ความผิดของเราไม่ได้อยู่ที่การสร้างเทคโนโลยีขึ้นมา หากแต่อยู่ที่การที่เราล้มเหลวในการรักและดูแลเทคโนโลยี ของ บรูโน่ ลาตูร์ โดย นัฐวุฒิ สิงห์กุล

 





ระหว่างเดินทางกลับบ้านที่ไกล เห็นบทความชิ้นสั้น ๆ ให้ได้คิดและมองสิ่งที่เป็นไปในโลกยุคปัจจุบัน 

     Our iniquity is not that we created our technologies, but that we have failed to love and care for them.” 

  “ความผิดของเราไม่ได้อยู่ที่การสร้างเทคโนโลยีขึ้นมา หากแต่อยู่ที่การที่เราล้มเหลวในการรักและดูแลเทคโนโลยีเหล่านั้น” 

     คำกล่าวข้างต้นนี้ทำให้ Latour แตกต่างจากแนวคิดมุมมองแบบเทคโนโลยีคือภัยคุกคาม ( technology as threat ) อย่างมากเขาไม่ได้ถามเพียงว่าเทคโนโลยีทำอะไรกับมนุษย์? แต่ชวนถามกลับว่า เมื่อมนุษย์สร้างเทคโนโลยีขึ้นมาแล้ว มนุษย์เข้าไปอยู่ในความสัมพันธ์และความรับผิดชอบใหม่กับสิ่งที่สร้างขึ้นอย่างไร?

     ตรงนี้สามารถต่อไปยัง AI, หุ่นยนต์, smart watch, CCTV, algorithm, medical technology, digital spirits หรือ AI ในพิธีกรรมและความตายได้อย่างน่าสนใจมาก เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเครื่องมือที่มนุษย์ควบคุม แต่เป็นสิ่งที่เมื่อถูกสร้างและนำไปใช้แล้ว ย้อนกลับมาเปลี่ยนความสัมพันธ์ การตัดสินใจ ความไว้วางใจ และการปฏิบัติของมนุษย์เอง

       ในบทความ รักสัตว์ประหลาดของเรา ทำไมเราจึงต้องดูแลเทคโนโลยีของเราเช่นเดียวกับที่เราดูแลลูก ๆ ( “Love Your Monsters: Why We Must Care for Our Technologies as We Do Our Children” ) ของ Bruno Latour  ที่โพสต์ครั้งแรกใน  The breakthrough institute  ในวันที่  14 เดือนกุมภาพันธุ์  2012 สำหรับ ผมถือเป็นงานที่สำคัญมากสำหรับทำความเข้าใจแนวคิด Actor-Network Theory (ANT), political ecology, technology, nonhuman และ compositionism โดยเฉพาะประโยคสำคัญของ Latour ที่ว่า ปัญหาไม่ใช่การที่มนุษย์ สร้างเทคโนโลยีแต่คือ มนุษย์สร้างแล้วทอดทิ้งสิ่งที่ตนสร้างขึ้น


    ***กรณีของ Frankenstein และความผิดที่แท้จริงของผู้สร้าง***

     Latour เปิดเรื่องด้วยเหตุการณในฤดูร้อนปี ค.ศ. 1816 หญิงสาวชาวอังกฤษคนหนึ่งชื่อ Mary Godwin และคนรักของเธอ Percy Shelley เดินทางไปเยี่ยม Lord Byron ที่ทะเลสาบเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งสามวางแผนว่าจะใช้เวลาส่วนใหญ่ของฤดูร้อนอยู่กลางแจ้ง แต่การปะทุของภูเขาไฟแทมโบราซึ่งอยู่ในอินโดนีเซียเมื่อปีก่อน ได้เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของยุโรป สภาพอากาศเลวร้ายมากจนทั้งสามต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ภายในบ้าน พวกเขาพูดคุยกันเกี่ยวกับงานเขียนร่วมสมัยที่กำลังได้รับความนิยม โดยเฉพาะงานเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และสิ่งเหนือธรรมชาติ หลังจากอ่านหนังสือรวมเรื่องผีของเยอรมันเล่มหนึ่ง มีคนเสนอว่าแต่ละคนควรลองเขียนเรื่องผีของตนเองขึ้นมา

