ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

หนังสือ Man After Man: An Anthropology of the Future (1990) ของ Dougal Dixon โดย นัฐวุฒิ สิงห์กุล

หนังสือ Man After Man: An Anthropology of the Future (1990) ของ Dougal Dixon เล่มนี้เป็นรูปแบบสไตล์การเขียนแนว Speculative fiction ซึ่งเป็นแนววรรณกรรมที่ครอบคลุมเรื่องราวที่ตั้งอยู่บน “สมมติฐาน” เกี่ยวกับโลกที่แตกต่างจากความเป็นจริงปัจจุบัน โดยอาศัยจินตนาการเกี่ยวกับสิ่งที่ อาจเป็นไปได้ หรือ อาจเกิดขึ้นได้ ในอนาคต หรือในโลกคู่ขนาน ลักษณะสำคัญของ Speculative Fiction คือการเริ่มต้นจากการตั้งคำถามว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้า…?” (What if…? เนื้อหาอิงพื้นฐานจากความเป็นจริง แต่ขยายไปสู่สิ่งที่อาจเป็นไปได้ผ่านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม หรือวัฒนธรรม อีกทั้งยีงสำรวจแนวคิดทางปรัชญา จริยธรรม และสังคมผ่านสถานการณ์ที่แตกต่างจากปัจจุบัน ตัวอย่างประเภทของ Speculative Fiction เช่น Science Fiction (นิยายวิทยาศาสตร์) ที่ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นแกนหลัก แนว Fantasy (แฟนตาซี) ที่ใช้เวทมนตร์หรือโลกสมมติ หรือแนว Dystopian Fiction (นิยายดิสโทเปีย) โลกอนาคตที่สังคมเสื่อมโทรม หรือแนว Alternate History (ประวัติศาสตร์สมมติ) ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าเหตุการณ์ในอดีตเกิดขึ้นต่างจากความเป็นจริง สุดท้ายคือแนวของหนังสือเล่มนี้คือ Speculative Evolution (วิวัฒนาการสมมติ) ที่สำรวจอนาคตของสิ่งมีชีวิต Speculative Fiction ต่างจาก Fiction ธรรมดาทั่วไปที่มักเน้นเรื่องราวของตัวละครในโลกที่เป็นไปตามกฎของความเป็นจริง แต่Speculative Fiction ตั้งอยู่บนข้อสมมติที่ขยายขอบเขตของความเป็นไปได้ เช่น อนาคต เทคโนโลยีเหนือจริง หรือสังคมที่แตกต่างจากที่เรารู้จัก เป็นแนววรรณกรรมที่ช่วยให้เราสำรวจความเป็นไปได้ในอนาคต ตั้งคำถามเกี่ยวกับสังคม และสะท้อนแนวคิดเชิงปรัชญาและวิทยาศาสตร์ ทำให้เป็นแนวที่ทั้งกระตุ้นความคิดและสร้างความบันเทิงไปพร้อมกัน ดังนั้น ในหนังสือ Man After Man: An Anthropology of the Future (1990) ของ Dougal Dixon ถือเป็นงาน speculative evolution ที่ได้สำรวจวิวัฒนาการของมนุษย์ในช่วงห้าล้านปีข้างหน้า หนังสือเล่มนี้แตกต่างจากงานก่อนหน้าของ Dixon (After Man: A Zoology of the Future) ตรงที่เน้นไปที่มนุษย์เป็นหลัก ไม่ใช่สัตว์อื่น ๆ โดยDixon นำเสนอช่วงเวลาแต่ละช่วงแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ผ่านวิวัฒนาการและผลกระทบของเทคโนโลยี ประกอบด้วย 1. อนาคตอันใกล้ ในอีก 200 ปีข้างหน้า มนุษย์และการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี โดยในช่วงแรกDixon นำเสนอภาพว่าโลกกำลังเผชิญกับภาวะโลกร้อน ทรัพยากรขาดแคลน และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรุนแรง มนุษย์พยายามแก้ปัญหาด้วยการใช้ วิศวกรรมพันธุกรรม (genetic engineering) เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป มนุษย์กับออกแบบพันธุกรรม ภายใต้อำนาจของรัฐบาลและบริษัทเอกชนเริ่มดัดแปลงพันธุกรรมของประชากร เพื่อให้ทนทานต่ออากาศร้อน