้อนกว่า เพราะมนุษย์ได้รับการกระตุ้นให้เชื่อว่า ฉันสามารถทำได้ดีกว่านี้ ฉันต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ฉันต้องใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด ฉันต้องไม่หยุดอยู่กับที่ หรือถ้าฉันล้มเหลว แสดงว่าฉันยังพยายามไม่มากพอ
สิ่งสำคัญคือ แรงกดดันเหล่านี้อาจไม่ได้มาจากผู้บังคับบัญชาโดยตรง แต่มาจากการที่บุคคลรับเอาความคาดหวังของสังคมมาเป็นมาตรฐานในการประเมินตัวเอง
อย่างไรก็ตาม Han ไม่ได้หมายความว่าสังคมแห่งวินัยหายไปทั้งหมด แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า การควบคุมมนุษย์ในสังคมร่วมสมัยมีรูปแบบใหม่ที่ทำงานผ่านเสรีภาพ การพัฒนาตนเอง และความปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จ
นั่นทำให้มนุษย์กลายเป็นผู้ประกอบการแห่งตนเอง
แนวคิดสำคัญของหนังสือคือ Achievement Subject หรือมนุษย์ผู้มุ่งสร้างความสำเร็จ เพราะมนุษย์ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงลูกจ้างที่ขายแรงงานให้กับนายจ้างอีกต่อไป แต่เริ่มมองตัวเองเสมือนเป็นโครงการที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ต้องพัฒนาทักษะเพื่อให้มีมูลค่าในตลาดแรงงาน ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่เพื่อไม่ให้ตกยุค ต้องสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในโลกออนไลน์ ต้องบริหารเวลาและชีวิตให้มีประสิทธิภาพ ต้องดูแลสุขภาพและรูปร่างเพื่อให้ตัวเองดูดี และต้องสร้างผลงานเพื่อยืนยันว่าตนเองมีคุณค่า
แน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายในตัวเอง การเรียนรู้ การดูแลสุขภาพ และการพัฒนาความสามารถล้วนมีประโยชน์ แต่ในขณะเดียวกันปัญหาเกิดขึ้นเมื่อการพัฒนาตัวเองกลายเป็นข้อเรียกร้องที่ไม่มีจุดสิ้นสุด เพราะไม่ว่าบุคคลจะทำได้ดีเพียงใด ก็ยังสามารถทำได้ดีกว่าเดิมเสมอ มนุษย์จึงไม่สามารถรู้สึกว่าตนเองทำได้เพียงพอเสียที
ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน เช่น คนคนหนึ่งทำงานประจำวันละแปดชั่วโมง แต่เมื่อกลับบ้านก็ยังรู้สึกว่าต้องทำสิ่งต่าง ๆ ต่อไป เช่น เรียนออนไลน์ อ่านหนังสือ พัฒนาทักษะ สร้างเครือข่าย หรือทำงานเสริม แม้จะไม่มีใครบังคับให้ทำกิจกรรมเหล่านี้ทั้งหมด แต่บุคคลกลับรู้สึกผิดหากเลือกพักผ่อน ในสถานการณ์นี้ เวลาว่างไม่ได้เป็นเวลาที่ปราศจากภาระอีกต่อไป แต่กลายเป็นเวลาที่ต้องใช้เพื่อเพิ่มคุณค่าของตัวเอง
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่ามนุษย์ทำงานมากเกินไปหรือไม่ แต่คือมนุษย์เริ่มมองทุกช่วงเวลาของชีวิตผ่านคำถามว่า เรากำลังสร้างประโยชน์หรือพัฒนาตัวเองอยู่หรือเปล่า
สิ่งที่เรียกว่า เสรีภาพที่กลายเป็นเครื่องมือกดขี่ตัวเอง นี่เป็นข้อเสนอที่สำคัญและน่าสนใจที่สุดประการหนึ่งของ Han โดยทั่วไป เรามักคิดว่าเสรีภาพหมายถึงการที่บุคคลสามารถเลือกสิ่งที่ตนเองต้องการได้ แต่ Han ชวนให้ตั้งคำถามว่า หากบุคคลต้องใช้เสรีภาพของตนเองเพื่อทำงานให้มากขึ้น แข่งขันมากขึ้น และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เสรีภาพนั้นยังเป็นอิสรภาพอย่างแท้จริงหรือไม่