        John Polidori แพทย์ประจำตัวของ Byron ได้เสนอแนวคิดสำหรับเรื่อง The Vampyre ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1819 และกลายเป็นหนึ่งในงานยุคแรก ๆ ของนิยายประเภทแวมไพร์ในฐานะผู้ล่อลวง (vampire-as-seducer)

 ส่วนเรื่องของ Godwin เกิดขึ้นกับเธอในความฝัน ในความฝันนั้นเธอเห็นว่า  นักศึกษาหนุ่มผู้ซีดเผือดแห่งศาสตร์ต้องห้าม กำลังคุกเข่าอยู่ข้างสิ่งที่เขาได้ประกอบสร้างขึ้น หลังจากฤดูร้อนอันเป็นจุดเปลี่ยนนั้นไม่นาน Godwin และ Shelley ก็แต่งงานกัน และในปี ค.ศ. 1818 เรื่องสยองขวัญของ Mary Shelley ได้รับการตีพิมพ์ภายใต้ชื่อ Frankenstein, or, the Modern Prometheus

***Frankenstein ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเตือนภัยเกี่ยวกับเทคโนโลยี***

      Frankenstein ยังคงอยู่ในจินตนาการของสังคมสมัยใหม่ในฐานะ นิทานเตือนภัยเกี่ยวกับเทคโนโลยี

สัตว์ประหลาด หรือ monster ถูกนำมาใช้เป็นคำขยายเพื่อหมายถึงอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่มนุษย์กระทำต่อธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น เมื่อเรากลัวอาหารดัดแปลงพันธุกรรม เราเรียกมันว่า “frankenfoods” แต่การใช้เรื่องนี้เป็นอุปมาอย่างสะดวกเช่นนั้น กลับทำให้เราเข้าใจผิด เพราะเราเอา สัตว์ประหลาด ซึ่งในเรื่องไม่มีชื่อ ไปสับสนกับ ผู้สร้างมันขึ้นมา คือ Dr. Frankenstein และเช่นเดียวกับที่เราสับสนว่า Frankenstein คือชื่อของสัตว์ประหลาด เราก็ยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับบาปที่แท้จริง ของ Dr. Frankenstein ด้วย เพราะอาชญากรรมของ Dr. Frankenstein ไม่ได้อยู่ที่การสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาด้วยการผสมผสานระหว่างความทะนงตนของมนุษย์กับเทคโนโลยีชั้นสูง

แต่อยู่ที่ว่าเขาทอดทิ้งสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมา

     ***บาปของ Frankenstein คือการทอดทิ้งสิ่งที่ตนสร้าง***

        เมื่อ Dr. Frankenstein พบกับสิ่งมีชีวิตที่เขาสร้างขึ้นบนธารน้ำแข็งในเทือกเขาแอลป์ สัตว์ประหลาดบอกเขาว่า

มันไม่ได้เกิดมาเป็นสัตว์ประหลาดแต่มัน กลายเป็นอาชญากร หลังจากถูกผู้สร้างของมันทอดทิ้ง ผู้สร้างที่ตกใจกลัวได้หนีออกจากห้องทดลองทันทีที่เห็นสิ่งน่าสะพรึงกลัวนั้นเริ่มมีชีวิต สัตว์ประหลาดวิงวอนผู้สร้างของมันว่า “จงจำไว้ว่าข้าคือสิ่งมีชีวิตที่เจ้าสร้างขึ้น” และกล่าวต่อว่า “ข้าควรจะเป็นอาดัมของเจ้า แต่กลับกลายเป็นเทวดาตกสวรรค์ที่เจ้าขับไล่ออกจากความสุข ทั้งที่ข้าไม่ได้ทำผิดอะไรเลย… ข้าเคยเป็นผู้มีเมตตาและเป็นคนดี แต่ความทุกข์ทำให้ข้ากลายเป็นปีศาจ จงทำให้ข้ามีความสุข แล้วข้าจะกลับมาเป็นผู้มีคุณธรรมอีกครั้ง”

      ตรงนี้คือหัวใจของบทความของ Latour เนื่องจากสัตว์ประหลาดไม่ได้กลายเป็นปัญหาเพราะมันถูกสร้างขึ้นมา แต่ปัญหาเกิดขึ้นเพราะ ผู้สร้างไม่รับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองสร้าง