ขาดน้ำ และอาศัยในสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย เช่น มนุษย์ที่สามารถกักเก็บน้ำในร่างกายเหมือนอูฐ มนุษย์ที่สามารถสังเคราะห์แสงเหมือนพืชหรือมนุษย์อวกาศ (Homo sapiens stellaris) ที่เชื่อมโยงกีลมนุษย์บางส่วนถูกออกแบบให้มีร่างกายเบาขึ้นและสามารถใช้ชีวิตในอวกาศได้ สรุป ยุคในแห่งอนาคตอันใกล้ เริ่มต้นจากโลกในช่วง 200 ปีข้างหน้า เมื่อมนุษย์ใช้เทคโนโลยีดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น มนุษย์ที่ออกแบบมาให้อาศัยอยู่ในอวกาศ หรืออยู่รอดในสภาวะแวดล้อมที่โหดร้าย 2. ช่วงเวลา 1,000 ปีข้างหน้ากับการแตกแขนงของเผ่าพันธุ์มนุษย์ เมื่อเทคโนโลยีทางพันธุกรรมดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้มนุษย์วิวัฒนาการไปในทิศทางที่แตกต่างกันมากขึ้น เช่น มนุษย์น้ำ (Homo aquaticus) ถูกออกแบบให้มีเหงือกและแขนขาเป็นพังผืด สามารถอาศัยในมหาสมุทรได้ มนุษย์ที่ใช้ชีวิตในอากาศ (Homo volaticus) โดยพวกเขาจะมีร่างกายเบาและแขนขาที่เปลี่ยนไปเหมือนค้างคาว เพื่อให้สามารถร่อนในอากาศได้ และสุดท้ายมนุษย์เครื่องจักร (Homo sapiens machinensis) – ผสมผสานร่างกายเข้ากับเทคโนโลยีทางไซบอร์กเพื่อให้มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น จุดเปลี่ยนสำคัญในช่วงนี้ก็คือมนุษย์เริ่มมองกันเองเป็น เผ่าพันธุ์ที่แตกต่างกัน มากขึ้น บางกลุ่มมองว่าตัวเองเป็น “มนุษย์ที่เหนือกว่า” และเริ่มมีความขัดแย้งทางสังคม ยุคนี้จึงเป็นยุคของการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ เมื่อเวลาผ่านไป มนุษย์ดัดแปลงสายพันธุ์ของตนเองจนแตกแขนงออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ ที่แทบไม่เหลือเค้าโครงของมนุษย์ปัจจุบัน 3. ช่วงเวลาในอีก10,000 ปีข้างหน้า เมื่ออารยธรรมล่มสลายและมนุษย์ที่เสื่อมถอย ซึ่งเทคโนโลยีเริ่มกลับกลายเป็นอาวุธทำลายล้าง มนุษย์เกิดสงครามและใช้เทคโนโลยีทำลายสิ่งแวดล้อม สุดท้ายอารยธรรมล่มสลาย กลุ่มมนุษย์ที่เคยถูกออกแบบให้พิเศษกลับต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด มนุษย์ดึกดำบรรพ์ยุคใหม่ (Homo ferus) เมื่อมนุษย์บางกลุ่มที่เคยมีสติปัญญาสูงกลับเสื่อมถอยลง กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในสภาพกึ่งสัตว์ป่า หรือมนุษย์ที่วิวัฒนาการให้เป็นสัตว์นักล่า (Homo predatores) มนุษย์บางเผ่าพันธุ์วิวัฒนาการให้มีพฤติกรรมเหมือนนักล่า ไล่ล่าสิ่งมีชีวิตอื่นเพื่อความอยู่รอด นี่เป็นช่วงที่มนุษย์กลุ่มสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่เริ่มตระหนักว่าพวกเขากลายเป็น “สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์” อีกต่อไป สรุปยุคมนุษย์หลังยุคอุตสาหกรรม เมื่ออารยธรรมปัจจุบันล่มสลาย เผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ดัดแปลงพันธุกรรมไว้ก็ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด กลุ่มมนุษย์บางกลุ่มวิวัฒนาการไปสู่การเป็นสิ่งมีชีวิตกึ่งสัตว์ ในขณะที่บางกลุ่มพยายามสร้างอารยธรรมใหม่ขึ้นมา 4. ช่วงเวลา 1,000,000 ปีข้างหน้า กับการกำเนิดของเผ่าพันธุ์ใหม่ เมื่อมนุษย์ดัดแปลงพันธุกรรมจนถึงจุดที่พวกเขา ไม่ใช่ Homo sapiens อีกต่อไป