พิธีกรรม Ogoh -Ogoh ในบาหลี โดย นัฐวุฒิ สิงห์กุล



 ผมสนใจพิธีกรรม Ogoh -Ogoh ในบาหลีมาก็แม้จะไม่เคยไปร่วมหรือดูพิธีนี้แต่ติดตามจากสื่อ รวมถึงอ่านจากบทความ  เนื่องด้วยงานนี้สัมพันธ์กับเรื่องความเชื่อ  พิธีกรรม งานศิลปะและคนรุ่นใหม่ที่ผลิตหรือสร้างสิ่งนี้ในพิธีกรรมและในการประกวด  คำถามสำคัญคือ คนบาหลีสร้างหุ่น แห่หุ่น และทำลายหุ่นที่เรียกว่า  Ogoh-ogoh เพื่อจัดการกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สิ่งเหนือธรรมชาติ ชุมชน และโลกที่พวกเขาอาศัยอยู่อย่างไร? รวมถึงภาวะของการเป็น Material Religion น่าสนใจมาก เพราะ Ogoh-ogoh ไม่ได้เป็นเพียงตัวแทนของความชั่วร้าย แต่ถูก สร้างขึ้นด้วยมือ ถูกเคลื่อนย้าย ถูกแห่ ถูกมอง ถูกทำใ้เคลื่อนไหว สั่นไหว และสุดท้ายถูกทำลาย ตัววัตถุจึงเข้าไปอยู่ในกระบวนการทางสังคมโดยตรง ดังนั้น Ogoh-ogoh เป็นกระบวนการของ Materialization of the Invisible คือการทำให้พลัง สิ่งเหนือธรรมชาติ ความกลัว ความยุ่งเหยิงหรือด้านทำลายของจักรวาล กลายเป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถมองเห็น จับต้อง เคลื่อนย้ายและจัดการได้

      พิธีกรรม Ogoh-ogoh เป็นการสร้างประติมากรรมขนาดใหญ่ที่มักสร้างเป็นรูป Bhuta Kala หรือสิ่งมีชีวิตหรือผู้มีพลังที่เกี่ยวข้องกับด้านทำลายหรือความไม่สมดุลของจักรวาล แล้วนำออกแห่ในคืน Pengerupukan ซึ่งเป็นช่วงก่อนวัน Nyepi หรือวันขึ้นปีใหม่ Saka ของชาวบาหลี

      โดย Nyepi (Nyepi Day) ถือเป็นวันแห่งความสงบหรือความเงียบ ถือเป็นวันสำคัญของชาวฮินดูบาหลี และเป็น วันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทิน Saka (Saka New Year) ซึ่ง คำว่า Nyepi มาจากรากคำที่เกี่ยวกับ sepi ซึ่งหมายถึง เงียบ สงบ ว่างจากกิจกรรม หัวใจของ Nyepi ก็คือการ หยุดกิจกรรมทางโลกและสงบกายใจ เป็นเวลาประมาณ 24 ชั่วโมง โดยมีหลักปฏิบัติที่เรียกว่า Catur Brata Penyepian ได้แก่ Amati Geni  (งดใช้ไฟหรือแสง) Amati Karya  (งดการทำงาน) Amati Lelunganan (งดการเดินทาง) Amati Lelanguan (งดความบันเทิง/กิจกรรมรื่นเริง) ดังนั้น Nyepi จึงเป็นวันมากกว่าจะเป็นขบวนแห่หรือพิธีเฉพาะอย่างหนึ่งเท่านั้น

     ส่วนคำว่า Pengerupukan  หรือคืนก่อนวัน Nyepi

ถือเป็นช่วงเวลา ก่อนเข้าสู่ Nyepi โดยเฉพาะช่วงเย็นและค่ำของวันก่อน Nyepi ซึ่ง คำว่า Pengerupukan มักอธิบายสัมพันธ์กับแนวคิดเรื่อง การกำจัดหรือทำให้สิ่งที่ไม่พึงประสงค์ออกไป และเป็นช่วงที่มีพิธีกรรมเพื่อจัดการกับ Bhuta Kala หรือพลังที่อาจก่อให้เกิดความไม่สมดุล จึงเป็นช่วงที่เราจะพบกิจกรรมอย่างการแห่เฉลิมฉลอง การใช้เสียงและไฟ  การมีขบวน Ogoh-ogoh  การเผาหรือที่เรียกว่า Pralina ในบางพื้นที่