เทคโนโลยีของเราก็เช่นเดียวกัน

     Frankenstein ถูกเขียนขึ้นในช่วงเริ่มต้นของการปฏิวัติทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ที่จะกำหนดศตวรรษที่ 19 และ 20 และสอดคล้องกับสิ่งที่ Shelley มองเห็นล่วงหน้าว่า บาปมหันต์ของมนุษย์ในอนาคตอาจถูกซ่อนอยู่หลังบาปอีกชั้นหนึ่ง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า เราล้มเหลวในการดูแล Creation หรือสิ่งสร้างของพระเจ้าทแต่ปัญหาอยู่ที่ว่าทเราล้มเหลวในการดูแลสิ่งสร้างของเราเอง

          เรามักตำหนิสัตว์ประหลาดมากกว่าตำหนิผู้สร้างสัตว์ประหลาด และเรามักโยนความผิดที่มนุษย์กระทำต่อธรรมชาติให้แก่เทคโนโลยี แต่ความผิดของเราไม่ใช่การที่เราสร้างเทคโนโลยีขึ้นมา ความผิดคือเราไม่รักและไม่ดูแลเทคโนโลยีที่เราสร้างขึ้น โดย Latour เปรียบเทียบว่า มันคล้ายกับการที่เรามีลูก แล้ววันหนึ่งตัดสินใจว่า “เราไม่สามารถรับผิดชอบในการเลี้ยงดูและให้การศึกษาลูกของเราได้อีกต่อไป”


   ***Political Ecology ไม่ควรหมายถึงการหยุดสร้าง***

Latour เสนอว่า เราสามารถใช้บาปของ Dr. Frankenstein เป็น อุปมา (parable) สำหรับทำความเข้าใจ นิเวศวิทยาการเมือง (political ecology) ได้

         ในยุคที่วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และประชากรศาสตร์ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เราไม่สามารถแยกตัวเองออกจากโลกที่ไม่ใช่มนุษย์ได้อีกต่อไป เพราะมนุษย์ เทคโนโลยี และธรรมชาติไม่สามารถแยกออกจากกันได้ง่าย ๆ เช่นเดียวกับที่เราไม่สามารถแยก Dr. Frankenstein ออกจากสัตว์ประหลาดที่เขาสร้างขึ้นได้อย่างเด็ดขาด แต่ในช่วงเวลานี้เอง คนจำนวนมากกลับเลือกที่จะตำหนิตัวเองมสำหรับความปรารถนาที่จะครอบครองธรรมชาติ สำหรับความทะนงตนของมนุษย์ในอดีต พยายามลดจำนวนมนุษย์ และพยายามทำให้รอยเท้าของมนุษย์หายไปจากโลก ซึ่ง Latour เห็นว่า นี่ไม่ควรเป็นเป้าหมายของ political ecology  รวมถึงเป้าหมายไม่ควรเป็นหยุดการสร้างนวัตกรรม หยุดการประดิษฐ์ หยุดการสร้าง และหยุดการเข้าไปแทรกแซง แต่เป้าหมายควรเป็นการมีความอดทนและความมุ่งมั่นต่อสิ่งที่เราสร้างขึ้น เช่นเดียวกับพระผู้สร้างที่ดูแลสิ่งสร้างของพระองค์


***จาก  Modernization สู่ Modernize Modernization***

Latour เสนอว่า งานของ political ecology ควรเป็นการ modernize modernization หรือพูดง่าย ๆ ว่า ทำให้ความทันสมัยเองต้องได้รับการปรับปรุงและคิดใหม่ โดยยืมสำนวนจาก Ulrich Beck ดังนั้นความท้าทายนี้ไม่ได้หมายความว่าเราควรรักเทคโนโลยีหรือยอมรับนวัตกรรมแบบไร้เงื่อนไข แต่เราต้องเปลี่ยนความเข้าใจแบบ modernist ที่มีต่อ modernity ไปสู่สิ่งที่ Latour เรียกว่า Compositionism