แต่กลายเป็นสิ่งมีชีวิตใหม่ที่วิวัฒนาการตามสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน โดยมนุษย์กลุ่มที่กลายเป็นสิ่งมีชีวิตกึ่งพืช (Homo photosynthesicus) มีผิวหนังที่สามารถสังเคราะห์แสงได้ เหมาะกับการอยู่รอดในพื้นที่ขาดอาหาร และมนุษย์ที่ไม่มีร่างกายแบบเดิม (Post-human entity) – วิวัฒนาการจนสามารถดำรงอยู่ในรูปแบบของพลังงานหรือจิตสำนึกที่ไม่ต้องพึ่งพาร่างกายทางกายภาพ ยุคนี้คือจุดสิ้นสุดของมนุษย์ มนุษย์แบบที่เรารู้จัก (Homo sapiens) สูญพันธุ์ไปโดยสิ้นเชิง สิ่งมีชีวิตที่ยังอยู่รอดไม่เหลือความคล้ายคลึงกับมนุษย์ดั้งเดิมอีกต่อไป ยุคนี้ถือเป็นจุดจบของมนุษย์ เพราะในท้ายที่สุด มนุษย์อาจสูญพันธุ์ไปเองหรือวิวัฒนาการไปสู่สิ่งมีชีวิตรูปแบบใหม่ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราเรียกว่า “มนุษย์” อีกต่อไป 5. ช่วงเวลา 5,000,000 ปีข้างหน้า โลกหลังมนุษย์ มนุษย์ในรูปแบบใหม่อาจกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างจากแนวคิดเรื่อง “บุคคล” แบบเดิมไปโดยสิ้นเชิง โลกดำเนินต่อไปโดยไม่มีมนุษย์ดั้งเดิมเหลืออยู่เลย แนวคิดสำคัญในช่วงนี้คือ วิวัฒนาการของมนุษย์เป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลก แม้ว่าเทคโนโลยีสามารถช่วยให้มนุษย์อยู่รอด แต่ก็อาจทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์แบบเดิมหายไป เริ่มมีการตั้งคำถามว่า “มนุษย์คืออะไร?” และจุดที่มนุษย์หยุดเป็นมนุษย์ สรุปประเด็นสำคัญของหนังสือนี้คือ 1. มนุษย์อาจวิวัฒนาการไปในทิศทางที่แตกต่างกันมาก จนสูญเสียความเป็น “มนุษย์” อย่างที่เรารู้จัก 2. เทคโนโลยีอาจช่วยมนุษย์ให้อยู่รอด แต่ก็อาจทำให้เกิดความแตกแยกและความขัดแย้ง 3. สุดท้ายแล้ว มนุษย์อาจเป็นเพียงอีกหนึ่งเผ่าพันธุ์ที่วิวัฒนาการแล้วสูญพันธุ์ไป หนังสือเล่มนี้เป็นการตั้งคำถามเชิงมานุษยวิทยาเกี่ยวกับ อนาคตของมนุษย์ และ บทบาทของเทคโนโลยีต่อวิวัฒนาการของเรา อาจกล่าวได้ว่า Man After Man ของ Dixon เป็นงาน speculative anthropology ที่นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับอนาคตของมนุษย์ผ่านมุมมองของวิวัฒนาการ โดยเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงที่ถูกเร่งด้วยเทคโนโลยีและผลกระทบที่คาดไม่ถึง ผมว่าจุดเด่นคือ การนำเสนอแนวคิดเรื่องวิวัฒนาการมนุษย์ผ่านสายพันธุ์ที่ถูกดัดแปลงทางพันธุกรรมเพื่อความอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ตัวอย่างที่น่าสนใจ ได้แก่ 1. มนุษย์กึ่งสัตว์ (Human-Animal Hybrids) ในยุคหลังอารยธรรมล่มสลาย Dixon เสนอว่าหลังจากที่อารยธรรมปัจจุบันล่มสลาย มนุษย์ที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ที่ถูกกำหนดโดยเทคโนโลยีอาจต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในโลกธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น Homo hirsutus มนุษย์ที่มีขนยาวคล้ายสัตว์ป่า วิวัฒนาการมาเพื่อให้ทนต่ออากาศหนาวโดยไม่มีเสื้อผ้า แต่กลับสูญเสียความสามารถทางสติปัญญาบางอย่างไป หรือ Homo aquaticus มนุษย์ที่ถูกดัดแปลงให้มีเหงือกและผิวหนังทนต่อแรงดันน้ำ เพื่อใช้ชีวิตใต้น้ำหลังจากระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 