เวลาที่สงบคือนั่งทำงาน เปิดเพลงคลอ เขียนงาน ไม่เขีบนลงบล๊อก ไม่ลงเฟซ ก็ลงวารสาร แล้วแต่อารมณ์
การเขียนเป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝน การเขียนถือเป็นสไตล์เฉพาะตัว ลายเซ็นของแต่ละคน ที่ต้องฝึกฝนบ่อย ๆ ในรายวิชาระเบียบวิธีวิจัยผมเริ่มต้นจากการให้นักศึกษาอ่านหนังสือ อ่านบทความต่างประเทศ แล้วนำมาอภิแปรายชวนคุยและนำเสนอในห้อง นอกจากการได้ประเดด็นจากสิ่งที่อ่าน ยังได้เห็นสไตล์การเขียนที่มีความเฉพัของแต่ละงาน ผมเลยตั้งใจให้แนงานของนักสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา นักมานุษยวิทยาแนวปรัชญา นักมานุษยวิทยาแนวจิตวิทยาและวรรณกรรม ที่ทำให้เห็นสไตล์การเขียนที่แตกต่างกัน สัปดาห์ล่าสุดให้อ่านงานที่ชื่อ
The Vulnerability Observer ของ Behar แน่นอนการเขียนของเธออาศัยการกระตุ้นให้ผู้อ่านตรวจสอบความรู้สึกของตัวเอง ผ่านการยกเอาข้อความจากนักวิชาการที่มีอิทธิพลทางความคิดของเธออย่าง George Devereux ผู้เขียนหนังสือ From Anxiety to Method โดยยกข้อความมาว่า
"เป็นเรื่องปกติที่เรามักจะจัดประเภทหนังสือเกี่ยวกับมนุษย์ว่า ไม่ ‘จิตใจเข้มแข็งเยือกเย็น’ (toughminded) ก็ ‘จิตใจอ่อนโยนเปราะบาง’ (tenderminded) แต่หนังสือของข้าพเจ้าไม่ได้เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง และเป็นทั้งสองอย่างพร้อมกัน ในแง่ที่ว่า มันพยายามแสวงหาความจริงแท้ (objectivity) เกี่ยวกับความอ่อนโยนเปราะบางนั้น ซึ่งหากปราศจากสิ่งนี้แล้ว พฤติกรรมศาสตร์ที่เป็นจริง ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้" จอร์จ เดเวอโร (George Devereux), จากหนังสือ From Anxiety to Method
หลังจากตัวอย่างข้อความในหนังสือเล่มนี้ Behar ก็หยิบยกเอาเหตุการณ์ทางอารมณ์ที่เรานับรู้ร่วมกันทั่วโลก แต่ Behar ทำมากกว่านั้นคือภาพหลังเลนส์หรือกล้องถ่ายทอดสดที่เหตการณ์กระตุ้นจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ของนักข่าวท่านหนึ่ง ให้ทิ้งกล้องถ่ายทอดสด เอามือที่จับกล้องไปอุ้มเด็กที่ได้รับความช่วยเหลือจากกการติดอยู่ในซากโคลนขึ้นมา ดังข้อความในหนังสือที่บอกว่า
ในปี ค.ศ. 1985 เกิดเหตุโคลนถล่มในประเทศโคลอมเบียพัดฝังกลบหมู่บ้านทั้งแห่ง อิซาเบล อาเยนเด (Isabel Allende) ซึ่งติดตามข่าวโศกนาฏกรรมนี้ผ่านจอโทรทัศน์ ปรารถนาที่จะถ่ายทอดความสิ้นหวังที่เธอรู้สึกขณะเฝ้ามองผู้คนมากมายถูกแผ่นดินกลืนกินไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ ในเรื่องสั้นของเธอที่ชื่อ "Of Clay We Are Created" (เราถูกสร้างขึ้นมาจากดินโคลน) อาเยนเดได้เขียนถึง โอไมรา ซานเชซ (Omaira Sánchez) เด็กหญิงวัย 13 ปี ผู้กลายเป็นศูนย์กลางความสนใจของสื่อมวลชนอย่างบ้าคลั่ง บรรดาช่างภาพ นักข่าว และทีมกล้องโทรทัศน์ที่หิวกระหายข่าว ซึ่งไม่สามารถทำอะไรเพื่อช่วยชีวิตเด็กหญิงได้เลย ต่างพุ่งตรงเข้าหาเธอขณะที่เธอนอนติดอยู่ในกองโคลน จับจ้องสายตาอันอยากรู้อยากเห็นแต่ไร้ประโยชน์ไปยังความเจ็บปวดของเธอ