***หากถามว่า Compositionism คืออะไร?***

       Compositionism ก็คือการมองพัฒนาการของมนุษย์

ไม่ใช่ในฐานะการปลดปล่อยมนุษย์ออกจากธรรมชาติ

และไม่ใช่การตกลงมาจากหรือสืบทอดลงมาจากธรรมชาติ แต่เป็นกระบวนการที่มนุษย์เข้าไปผูกพันและมีความใกล้ชิดกับธรรมชาติที่ไม่ใช่มนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ นี่เป็นจุดสำคัญมากของ Latour ภายใต้  2  สายธารของแนวคิดตรงกันข้าม คือ   Modernist มนุษย์แยกออกจากธรรมชาติ และควบคุมธรรมชาติ และสร้างความเป็นอิสระ กับ   Compositionist  ที่มนุษย์ ผูกพันกับสิ่งอื่นมากขึ้น เกิดความสัมพันธ์ใหม่และต้องรับผิดชอบต่อความสัมพันธ์เหล่านั้น


***จากการไถนาไปจนถึงหุ่นยนต์บนดาวอังคาร***

         ในยุคของการไถนา เราสามารถทำได้เพียงขีดข่วนพื้นผิวของดิน เมื่อสามร้อยปีก่อน เราอาจทำได้เพียงจินตนาการถึงการเดินทางไปดวงจันทร์ เช่นเดียวกับ Cyrano de Bergerac บรรพบุรุษชาวกอลของ Latour เคยกลัวแทบไม่มีอะไรเลย นอกจากกลัวว่าท้องฟ้าจะตกลงมาบนศีรษะของพวกเขาทแต่วันนี้ ผ่านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เราสามารถเข้าไปเชื่อมโยงตัวเองกับกลไกระดับโมเลกุลของแบคทีเรียในดิน เราส่งหุ่นยนต์ไปทำงานบนดาวอังคาร เราถ่ายภาพและจินตนาการถึงกาแล็กซีที่ไกลออกไปและในเวลาเดียวกันเรากลับหวาดกลัวว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำลายเรา นี่คือความย้อนแย้งที่ Latour ต้องการชี้ให้เห็นสิ่งที่เราเคยคิดว่าแยกจากกัน จริง ๆ แล้วพันกันอยู่ ทุกวันนี้ เราอ่านข่าวเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ที่ครั้งหนึ่งเราเคยคิดว่าสามารถแยกออกจากกันได้ เช่น วิทยาศาสตร์ ศีลธรรม ศาสนา กฎหมาย เทคโนโลยี การเงินและ การเมือง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แยกออกจากกัน พวกมัน พันกัน (entangled) อยู่ทุกแห่ง ตัวอย่างเช่น คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กระสวยอวกาศ  โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ทั้งหมดเป็นพื้นที่ที่วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การเมือง ศีลธรรม เศรษฐกิจ และสังคมเข้ามาเกี่ยวพันกัน


    ***ความแตกต่างระหว่าง Modernist กับ Compositionist***

      Latour เสนอความแตกต่างง่าย ๆ ว่า ถ้าคุณเชื่อว่าในอนาคต วิทยาศาสตร์จะช่วยทำให้สิ่งต่าง ๆ ที่พันกันอยู่แยกออกจากกันได้มากขึ้นเรื่อย ๆ คุณคือพวก Modernist

แต่ถ้าคุณเตรียมตัวสำหรับอนาคตที่ความยุ่งเหยิงและความพันกันจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ มีผู้กระทำที่หลากหลายมากขึ้น เชื่อมโยงกันในระดับที่ใหญ่ขึ้นและละเอียดอ่อนขึ้น และต้องการการดูแลที่ละเอียดมากขึ้น คุณคือพวก Compositionist


  ***Modernity กับเรื่องเล่าแห่งการปลดปล่อย***

      เรื่องเล่าหลักของ modernity คือ มนุษย์ปลดปล่อยตัวเองออกจากธรรมชาติ ดังนััน Modernity จึงเป็นเหมือนลูกศรที่พุ่งไปข้างหน้า

      ความก้าวหน้า (Progress)  ประกอบด้วย ความกระตือรือร้นแบบวัยเยาว์ การกล้าเสี่ยง การบุกเบิก การมองโลกในแง่ดีและการไม่สนใจอดีต เรื่องทั้งหมดนี้อาจสรุปได้ว่า พรุ่งนี้เราจะสามารถแยกสิ่งที่โลกเป็นจริง ๆ ออกจากภาพลวงตาเชิงอัตวิสัยที่เราเคยเชื่อได้อย่างแม่นยำมากขึ้น กล่าวอีกแบบคือ ความรู้จะทำให้เรามองเห็นความจริงได้ชัดเจนขึ้น