     ในวันขึ้นปีใหม่ Saka ของชาวบาหลี ในพิธีระดับหมู่บ้านจะมีการแห่ Ogoh-ogoh ไปตามพื้นที่ชุมชน พร้อมดนตรี Bleganjur และในหลายพื้นที่จบด้วยการเผาหรือ pralina ซึ่งมีความหมายเกี่ยวกับการทำให้พลังที่เป็นอันตรายกลับคืนสู่ภาวะสมดุล (somya) 

     สิ่งที่น่าสนใจคือ Ogoh-ogoh ในรูปแบบที่เราคุ้นตาปัจจุบันเป็นปรากฏการณ์ค่อนข้างใหม่ โดยแพร่หลายอย่างมากในช่วงทศวรรษ 1980 แม้ว่าจะมีข้อเสนอหลายแนวเกี่ยวกับรากทางประวัติศาสตร์ก่อนหน้านั้น เช่น Pitra Yadnya (พิธีกรรมหรือการถวายเพื่อผู้ล่วงลับและบรรพบุรุษ) พิธีที่รู้จักกันมากที่สุดคือ Ngaben ซึ่งเป็นพิธีฌาปนกิจของชาวฮินดูบาหลี และอยู่ภายใต้ Pitra Yadnya ( คำว่า Potra แปลว่าบรรพบุรุษ ส่วน Yadnya แปลว่า การถวายหรือการบูชาด้วยความศรัทธา) โดยมีตำนานท้องถิ่นบางสายที่เสนอว่า รูปขนาดใหญ่ที่ใช้ในพิธีศพหรือ pelebonหรือ Ngaben เป็นหนึ่งในต้นแบบทางรูปแบบของ Ogoh-ogoh สมัยใหม่ โดยเฉพาะในพิธีศพของชนชั้นสูงหรือผู้มีสถานะ อาจมีการสร้างวัตถุหรือรูปขนาดใหญ่แล้วนำเข้าขบวนพิธี

    พิธี Ngusaba Ndong-Nding เป็นพิธีกรรมท้องถิ่นที่มีการกล่าวถึงใน Desa Selat (หมู่บ้าน desa อยู่ในพื้นที่ Kabupaten Karangasem) และ Karangasem (เป็นหนึ่งในเขตการปกครองระดับ kabupaten (คำในระบบการปกครองของอินโดนีเซีย โดยทั่วไปแปลได้ว่าเขตปกครองระดับอำเภอ อยู่ทางตะวันออกของเกาะบาหลี) ว่าเป็นอีกหนึ่งรากฐาน หรือแรงบันดาลใจที่เป็นไปได้ของ Ogoh-ogoh หรืออาจจะเป็นวัฒนธรรมร่วม ที่มีการแพร่กระจาย แลกเปลี่ยน หยิบยืมวัฒนธรรมระหว่างกัน โดยไม่แน่ชัดว่าศูนย์กลางหรือต้นกำเนิดอยู่ทีไหน จุดที่น่าสนใจคือเกี่ยวข้องกับ การสร้างและนำรูปหุ่นออกมาในพื้นที่ชุมชน จึงมีความคล้ายกับ Ogoh-ogoh ในแง่ของการสร้างวัตถุขนาดใหญ่ การเคลื่อนย้าย  การทำพิธีกรรม และการจัดการพลังที่ไม่พึงประสงค์ผ่านการทำลาย 

