ความจริงบางส่วน (partial truth ) กับงานสนามในงาน writing culture ของ Jane’s Clifford โดย นัฐวุฒิ สิงห์กุล

 

 


ในบทนำ Partial Truthsของ James Clifford ในหนังสือ Writing Culture ไม่ได้เพียงบอกว่างานชาติพันธุ์วรรณนาเขียนอย่างไรแต่กำลังตั้งคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า ใครมีสิทธิ์เขียนความจริงของใคร และความจริงนั้นถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร

     Clifford เปิดบทนำด้วยคำกล่าวของ Roland Barthes ที่เสนอว่า การทำงานแบบข้ามสาขาวิชาไม่ใช่เพียงการหยิบเอาความรู้จากหลายศาสตร์มาวางรวมกัน แต่คือการสร้างวัตถุแห่งการศึกษา แบบใหม่ขึ้นมา ซึ่งไม่สามารถเป็นเจ้าของโดยศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งได้ แนวคิดนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ Clifford กำลังทำกับมานุษยวิทยา เพราะเขาต้องการชวนให้เรามองงานชาติพันธุ์วรรณนาเสียใหม่ ไม่ใช่ในฐานะเพียงรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัฒนธรรม แต่ในฐานะ การสร้างตัวบทและการสร้างความหมาย และการเคลื่อนตัวจาก งานเขียนทางวัฒนธรรม ที่เปลี่ยนผ่านจากการสังเกตสู่การเขียน     

      จากนั้น Clifford ชวนพวกเราในฐานะผู้อ่านมองภาพนักมานุษยวิทยาที่กำลังนั่งเขียนหนังสืออยู่ในสนาม เช่น Stephen Tyler ที่อินเดีย หรือ Malinowski ที่นั่งเขียนหนังสืออยู่ในเต็นท์ท่ามกลางชาว Trobriand ภาพเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะมันทำให้เราเห็นสิ่งที่มักถูกซ่อนออกไปจากภาพจำของงานภาคสนาม โดยทั่วไปเมื่อพูดถึงนักมานุษยวิทยา เรามักนึกถึงการลงพื้นที่การพูดคุย การสังเกตการณ์ การเข้าร่วมกิจกรรมหรือการใช้ชีวิตร่วมกับผู้คน แต่สิ่งหนึ่งที่แทบไม่ปรากฏในภาพเหล่านั้นคือ การเขียน

    Clifford จึงกำลังชี้ว่า นักมานุษยวิทยาไม่ได้เพียงเห็นวัฒนธรรมแล้วนำกลับมารายงาน แต่ต้องผ่านกระบวนการเขียน จัดลำดับ เลือกข้อมูล ตีความ และสร้างเรื่องราวขึ้นมาใหม่ ดังนั้น สิ่งที่ดูเหมือนเป็นข้อมูลดิบจากสนาม แท้จริงแล้วไม่เคยเดินทางเข้าสู่หนังสือโดยตรง มันต้องผ่านมือของผู้เขียนเสมอ

      จุดนี้นำไปสู่คำถามสำคัญว่าชาติพันธุ์วรรณนาเป็นการค้นพบความจริงหรือเป็นการสร้างความจริงขึ้นผ่านการเขียน สำหรับ Clifford คำตอบไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ต้องมองเห็นว่า การเขียนเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตความรู้ทางมานุษยวิทยาตั้งแต่ต้นวัฒนธรรมไม่ได้ถูกสะท้อนแต่ถูกประกอบสร้าง

        Clifford เสนอว่า อุดมการณ์แบบเก่าที่เชื่อว่านักมานุษยวิทยาสามารถนำเสนอวัฒนธรรมอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมานั้นกำลังพังทลายลง ในมานุษยวิทยาแบบดั้งเดิม นักมานุษยวิทยามักถูกวางตำแหน่งให้เป็นผู้สังเกตการณ์ที่มีความเป็นกลาง เมื่อพวกเขาไปยังสถานที่หนึ่ง เก็บข้อมูล สังเกตผู้คนแล้วนำข้อมูลเหล่านั้นกลับมาเขียนเป็นคำอธิบายเกี่ยวกับวัฒนธรรมของคนกลุ่มนั้น