เมื่อเราลองพิจารณาว่า การถูกบังคับจากภายนอก เช่น นายจ้างสั่งให้ทำงานเพิ่ม มิฉะนั้นอาจถูกลงโทษ กับ การบังคับตัวเองจากภายใน ที่ไม่มีใครสั่งให้ทำงานเพิ่ม แต่ฉันรู้สึกว่าต้องทำ เพราะไม่อยากตามคนอื่นไม่ทัน และกลัวว่าจะไม่มีคุณค่าเพียงพอ กรณีที่สองอาจดูเหมือนเป็นการตัดสินใจโดยสมัครใจ แต่การตัดสินใจนั้นเกิดขึ้นภายใต้ความคาดหวังและความกลัวที่บุคคลซึมซับมาจากสังคม บุคคลจึงอาจกลายเป็นทั้งผู้กระทำและผู้รับผลจากการกดขี่ในเวลาเดียวกัน
Han เรียกความสัมพันธ์ลักษณะนี้ในเชิงแนวคิดว่าเป็นการแสวงประโยชน์จากตัวเอง ซึ่งอาจรุนแรงกว่าการถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้อื่น เพราะบุคคลรู้สึกว่าตนเองกำลังทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ของตัวเอง ทั้งที่กำลังทำให้ตัวเองเหนื่อยล้า
คำถามที่ชวนคิดคือถ้าเราทำงานจนหมดแรง เพราะนายจ้างสั่ง เราอาจมองเห็นผู้ที่สร้างแรงกดดันได้ชัดเจน
แต่ถ้าเราทำงานจนหมดแรง เพราะเชื่อว่าตัวเองต้องประสบความสำเร็จ ต้องเป็นคนเก่ง และต้องไม่แพ้ใคร เราจะระบุได้อย่างไรว่าใครหรืออะไรเป็นต้นเหตุของความเหนื่อยล้า? นี่คือปัญหาที่ Han ต้องการชี้ให้เห็น กล่าวคือ อำนาจอาจทำงานได้โดยไม่จำเป็นต้องปรากฏตัวเป็นผู้สั่งการอย่างชัดเจน
Han เชื่อมโยงสังคมที่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพเข้ากับความทุกข์ทางจิตใจหลายรูปแบบ เช่น ภาวะหมดไฟ (Burnout) ภาวะซึมเศร้า (Depression) สมาธิที่ถูกรบกวน ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ ความรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ และ ความยากลำบากในการหยุดพักโดยไม่รู้สึกผิด นี่ทำให้เกิดภาวะสังคมแห่งความเหนื่อยล้าและภาวะหมดไฟ
ประเด็นของเขาไม่ใช่การกล่าวว่าปัญหาทางจิตใจทุกชนิดเกิดจากทุนนิยม หรือว่าความเหนื่อยล้าทุกกรณีมีสาเหตุเดียวกัน แต่เป็นการเสนอให้พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างทางสังคมกับประสบการณ์ภายในของบุคคล แต่ในสังคมที่ยกย่องความสำเร็จ ความรวดเร็ว และประสิทธิภาพ บุคคลอาจตีความความล้มเหลวในเชิงโครงสร้างว่าเป็นความบกพร่องส่วนตัว ตัวอย่างเช่น คนที่ทำงานหนักแต่ได้รับค่าตอบแทนต่ำ อาจคิดว่าตนเองไม่มีความสามารถเพียงพอ แทนที่จะตั้งคำถามถึงค่าจ้าง ภาระงาน หรือโครงสร้างการจ้างงาน ในทำนองเดียวกัน คนที่ไม่สามารถทำงานได้เท่ากับคนอื่น อาจรู้สึกผิดกับตัวเองมากกว่าตั้งคำถามว่ามาตรฐานความสำเร็จที่สังคมกำหนดนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ นี่คือการเปลี่ยนปัญหาทางสังคมให้กลายเป็นปัญหาของปัจเจกบุคคล
เมื่อมนุษย์อธิบายความทุกข์ของตัวเองว่าเกิดจากความไม่เก่งหรือความพยายามไม่มากพอ เขาอาจยิ่งพยายามมากขึ้น และทำให้ตัวเองเหนื่อยล้าหนักกว่าเดิม