***Science กับการแยก Fact และ Value***

       Modernity ยังเชื่อว่า พรุ่งนี้เราจะสามารถแยกสิ่งที่ในอดีตยังปะปนกันอยู่ ได้แก่ facts และ values ออกจากกันได้อย่างชัดเจน เพราะเราเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ (Science) ซึ่ง Latour จงใจเขียน Science ด้วยตัว S ใหญ่ เพื่อหมายถึง วิทยาศาสตร์ในฐานะสถาบันแห่งความจริง ไม่ใช่เพียงกระบวนการสร้างความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้น Science ถูกวางให้เป็นสิ่งที่สามารถตัดโลกออกเป็นสองส่วน ด้านหนึ่งคื อุดมการณ์ อารมณ์ และ ค่านิยม อีกด้านหนึ่งคือ ข้อเท็จจริงบริสุทธิ์


***ปัญหาของนิเวศวิทยาการเมือง  Political Ecology***

     Latour เห็นว่า political ecology ประสบความล้มเหลวอย่างหนึ่ง เพราะในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่าง

มนุษย์กับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ กำลังเข้ามาอยู่ตรงกลางของความสนใจและเมื่อ science nature  technology และ politics เริ่มพันกันจนไม่สามารถแยกออกจากกันได้ กลับเกิดการแบ่งแยกแบบใหม่ขึ้นว่าปล่อยธรรมชาติไว้ตามลำพัง แล้วให้มนุษย์ถอยกลับออกมา ซึ่ง Latour เห็นว่านี่เป็นปัญหาเพราะมันยังคงคิดแบบ modernist คือยังพยายามแยก มนุษย์กับธรรมชาติ

ออกจากกัน


***ความย้อนแย้งของ Modernism***

        ความย้อนแย้งสำคัญคือ Modernism บอกว่า เราจะปลดปล่อยตัวเองจากความผูกพันทั้งหลาย แต่สิ่งที่มนุษย์ทำจริงกลับเป็น สร้างความผูกพันมากขึ้นเรื่อย ๆ”

ยิ่งมนุษย์พัฒนา ยิ่งเกิดเทคโนโลยี เกิดเครือข่าย เกิดอุตสาหกรรม เกิดเมือง เกิดระบบพลังงาน เกิดการเงินเกิดวิทยาศาสตร์ และเกิดโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งทำให้มนุษย์ ผูกพันกับสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น ดังนั้น Latour จึงเสนอว่า สิ่งที่เราเรียกว่าการปลดปล่อยแท้จริงแล้วอาจเป็นการสร้างความผูกพัน (attachments) รูปแบบใหม่

   ***Environment กลับปรากฏขึ้นเมื่อมันกำลังหายไป***

      Latour เสนอความย้อนแย้งที่น่าสนใจว่า

สิ่งแวดล้อม (environment) กลายเป็นคำสำคัญในช่วงเวลาที่สิ่งที่เรียกว่า environment กำลังหายไป

ในยุครุ่งเรืองของ modernism ไม่มีใครดูแลสิ่งแวดล้อมมากนัก เพราะมนุษย์ยังมีพื้นที่ขนาดมหาศาลที่ไม่รู้จักและสามารถใช้เป็นพื้นที่รองรับผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ได้ แต่เมื่อผลที่ไม่ต้องการเริ่มย้อนกลับมาหาเรา สิ่งนั้นจึงถูกเรียกว่า environment เช่น global warming เป็นผลที่ย้อนกลับมาหามนุษย์จากสิ่งที่มนุษย์เคยทำ


***สิ่งที่เราเรียกว่าผลกระทบไม่ใช่สิ่งผิดปกติ***

      ในมุมมองของ Modernism ผลที่ไม่คาดคิด เช่น climate change กลายเป็น ความผิดพลาดหรือแม้แต่

สัตว์ประหลาด เพราะมันขัดกับเรื่องเล่าว่า มนุษย์สามารถควบคุมธรรมชาติได้แต่ในมุมมองแบบ Compositionism ผลที่ไม่ได้ตั้งใจเป็นเรื่องปกติและจริง ๆ แล้วเป็นสิ่งที่เราควรคาดหวังมากที่สุดจากการกระทำใด ๆ