     แต่ Clifford ยังตั้งคำถามที่ท้าทายต่อว่า เราสามารถแยกข้อเท็จจริงออกจากวิธีการเขียนได้จริงหรือ คำตอบของเขาคือ มันไม่ได้ง่ายแบบนั้น เพราะตั้งแต่การเลือกว่าจะพูดเรื่องอะไร เลือกว่าจะสัมภาษณ์ใคร เลือกว่าจะใส่เสียงของใครลงไปในหนังสือ ไปจนถึงการเลือกคำอุปมา เรื่องเล่าและจัดวางโครงสร้างของหนังสือ ล้วนมีส่วนกำหนดความหมายของสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรม

     ดังนั้นวัฒนธรรมในงานชาติพันธุ์วรรณนาจึงไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่นักมานุษยวิทยานำเสนอแต่เป็นสิ่งที่ถูก ประกอบสร้างขึ้นผ่านกระบวนการตัวบท นี่คือเหตุผลที่ Clifford อ้างถึงแนวคิดของ Wagner เรื่อง invention of culture เพราะนักมานุษยวิทยาไม่ได้เพียงนำเสนอ (represent )วัฒนธรรม แต่มีส่วนในการประดิษฐ์ ( invent ) หรือสร้างรูปแบบหนึ่งของวัฒนธรรมขึ้นมาในรูปแบบของตัวบท (Text )  ด้วย 

  อย่างไรก็ตาม การบอกว่าวัฒนธรรมถูกสร้างขึ้นได้นั้น  ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างเป็นเรื่องโกหก ประเด็นสำคัญกว่าคือ งานชาติพันธุ์วรรณนาไม่สามารถนำเสนอความจริงทั้งหมดได้ มันจึงเป็นสิ่งที่เรียกว่า Partial Truths หรือความจริงเพียงบางส่วนเท่านั้น

     เมื่อพิจารณาเรื่องชาติพันธุ์วรรณนากับความเป็นวรรณกรรม  James   Clifford หันมาพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างมานุษยวิทยากับวรรณกรรม ในอดีตนักมานุษยวิทยาพยายามสร้างความแตกต่างระหว่างวิทยาศาสตร์กับวรรณกรรมอย่างชัดเจน วิทยาศาสตร์ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริง ความเป็นกลาง และความจริง ส่วนวรรณกรรมถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับจินตนาการ อารมณ์ อุปมา และสไตล์ของผู้เขียน แต่ Clifford ชี้ว่าเส้นแบ่งนี้ไม่มั่นคงอย่างที่คิด แม้แต่งานวิทยาศาสตร์เองก็ต้องใช้ภาษา ต้องเลือกคำ ต้องจัดโครงสร้างเรื่อง ต้องอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ และต้องเลือกว่าจะเน้นอะไรหรือไม่เน้นอะไร

     กล่าวง่ายๆ ก็คือไม่มีการเขียนใดที่ปราศจากรูปแบบของการเขียน ดังนั้นความเป็นวรรณกรรมของชาติพันธุ์วรรณนาจึงไม่ได้หมายความว่า นักมานุษยวิทยาควรเขียนให้สวยหรือเขียนให้เหมือนนักประพันธ์ แต่หมายถึงว่า กระบวนการทางวรรณกรรม เช่น อุปมา การเล่าเรื่อง การสร้างภาพ และการจัดลำดับเหตุการณ์ มีส่วนกำหนดความหมายของความรู้ทางวัฒนธรรม นี่ทำให้คำถามเปลี่ยนจากนักมานุษยวิทยาเห็นอะไร ไปสู่นักมานุษยวิทยาทำให้สิ่งที่เห็นกลายเป็นข้อความที่มีความหมายได้อย่างไร?