สิ่งที่นาสนใจอีกอย่างคือ Han ใช้ความแตกต่างระหว่างความเป็นลบ (Negativity) กับความเป็นบวก (Positivity) เพื่ออธิบายลักษณะของสังคมร่วมสมัย ในที่นี้ คำว่าบวกไม่ได้หมายถึงการคิดบวกในความหมายธรรมดาเท่านั้น แต่หมายถึงวัฒนธรรมที่เน้นความเป็นไปได้ การเพิ่มศักยภาพ การสร้างผลลัพธ์ และการก้าวข้ามข้อจำกัด โดยสังคมร่วมสมัยมักส่งสารว่า ทุกอย่างเป็นไปได้ หากเราพยายามมากพอ คุณต้องเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้น อย่าหยุดเรียนรู้ จงมองความล้มเหลวเป็นโอกาส และจงเปลี่ยนอุปสรรคให้เป็นความสำเร็จ สารเหล่านี้ฟังดูสร้างแรงบันดาลใจ แต่เมื่อกลายเป็นความคาดหวังที่ครอบคลุมทุกด้านของชีวิต ก็อาจสร้างแรงกดดันอย่างมหาศาล เพราะหากทุกอย่างเป็นไปได้ ความล้มเหลวก็อาจถูกตีความว่าเป็นความผิดของบุคคลเอง แต่หากคุณไม่ประสบความสำเร็จ คุณอาจถูกทำให้เชื่อว่าคุณยังพยายามไม่มากพอ ไม่เก่งพอ หรือไม่สามารถบริหารตัวเองได้ดีพอ
ในทางกลับกัน แนวคิดเรื่องความเป็นลบในงานของ Han ยังช่วยให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นผลผลิตได้โดยตรง เช่น การยอมรับข้อจำกัดของมนุษย์ การหยุดพัก การยอมรับว่าบางสิ่งไม่อาจควบคุมได้ การมีเวลาอยู่กับตัวเองโดยไม่ต้องทำอะไรให้สำเร็จ และ การยอมรับความล้มเหลวโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมันให้เป็นบทเรียนหรือโอกาสเสมอไป
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ มนุษย์จำเป็นต้องมีพื้นที่ที่ไม่ถูกกำหนดด้วยการพัฒนาตัวเองและการเพิ่มประสิทธิภาพตลอดเวลา
นอกจากนี้ Han วิจารณ์วัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับการทำหลายสิ่งพร้อมกัน (Multitasking) และการตอบสนองต่อสิ่งเร้าอย่างต่อเนื่อง ในชีวิตประจำวัน เราอาจทำงานไปพร้อมกับตรวจสอบอีเมล อ่านข้อความ ดูข่าว และติดตามสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งการทำหลายอย่างพร้อมกันอาจดูเหมือนทำให้เรามีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ก็อาจทำให้ความสนใจถูกแบ่งออกเป็นส่วนเล็ก ๆ จนยากที่จะจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างลึกซึ้ง
Han เชื่อมโยงปัญหานี้กับความสามารถในการคิด การใคร่ครวญ และการรับรู้ประสบการณ์อย่างลึกซึ้ง สิ่งที่เขาให้ความสำคัญไม่ใช่เพียงจำนวนข้อมูลที่มนุษย์ได้รับ แต่คือรูปแบบของความสนใจที่เปลี่ยนไป เมื่อเราคุ้นเคยกับการตอบสนองต่อสิ่งเร้าตลอดเวลา เราอาจมีเวลาน้อยลงสำหรับการคิดอย่างต่อเนื่อง การอยู่กับความเงียบ หรือการพิจารณาสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยไม่ต้องรีบหาคำตอบ
ตัวอย่าง นักศึกษาคนหนึ่งกำลังอ่านหนังสือ แต่ทุกไม่กี่นาทีต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตรวจสอบข้อความ แม้จะใช้เวลาอ่านหนังสือสองชั่วโมง แต่เวลาที่ใช้จดจ่ออย่างต่อเนื่องอาจมีน้อยกว่าที่คิด ในอีกด้านหนึ่ง การนั่งอ่านหนังสือโดยไม่มีสิ่งรบกวนอาจดูเหมือนไม่ได้สร้างผลผลิตมากในทันที แต่ช่วยให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งกว่าได้ ดังนั้นข้อเสนอของ Han จึงท้าทายความเชื่อที่ว่าการทำกิจกรรมหลายอย่างในเวลาเดียวกันไม่ได้เป็นหลักฐานของประสิทธิภาพการทำงานที่เหนือกว่าเสมอไป