***Environmentalism กับ Postenvironmentalism***

       Latour เสนอความแตกต่างที่น่าสนใจ Environmentalism พูดว่าจากนี้ไป เราควรจำกัดตัวเอง เราควรลดการแทรกแซง ลดการบริโภค ลดการพัฒนา ลดผลกระทบ และ ลดกิจกรรมของมนุษย์ แต่ Latour เสนอแนวคิด Postenvironmentalism แทนที่จะพูดว่า หยุดเถอะ อย่าทำอะไรอีกควรพูดว่า หยุดลงโทษตัวเอง และยอมรับอย่างจริงจังว่าเรากำลังเข้าไปแทรกแซง ลงมือทำ ต้องการ และดูแลสิ่งต่าง ๆ ในระดับที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ intervention หรือ no intervention แต่อยู่ที่เมื่อเราเข้าไปแทรกแซงแล้ว เราจะรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นอย่างไร


*** หลักของการระมัดระวังไว้ล่วงหน้า Precautionary Principle***

      อีกวิธีหนึ่งในการเข้าใจการเปลี่ยนจาก environmentalism ไปสู่ postenvironmentalism คือการเปลี่ยนความหมายของ Precautionary Principle

หรือ หลักการระมัดระวังไว้ก่อน แนวคิดนี้เกิดขึ้นจากปัญหาที่รัฐเคยเชื่อมั่นในความแน่นอนของวิทยาศาสตร์มากเกินไปเมื่อวิทยาศาสตร์ถูกมองว่าเป็นพื้นฐานของการตัดสินใจนักการเมืองหรือผู้บริหารจึงรอให้วิทยาศาสตร์ให้คำตอบที่แน่นอนก่อนจึงจะลงมือทำ แต่ปัญหาคือนักวิทยาศาสตร์อาจไม่เห็นตรงกันทเมื่อยังไม่มีข้อสรุปการตัดสินใจก็อาจหยุดชะงัก

        Latour ยกตัวอย่างเหตุการณ์เลือดปนเปื้อนในช่วงทศวรรษ 1980 ซึ่งผู้ป่วยจำนวนมากได้รับเลือดที่ปนเปื้อนเชื้อ HIV ก่อนที่ความเห็นทางวิทยาศาสตร์จะมีข้อยุติ หลัก precautionary principle จึงถูกนำมาใช้เพื่อทำลายความเชื่อมโยงแบบง่าย ๆ ว่า ไม่มีความแน่นอนทางวิทยาศาสตร์ เท่ากับยังตัดสินใจไม่ได้ หลักการนี้เปิดโอกาสให้ตัดสินใจได้แม้ยังไม่มีความแน่นอนเต็มร้อย Precaution ไม่ได้แปลว่าไม่ทำอะไร นี่เป็นจุดที่ Latour เน้นมากหลายคนเข้าใจว่า precaution เท่ากับการห้ามทำ แต่ Latour เสนอว่า precaution ไม่ควรเป็นหลักการของการงดเว้น (abstention) แต่ควรเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับการกระทำกล่าวคือ เมื่อเราลงมือทำเราต้องยอมรับว่าผลที่ไม่คาดคิดจะตามมาและเราต้องติดตามผลเหล่านั้นไปตลอดทาง ดังนั้นการกระทำจึงไม่ได้จบลงเมื่อเราตัดสินใจทำแต่ต้องติดตามผลของมันต่อไป


***Technology กับ Theology: ความหมายของMastery***

        Latour เชื่อมโยง เทคโนโลยีกับเทววิทยา (theology)

ผ่านแนวคิดเรื่อง Mastery  หรือการครอบครองและการควบคุม ซึ่ง Descartes เคยเสนอว่ามนุษย์ควรเป็นนายและผู้ครอบครองธรรมชาติแต่ Latour ถามว่าการเป็นนายหมายความว่าอะไร? ในเรื่องเล่าแบบ modernist การเป็นนายหมายถึง ควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ จนไม่จำเป็นต้องพึ่งพาหรือดูแลสิ่งที่อยู่ใต้การควบคุมอีกนี่คือภาพของมนุษย์ที่ครอบงำธรรมชาติ