2. มนุษย์ที่วิวัฒนาการผ่านเทคโนโลยีทางพันธุกรรม Homo sapiens machinensis มนุษย์ที่ได้รับการออกแบบให้มีอวัยวะเทียมและอินเทอร์เฟซทางชีวกลไก เพื่อให้สามารถอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษหรือรุนแรง เช่น บนดาวเคราะห์ดวงอื่น หรือ Homo graviticus คือมนุษย์ที่วิวัฒนาการเพื่อใช้ชีวิตในอวกาศ ถูกออกแบบให้มีร่างกายเบาและแขนขายาวขึ้นเพื่อเคลื่อนที่ในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง 3. การย้อนกลับสู่รูปแบบดั้งเดิมของมนุษย์ ในขณะที่บางเผ่าพันธุ์วิวัฒนาการไปสู่สิ่งมีชีวิตที่แตกต่างจากมนุษย์ปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง บางกลุ่มกลับวิวัฒนาการย้อนกลับไปสู่สภาวะที่คล้ายกับมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เช่น Homo ferus – มนุษย์ที่กลับไปใช้ชีวิตแบบนักล่า-เก็บของในสภาพแวดล้อมธรรมชาติประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดเรื่อง de-evolution หรือการถดถอยของวิวัฒนาการ ซึ่งเป็นการตั้งคำถามว่าความก้าวหน้าของมนุษย์จะนำไปสู่จุดสูงสุดหรือเพียงเป็นวัฏจักรที่อาจกลับสู่จุดเริ่มต้น 4. จุดจบของมนุษย์และการเกิดขึ้นของสิ่งมีชีวิตใหม่ ในช่วงท้ายของหนังสือ Dixon เสนอว่า มนุษย์ที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อความอยู่รอดในสิ่งแวดล้อมสุดขั้วเริ่มแยกตัวออกจากแนวคิดของ “มนุษย์” และกลายเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเผ่าพันธุ์เดิม ตัวอย่างเช่น สิ่งมีชีวิตที่พัฒนาเป็น symbiotic species ซึ่งใช้ชีวิตร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ โดยไม่มีความเป็นปัจเจกบุคคลเหมือนมนุษย์ เราอาจจะจินตนาการถึงจุดจบมนุษย์ไม่ได้ แต่เราสามารถคาดคะเนและวิเคราะห์สิ่งที่จะเกิดขึ้นหรือสร้างผลกระทบให้กับมนุษย์ได้เสมอ…

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การนอน มานุษยวิทยาและนักมานุษยวิทยา โดย นัฐวุฒิ สิงห์กุล

 เข้านี้หลังจากตื่นนอน อยากเขียนการนอนในมิติทางมานุษยวิทยากับนักมานุษยวิทยา...    ผมเริ่มต้นกับการลองตั้งคำถามเพื่อหาความรู้เกี่ยวกับการนอนว่า อะไรคือการนอน ทำไมต้องนอน นอนที่ไหน นอนเมื่อไหร่ นอนอย่างไร นอนกับใคร นอนเพื่ออะไรและอื่นๆ..เพื่อจะได้รู้ความสัมพันธ์ของการนอนในมิติต่างๆ การนอนของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆแตกต่างจากมนุษย์หรือไม่    หากเปรียบเทียบการนอนของ มนุษย์กับสัตว์สปีชี่ส์อื่นมีการนอนต่างกันหรือเหมือนดันอย่างไร ตัวอย่างเช่น ยีราฟจะนอนครั้งละ 10 นาที รวมระยะเวลานอนทั้งหมด 4.6 ชั่วโมงต่อวัน สัตว์จำพวกค้างคาว และเม่นมีการนอนมากกว่าสัตว์อื่นๆเพราะใช้เวลานอน 17-20ชั่วโมงต่อวัน    สำหรับมนุษย์ การนอนคือส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในประสบการณ์ของมนุษย์ การสำรวจการนอนข้ามวัฒนธรรมน่าจะทำให้เราเข้าใจความหมายและปฎิบัติการของการนอนที่มีความซับซ้อนมากขึ้น..     การนอนอาจจะเป็นเรื่องของทางเลือก แต่เป็นทางเลือกที่อาจถูกควบคุมบังคับ โดยโครงสร้างทางสังคมวัฒนธรรม นอนเมื่อไหร่ นอนเท่าไหร่ นอนที่ไหน นอนอย่างไร และนอนกับใคร..     ในสังคมตะวันตก อุดมคติเก...