     Barong Landung เป็นรูปหุ่นขนาดใหญ่ของบาหลีที่มีลักษณะคล้ายหุ่นกระบอกยักษ์ (giant puppet) ซึ่งสามารถนำออกเดินหรือแห่ไปตามชุมชนได้ ทำให้เกิดความคล้ายคลึงทาง รูปแบบ (form) กับ Ogoh-ogoh มาก เพราะทั้งสองมีขนาดใหญ่ มนุษย์ควบคุม แบกหาม สามารถเคลื่อนที่ ปรากฏในพื้นที่สาธารณะรวมทั้งมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับพิธีกรรม โดยมีคำอธิบายหลายสายเกี่ยวกับตัวละคร Barong Landung และคู่ตัวละครชายและหญิง โดยแหล่งข้อมูลท้องถิ่นบางแห่งเชื่อมโยงกับเรื่องราวของ Jaya Pangus ซึ่งป็นกษัตริย์ในตำนานบาหลี มักเชื่อมโยงกับอาณาจักร Balingkang และเรื่องเล่าของการติดต่อระหว่างชาวบาหลีกับชาวจีน ในตำนาน Jaya Pangus แต่งงานกับหญิงชาวจีนชื่อ Kang Cing Wie แม้จะมีข้อห้ามหรืออุปสรรคทางสังคมและศาสนา ต่อมาเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ Jaya Pangus ต้องออกจากเมือง ต้องเดินทาง และไปพบกับ Dewi Danu เทวีแห่งทะเลสาบ Batur ซึ่งกลายเป็นส่วนสำคัญของเรื่องเล่า และ Kang Cing Wie ในบางสำนวนของตำนาน Kang Cing Wie เชื่อมโยงกับชุมชนชาวจีนในบาหลี และเรื่องราวของเธอจึงถูกนำไปอธิบายความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมระหว่างจีนกับบาหลี

    สุดท้ายรูปแบบของ leakut  หรือ Lelakut หรือ Petakut แปลว่าหุ่นไล่กา ผมว่าอันนี้ผมคิดว่าน่าสนใจที่สุดในแง่ materiality แต่เดิมเป็นลักษณะของ หุ่นไล่กาหรือหุ่นที่ใช้ในพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อป้องกันนกและสัตว์ที่มากัดกินพืชผล แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ในความคิดท้องถิ่น Lelakut ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเกษตรแบบธรรมดา แต่มีความเชื่อเกี่ยวกับพลังในการป้องกันพื้นที่ หากสร้างและวางอย่างถูกต้องตามแบบแผนที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อท้องถิ่นนั้น ๆ  เพราะในปัจจุบัน Ogoh-ogoh ไม่ได้มีเฉพาะรูปแบบ Bhuta Kala แบบดั้งเดิม  (Bhuta Kala เป็นชุดความคิดเกี่ยวกับพลัง หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและด้านที่อาจก่อให้เกิดความไม่สมดุล เป็นการสร้างสิ่งน่ากลัวเช่น ยักษ์  อสูร เป็นต้น  ) แต่สามารถปรากฏเป็นสัตว์ ตัวละครจากมหากาพย์ฮินดู  ตัวละครใน Wayang (Wayang หมายถึงศิลปะการแสดงที่ใช้ ตัวละครหรือรูปจำลอง เป็นสื่อในการเล่าเรื่อง โดยมีทั้งแบบหุ่นเงา หุ่นสามมิติ และรูปแบบการแสดงอื่น ๆ ในอินโดนีเซีย  ในบาหลีมี Wayang Kulit หรือหนังตะลุงบาหลี ซึ่งใช้ตัวหนังแบนและแสงเงาในการเล่าเรื่อง โดยเรื่องที่ได้รับอิทธิพลจากมหากาพย์อินเดีย เช่น รามายาณะ หรือมหาภารตะ) เทพเจ้า เทพี  ครึ่งคนครึ่งสัตว์ ตัวละครในตำนาน ตัวละครร่วมสมัย รวมถึงตัวละครจากวัฒนธรรมร่วมสมัย ( popular culture)

      Pengerupukan  เชื่อมโยงกับเรื่องของ เสียง การเคลื่อนไหวและการแสดง รวมถึงการนำสิ่งที่ไม่สมดุลออกมาในทางตรงกันข้าม Nyepi เชื่อมโยงกับความเงียบ การหยุด การควบคุมตนเอง และ การเริ่มต้นใหม่ ดังนั้นจึงอาจมองได้ว่า Pengerupukan เป็นการจัดการโลกภายนอกก่อนที่ Nyepi จะนำไปสู่ การจัดการตนเองภายใน