ท่ามกลางผู้ชมผู้เฝ้ามองอันน่าสะพรึงกลัวเหล่านั้น ซึ่งรวมถึงตัวอาเยนเดเองที่กำลังเฝ้าดูโชว์อันโหดร้ายบนจอทีวี เธอได้วางตัวละครช่างภาพชื่อ รอลฟ์ คาร์เล (Rolf Carlé) ไว้ด้วย ตัวเขาก็มอง ดู รายงานข่าว และถ่ายภาพมาโดยตลอด แต่แล้วบางสิ่งในตัวเขากลับขาดสะบั้นลง เขาไม่สามารถทนเฝ้ามองอย่างเงียบๆ จากหลังกล้องได้อีกต่อไป เขาจะไม่บันทึกภาพโศกนาฏกรรมในฐานะผู้เห็นเหตุการณ์ที่ไม่รู้ไม่ชี้อีกแล้ว คาร์เลก้มลงในกองโคลน โยนกล้องทิ้งไป แล้วอ้าแขนโอบกอดโอไมรา ซานเชซ ไว้ ในขณะที่หัวใจและปอดของเธอเริ่มล้มเหลว เขาคือตัวแทนของผู้สังเกตการณ์ผู้เปราะบาง (The vulnerable observer) อย่างแท้จริง
รอลฟ์ คาร์เล ได้สะท้อนภาพสิ่งที่ถูกครอบงำภายใต้ปัญหาทางจริยธรรมอันเป็นหัวใจสำคัญของการพยายามเป็นผู้เฝ้ามอง (Observer)และเป็นพยาน (witnessing) ไม่ว่าจะอยู่ท่ามกลางการสังหารหมู่ เผชิญกับการทรมาน อยู่ในศูนย์กลางของพายุเฮอริเคน ในอาฟเตอร์ช็อกของแผ่นดินไหว หรือแม้กระทั่งยามที่ความสยดสยองคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบเชียบผ่านความทรงจำที่ไม่ยอมจางหาย แล้วทะลักพรั่งพรูออกมาในความเงียบสงัดยามดึกของห้องครัว ขณะที่ผู้เล่าเรื่องเปิดหัวใจให้ผู้ฟัง ฟังการบอกเล่าถึงบาดแผลที่บาดลึกและสดใหม่ลงไปในซอกหลืบของตัวตน ดังนั้น คำถามคือ ตัวคุณในฐานะผู้เฝ้ามองจะยังคงหลบอยู่หลังเลนส์กล้อง กดเปิดเครื่องอัดเสียง หรือจับปากกาไว้ในมือต่อไปหรือไม่...? ไม่ว่าจะด้วยความเคารพ ความกตัญญู หรือความสะเทือนใจ ที่ไม่ควรก้าวข้าม แม้ว่าจะทำไปเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ไว้ก็ตามหรือไม่?...
โดยตลอดทั้งบท Behar พยามโต้แย้งว่า นักมานุษยวิทยาไม่ใช่ผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลาง (objective observer) แต่เป็นมนุษย์ที่มีอารมณ์ ความทรงจำ ความเจ็บปวด และประสบการณ์ชีวิต ซึ่งล้วนส่งผลต่อการทำภาคสนามเธอเสนอว่าความเปราะบาง (vulnerability) ไม่ใช่จุดอ่อนของงานวิจัย แต่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้เข้าใจผู้อื่นได้ลึกซึ้งกว่าเดิม นักวิจัยจึงไม่ควรซ่อนตัวเองไว้หลังภาษาเชิงวิชาการ แต่ควรเปิดเผยว่า เราเป็นใคร เราได้รับผลกระทบจากสนามอย่างไร และผู้ให้ข้อมูลเปลี่ยนแปลงเราหรือไม่ เธอใช้แนวคิดของนักมานุษยวิทยาหลายคนรวมถึงนักวิชาการอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น เช่น Jamison ลังเลอย่างมากในการเขียนหนังสือเกี่ยวกับประสบการณ์ป่วยทางจิตของตนเอง (ทั้งอาการคุ้มคลั่ง ซึมเศร้า และอาการทางจิต) เพราะเกรงกระทบต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพและการทำงานในโรงพยาบาล แต่เหตุผลที่ตัดสินใจพูดคือ เธอรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับการต้องหลบๆ ซ่อนๆ และการเสแสร้ง ทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรต้องปิดบัง เธอจึงยอมรับผลที่จะตามมาเพื่อแลกกับการได้พูดความจริง คำถามสำคัญของเธอคือ งานของฉันจะถูกมองว่าลำเอียงเพราะฉันเป็นโรคนี้เองหรือเปล่า? หรือผู้คนจะยอมรับว่านี่คือมุมมองของผู้ที่ศึกษาและรักษาโรคนี้นานหลายปี?"