อีกเรื่องที่ผมว่าสำคัญคือการสูญเสียความสามารถในการพักและการใคร่ครวญ สำหรับ Han การพักผ่อนไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นกระบวนการฟื้นฟูร่างกายเพื่อกลับไปทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หากเราพักผ่อนเพียงเพื่อให้สามารถกลับไปทำงานหนักกว่าเดิม การพักก็ยังอยู่ภายใต้ตรรกะของการผลิต ตัวอย่างเช่นออกกำลังกายเพื่อให้ทำงานได้มากขึ้น นอนหลับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ท่องเที่ยวเพื่อกลับมาทำงานอย่างมีพลัง ทำสมาธิเพื่อลดความเครียดและเพิ่มผลผลิต และใช้เวลาว่างเพื่อเรียนรู้ทักษะใหม่ กิจกรรมเหล่านี้อาจมีประโยชน์ แต่ถ้าทุกกิจกรรมต้องมีเหตุผลในแง่การเพิ่มประสิทธิภาพ ชีวิตก็จะไม่มีพื้นที่ที่ปราศจากเป้าหมายเชิงผลผลิต
Han ชวนให้เรากลับมาพิจารณาความสำคัญของการหยุดนิ่ง การไตร่ตรอง และการใช้เวลาโดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าตนเองกำลังทำสิ่งที่มีประโยชน์ ดังนั้นคำถามสำคัญคือ เราพักผ่อนเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น หรือพักผ่อนเพื่อกลับไปผลิตผลงานได้มากขึ้นเท่านั้น? ความแตกต่างนี้ช่วยให้เรามองเห็นว่าตรรกะของการเพิ่มประสิทธิภาพอาจขยายตัวออกจากพื้นที่ทำงานและเข้าครอบคลุมชีวิตประจำวันทั้งหมด
ผมลองชวนนักศึกษาคุยเรื่องนี้ ในเรื่องการเรียน และเชื่อมโยงกับการรเบีนของนักศึกษา และการทำงานของผมในมหาวิทยาลัย ซึ่งแนวคิดของ Han สามารถนำมาศึกษาชีวิตในมหาวิทยาลัยหรือองค์กรที่ใช้ตัวชี้วัดประสิทธิภาพได้ เช่น การประเมินผลการปฏิบัติงาน การนับจำนวนผลงานทางวิชาการ การกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดการแข่งขันเพื่อเลื่อนตำแหน่ง การสร้างภาพลักษณ์ของบุคลากรที่มีความสามารถ และความคาดหวังให้บุคลากรพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ประเด็นที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงว่า ตัวชี้วัดเหล่านี้เพิ่มภาระงานหรือไม่ แต่คือ บุคลากรนำตัวชี้วัดเหล่านั้นมาใช้ประเมินคุณค่าของตัวเองอย่างไร ตัวอย่างเช่น อาจารย์คนหนึ่งมีภาระสอน วิจัย บริหาร และบริการวิชาการ แต่เมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานมีผลงานมากกว่า เขากลับรู้สึกว่าตนเองยังทำได้ไม่ดีพอ แม้จะทำงานเกินเวลาปกติอยู่แล้วก็ตาม
โดยสรุป The Burnout Society ไม่ได้อยู่เพียงที่การบอกว่ามนุษย์ทำงานหนักเกินไป แต่อยู่ที่การชี้ให้เห็นว่า สังคมสามารถทำให้มนุษย์กลายเป็นผู้สร้างแรงกดดันให้กับตัวเองได้ โดยทำให้การทำงานหนัก การแข่งขัน และการพัฒนาตนเองดูเหมือนเป็นเสรีภาพและความรับผิดชอบส่วนบุคคล


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น