      ในงานของ Suardana, Laba & Jamnongsarn (2025) เรื่อง Aesthetic Transformations of Ogoh-Ogoh: From Conventional Giant Figures to Hybrid Myth–Popular Culture Characters ผู้เขียนศึกษาการเปลี่ยนแปลงด้านสุนทรียะจากรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับ Bhuta Kala ไปสู่รูปแบบร่วมสมัยที่ผสม mythological characters, popular culture และตัวละครทางสังคม–การเมือง โดยใช้ visual ethnography, observation และ semiotic analysis  ทำให้สามารถตั้งคำถามได้ว่า เมื่อ Ogoh-ogoh กลายเป็น Superman, Marvel, ตัวละครการเมือง หรือ popular culture แล้ว มันยังจะเป็นศาสนาอยู่หรือไม่? หรือจริงๆ แล้วศาสนาไม่ได้หายไป แต่ศาสนาถูกทำให้ร่วมสมัยผ่านวัตถุ หรืองานของ  Parmini et al. (2025) เรื่อง The Ogoh-Ogoh  Youth Festival: A Living Structure of Folklore Transmission in the International Tourist Town of Ubud, Bali ตีพิมพ์ใน Jurnal Kajian Bali (Journal of Bali Studies) ปี 2025 และเป็นการศึกษาเชิงชาติพันธุ์วรรณา (ethnographic study)  ของเทศกาล Ogoh-ogoh ที่ Ubud โดยเน้นการให้ความสนใจกับบทบาทของเยาวชนในการถ่ายทอด folkloreและความสัมพันธ์ระหว่าง Ogoh-ogoh กับเมืองท่องเที่ยว  บทความนี้น่าสนใจเพราะเปลี่ยนคำถามจาก Ogoh-ogoh หมายถึงอะไร? ที่มีการศึกษาอยู่มากมาย   ไปเป็น Ogoh-ogoh ทำหน้าที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมระหว่างรุ่นอย่างไร?”

     สอดคล้องกับงานของ  Fievet, Emilie (2023) เรื่อง La parade de Ngerupuk et son Ogoh-ogoh : étude d’une activité de sociabilisation villageoise à Bali  ที่ศึกษาการสร้าง Ogoh-ogoh ใน banjar ที่ Jimbaran และมองว่าการสร้างรูปและการเตรียมขบวน Ngerupuk เป็นกระบวนการ socialisation ของเยาวชนชายชาวบาหลี รวมทั้งศึกษาความสัมพันธ์กับสถาบันหมู่บ้านและสังคมบาหลี หรืองานของ Chang, Yu-ru (2024) ในวิมยานิพนธ์เรื่อง From ritual to festival: the commodification and transformation of Nyepi Day in Bali งานนี้ไม่ได้ศึกษา Ogoh-ogoh อย่างเดียว แต่ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของ Nyepi จากพิธีกรรม( ritual )ไปสู่งานเทศกาลเฉลิมฉลอง ( festival )และการท่องเที่ยวเข้ามาเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่าง sacred space กับ tourist space อย่างไร ประเด็นที่น่าสนใจมากคือผู้วิจัยใช้แนวคิด Tri-Mandala เพื่ออธิบายการแบ่งพื้นที่เป็น พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์พื้นที่ฆราวาสและพื้นที่กึ่งกลาง รวมทั้งเสนอว่าการทำวัฒนธรรมให้เป็นสินค้าไม่ได้หมายความว่าศาสนาจะหายไปโดยอัตโนมัติ แต่ชุมชนสามารถต่อรองและปรับตัว รวมถึงเลือกใช้  ระหว่าง tourism กับ sacred heritage ได้  หรืองานของ  Suharta (2019) เรื่อง Ogoh-ogoh Attraction of Nyepi Ritual in Bali งานนี้เน้น Ogoh-ogoh ในฐานะ ศิลปะและ spectacle ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ Ogoh-ogoh ไม่ได้เป็นเพียงรูป Bhuta Kala แต่สามารถกลายเป็นพื้นที่สำหรับการวิพากษ์วิจารณ์ทางสังคม ( social commentary ) ได้ เช่น การนำประเด็นร่วมสมัยของสังคมมาทำเป็นตัวละครหรือฉากการแสดง เพื่อสร้างการรับรู้ทางสังคมและการเมือง

   ช่วงนี้รูปหุ่นในเทศกาลนี้ ขึ้นหน้าfeed เยอะมาก มันมีความสมจริง ความน่ากลัว เห็นการแต่งกายพื้นเมือง คนหนุ่มที่ทำหุ่นประกวด และขบวนแห่ที่ยิ่งใหญ่ ทำให้ผมต้องค้นหาเรื่องนี้เพราะสนใจในประเด็นพิธีกรรม ความเชื่อ และเรื่องผี วิญญาณโดยส่วนตัวอยู่แล้ว

ความคิดเห็น