เฟอร์ดิน็องต์ เดอร์ โซซูร์

เฟอร์ดิน็องต์ เดอร์ โซซูร์ (1857-1923) นักภาษาศาสตร์ชาวสวิสเซอร์แลนด์ เป็นผู้มีบทบาทอย่างสำคัญในประวัติศาสตร์ของพวกโครงสร้างนิยม   ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสัญวิทยาในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของ เลวี่ สเตร๊าท์ (Levi-Strauss) ชาร์ค ลากอง (Jacques Lacan) และ โรล็องต์ บาร์ธ (Roland Barthes) รวมถึง มิเชล ฟูโก้ (Micheal Foucault) ที่ได้กลับมาวางรางฐานและปฎิเสธเกี่ยวกับโครงสร้างนิยม ภายใต้ทิศทางใหม่ของหลังโครงสร้างนิยม (Post-Structuralism) ในคำบรรยายเริ่มแรกของเขาที่มหาวิทยาลัยเจนีวา ในช่วงปี 1906-1911 และการตีพิมพ์โครงร่างงานของเขาที่เขียนไว้ และคำบรรยายของเขาที่ลูกศิษย์ได้รวบรวมไว้ ภายหลังการมรณกรรมของเขาเมื่อปี 1915-1916   ภายใต้ชื่อ Course de linguistique   Generale ซึ่งถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษและเผยแพร่ในยุโรป ภายใต้ชื่อ Course in general linguistic ในปี 1960 เขาได้นำเสนอความคิดว่า การศึกษาภาษาศาสตร์ในปัจจุบัน สามารถศึกษาได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งน่าจะได้รับอิทธิพลจากอีมิล เดอร์ไคม์ (Emile D...

Biomedical Model และ Bio-Psycho-social Mode

(1)        อะไรคือ Biomedical Model และ Bio-Psycho-social Model ? แนวคิดแบบจำลองทางชีวะการแพทย์ ( Biomeaical Model ) เริ่มต้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ที่ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์มีการพัฒนาอย่างเติบโตรวดเร็วและกว้างขวาง การค้นพบเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยอย่างกล้องจุลทรรศน์ ทำให้มนุษย์ได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น แม้แต่สิ่งที่เล็กที่สุดในร่างกายของมนุษย์ รวมถึงเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมต่างๆที่เข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่แพทย์ใช้วินิจฉัยสาเหตุของโรคและความเจ็บป่วย แบบจำลองนี้ ดังนั้นแบบจำลองนี้เสนอว่า โรคหรือความผิดปกติทางกาย( Physiology )ซึ่งเกิดจากการบาดเจ็บ ความผิดปกติของพันธุกรรม ( Abnomal Genetics ) ความไม่สมดุลทางชีวะเคมี ( Biochemistry ) เรื่องของพยาธิวิทยา ( Pathology )   แบคทีเรีย หรือไวรัส หรือสิ่งอื่นๆที่คล้ายคลึงกันที่นำไปสู่การติดเชื้อและความเจ็บป่วยของมนุษย์ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวนี้ไม่ได้อธิบายบทบาทของปัจจัยทางสังคม( The role of Social factors )หรือความคิดของปัจเจกบุคคล  ( Individual Subjectivity ) โดยแบบจำลองทางชีวะ...