       แต่พระเจ้าในศาสนาคริสต์ไม่ได้เป็น Master แบบนั้น

Latour เสนอข้อสังเกตที่น่าสนใจ ถ้ามองจากเรื่องเล่าแบบ compositionist เราจะเห็นว่าความคิดเรื่องนายที่ไม่ต้องพึ่งพาผู้อยู่ใต้การปกครอง เป็นเรื่องประหลาดเพราะเราแทบไม่เคยเห็นนายที่ไม่พึ่งพาสิ่งที่อยู่ภายใต้การดูแลของเขาเลย แม้แต่พระเจ้าในคริสต์ศาสนา พระองค์ไม่ได้เป็นนายที่แยกตัวออกจากสิ่งสร้างแต่กลับเข้าไปอยู่ในสิ่งสร้าง เข้าไปเกี่ยวข้อง เข้าไปมีส่วนร่วม และทรงลงมาปรากฏกายในโลกแห่งสิ่งสร้าง พระเจ้าจึงมีความผูกพันกับ Creation อย่างลึกซึ้งและต้องกลับมาช่วยกอบกู้สิ่งสร้างของพระองค์

    

***บาปไม่ใช่การครอบครองธรรมชาติ***

      Latour จึงกลับความเข้าใจใหม่ว่า บาปไม่ใช่เพียงการที่มนุษย์ต้องการครอบครองธรรมชาติแต่คือการที่มนุษย์เชื่อว่าการครอบครองหมายถึงการเป็นอิสระจากสิ่งที่ตนสร้างนี่กลับไปหา Frankenstein อีกครั้ง ถ้าพระเจ้าไม่ทอดทิ้งสิ่งสร้างของพระองค์และส่งพระบุตรของพระองค์มาช่วยกอบกู้สิ่งสร้างนั้น แล้วมนุษย์จะคิดได้อย่างไรว่า เราสามารถประดิษฐ์ สร้างนวัตกรรม และสร้างสิ่งใหม่ ๆ แล้วเมื่อเกิดผลที่น่ากลัว เราก็หนีออกมาได้?  นี่คือสิ่งที่ Latour เรียกว่า ความหน้าซื่อใจคด เรายอมรับว่าพระผู้สร้างต้องรับผิดชอบต่อสิ่งสร้างของพระองค์แต่กลับคิดว่ามนุษย์สามารถสร้างสิ่งต่าง ๆ แล้วไม่ต้องรับผิดชอบต่อมัน   


    ***Frankenstein ในฐานะอุปมาของเทคโนโลยีสมัยใหม่***

        ความฝันเรื่องการปลดปล่อย การปลดแอก  (emancipation ) ไม่ได้กลายเป็นฝันร้าย แต่จริง ๆ แล้วมันยังคิดคับแคบเกินไป เพราะมันไม่รวม nonhumans เข้าไปด้วย มันไม่สนใจผลที่ไม่คาดคิด มันไม่สามารถติดตามความรับผิดชอบของมนุษย์ต่อสิ่งที่สร้างขึ้น มันมีความเข้าใจเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ไม่สมจริง และยังมีความเข้าใจเรื่องพระเจ้า การสร้างสรรค์ นวัตกรรม และ mastery ที่ไม่เหมาะสม

       ประโยคสุดท้ายของ Latour คำถามสำคัญคือ เราควรเป็นพระเจ้าแบบไหน และควรเข้าใจ Creation แบบไหน เมื่อเรารู้ว่าเราไม่สามารถทำแบบ Dr. Frankenstein คือหยุดเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราสร้างแล้วกลับบ้านได้? ซึ่งคำตอบของ Latour คือ เราถูกทำให้เป็นสิ่งที่เข้าไปพัวพันกับโลกแล้ว และเราจะยังคงพัวพันกับโลกต่อไป เราไม่สามารถถอนตัวออกจากความสัมพันธ์เหล่านั้นได้ และในตอนจบ Latour พลิกข้อความจากคัมภีร์ไบเบิลขึ้นมาใหม่ว่า จะมีประโยชน์อะไร หากมนุษย์ได้จิตวิญญาณของตนเอง แต่ต้องสูญเสียโลกทั้งใบ? ไป….


Beck, Ulrich. 1992. Risk Society: Towards a New Modernity. London: Sage.


Nordhaus, Ted, and Michael Shellenberger. 2007. Break Through: From the Death of Environmentalism to the Politics of Possibility. Boston: Houghton Mifflin Harcourt.


Polidori, John, et al. 1819. The Vampyre: A Tale. Printed for Sherwood, Neely, and Jones


Shelley, Mary W., 1823. Frankenstein: Or, The Modern Prometheus. Printed for G. and W.B. Whittaker

ความคิดเห็น