ในขณะเดียวกันความจริงใจที่แลกมาด้วยความเสี่ยง:ของ Jamison ทำให้เธอต้องใช้ชีวิตอยู่กับความจริงที่ว่าหากอาการป่วยของเธอทรุดหนัก เธออาจไม่สามารถรักษาใครได้อีกเลย แม้ว่าธอจะรับยาและบำบัดอย่างสม่ำเสมอ เธอยังคงเข้าฟังบรรยายเกี่ยวกับการรักษาใหม่ๆ เดินตรวจวอร์ดจิตเวช และให้คะแนนสภาพจิตใจตนเองตลอดเวลาเพื่อเตรียมพร้อมหากต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอีกครั้ง ในขณเที่เพื่อนร่วมงานชี้ว่า ความกล้าของ Jamison เป็นไปได้เพราะก้าวหน้าทางชีวเคมีที่ทำให้โรคนี้ควบคุมได้ด้วยยา ช่วยลดความอับอายของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าลงไปได้มาก
เช่นเดียวกับ คลิฟฟอร์ด เกียร์ตซ์ (Clifford Geertz) ที่ได้เคยกล่าวไว้ว่า "คุณไม่ได้เข้าถึงวัฒนธรรมอื่นจริงๆ หรอก แต่ภาพลักษณ์ในฐานะผู้ชำนาญการของคุณต่างหากที่ทำให้คุณคิดเช่นนั้น คุณใส่ตัวคุณเองลงไปในวิถีของมันและของมันก็ก้าวเข้ามาพัวพันกับคุณ แต่การพัวพันทางปัญญาของเรามีความย้อนย้อนลึกซึ้ง เพราะเราจะได้มุมมองของคนท้องถิ่น (native point of view) แต่ต้องโดยไม่กลายเป็นคนท้องถิ่นจริงๆ”
ดังนั้น ภายใต้การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม (participant observation) ที่ถูกแบ่งแยกออกเป็นช่วงของการทำงานตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปลายทาง ..เริ่มต้นเรารับบทเป็นผู้มีส่วนร่วม แต่สวมหมวกนักสังเกตการณ์ไว้อย่างมั่นคง ต่อมาเมื่ออยู่ในสนามนานเข้าเราก็ดื่มด่ำกับความรู้สึก อารมณ์ในสนาม ต่อเมื่อทุนวิจัยหมด หรือช่วงปิดเทอมฤดูร้อนสิ้นสุดลง โปรดยืนขึ้น ปัดฝุ่นตัวเอง แล้วกลับไปที่โต๊ะทำงาน เขียนสิ่งที่เราเห็นและยินได้ฟังเชื่อมโยงมันเข้ากับสิ่งที่เราได้อ่านจาก Marx, Weber, Gramsci หรือ Geertz แล้วเราก็อยู่บนเส้นทางของการทำงานทางมานุษยวิทยาแล้ว
งานชิ้นนี้ตั้งคำถามกับสายตาของนักมานุษยวิทยาแบบเดิมมักเน้นศึกษาวัฒนธรรมมากกว่าตัวบุคคลแต่นักมานุษยวิทยารุ่นใหม่เริ่มตั้งคำถามต่อแนวคิดนี้ และมองหาเสียงเรียกร้องแบบใหม่ที่ยอมรับว่ามีทั้ง "ฉัน" (I) และ "พวกเรา" (We) ดำเนินไปพร้อมกันในการทำงานสนาม การกำเนิดงานเขียนลูกผสม (Hybrid genres) ในปัจจุบัน ทำให้เรารู้จักงานเขียนอย่าง Self-ethnography (การศึกษาชาติพันธุ์วรรณนาผ่านตนเอง) และ งานชาติพันธุ์นิพนธ์แบบ Autoethnography
นี่คือการทะลายเส้นแบ่งระหว่างผู้ศึกษา (Participant/Observer) กับผู้ถูกศึกษา (Native/Other) ค่อยๆ เลือนหายไป เมื่อนักวิชาการท้องถิ่น (Native anthropologists) เริ่มกลับมาศึกษาสังคมของตนเอ เรื่องส่วนตัวคือเรื่องการเมือง (The Personal is Political) ทฤษฎีเฟมินิสต์ (เช่น งานของ Donna Haraway, Evelyn Fox Keller, Sandra Harding) ชี้ให้เห็นว่า ความเป็นกลางอย่างแท้จริงไม่มีอยู่จริง (Absolute objectivity is a myth) ความรู้ทุกอย่างล้วนถูกสร้างขึ้นจากตำแหน่งและมุมมอง (Situated knowledge) ของผู้เขียนเองทั้งสิ้น



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น