     นี่คือภาวะที่มานุษยวิทยากำลังแปลงกายหรือแปลงรูปบางอย่าง โดย Clifford นำแนวคิดของ Rodney Needham มาอธิบายว่า มานุษยวิทยากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ สาขาวิชานี้ประกอบขึ้นจากหลายสาย ทั้งมานุษยวิทยากายภาพ โบราณคดี มานุษยวิทยาสังคมและวัฒนธรรม และภาษาศาสตร์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป สาขาเหล่านี้กลับมีทฤษฎี วิธีการ และเป้าหมายที่แตกต่างกันมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่เรียกว่ามานุษยวิทยาจึงไม่ได้เป็นองค์รวมที่เป็นหนึ่งเดียวอีกต่อไป

     Clifford เห็นว่าความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่จำเป็นต้อง

เป็นวิกฤตในความหมายเชิงลบ หากแต่เป็นการเปิดพื้นที่ใหม่ให้กับคำถามเกี่ยวกับภาษา ตัวบทประวัติศาสตร์ อำนาจ การตีความ สัญลักษณ์ จิตวิเคราะห์และการเมืองของการเป็นตัวแทน นั่นหมายความว่า มานุษยวิทยาจึงกำลังเปลี่ยนจากการค้นหามนุษย์ในฐานะวัตถุสากล ไปสู่การตั้งคำถามว่า มนุษย์ถูกสร้างความหมายขึ้นมาอย่างไรในบริบททางประวัติศาสตร์และการเมือง

     ดังนั้น ชาติพันธุ์วรรณนาจึงอยู่ในฐานะงานฝีมือ จุดหนึ่งที่สำคัญมากคือ Clifford ไม่ได้ต้องการบอกว่า ชาติพันธุ์วรรณนาเป็นศิลปะในความหมายว่าเป็นงานสร้างสรรค์ที่สวยงามหรือเต็มไปด้วยอารมณ์ เขาใช้คำว่างานฝีมือมากกว่า เพราะการทำชาติพันธุ์วรรณนาคือการทำงานอย่างประณีตกับโลกที่เป็นรูปธรรม ทั้งการฟัง การสังเกต การจดบันทึก การเลือกข้อมูล การตีความ และการเขียน  Clifford จึงเสนอว่า การเขียนชาติพันธุ์วรรณนาถูกกำหนดด้วยปัจจัยอย่างน้อย 6 ประการ

1. บริบท งานเขียนเกิดขึ้นจากบริบททางสังคม และในขณะเดียวกันก็สร้างบริบทขึ้นมา

2. วาทศิลป์ วิธีพูดและวิธีเขียนมีผลต่อความหมาย

3. สถาบัน งานเขียนเกิดขึ้นภายใต้มหาวิทยาลัย วารสาร วิชาชีพ และระบบความรู้

4. ประเภทงาน ชาติพันธุ์วรรณนามีขนบของตนเอง แตกต่างจากนิยายหรือบันทึกการเดินทาง

5. การเมือง สิทธิในการพูดแทนผู้อื่นไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียม

6. ประวัติศาสตร์  ทุกสิ่งที่กล่าวมาล้วนเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

     เพราะฉะนั้น ชาติพันธุ์วรรณนาจึงไม่ใช่กระจกที่สะท้อนวัฒนธรรมอย่างตรงไปตรงมา แต่เป็น พื้นที่ที่วัฒนธรรมถูกเลือก แปล เรียบเรียง และสร้างความหมายขึ้นใหม่ตลอดเวลา

    เราต้องเข้าใจว่าความจริงบางส่วนไม่ใช่ความจริงจอมปลอม โดยคำว่า fiction เป็นคำที่ Clifford ใช้อย่างระมัดระวังเขาไม่ได้หมายความว่า งานชาติพันธุ์วรรณนาเป็นเรื่องโกหก เพราะคำว่า fiction ในที่นี้มีรากความหมายเกี่ยวกับ การทำ การสร้างและการประกอบขึ้น ดังนั้น เมื่อ Clifford เรียกงานชาติพันธุ์วรรณนาว่า ethnographic fiction เขากำลังชี้ว่า ความจริงที่เราอ่านในงานชาติพันธุ์วรรณนาเป็นความจริงที่ผ่านกระบวนการสร้างตัวบท 

     นักมานุษยวิทยาไม่สามารถเล่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในสนามได้ ต้องเลือก ต้องตัด ต้องจัดลำดับ ต้องแปล

ต้องตีความและต้องตัดสินใจว่าเสียงของใครจะปรากฏ

และเสียงของใครจะไม่ปรากฏ นี่คือ partiality ความจริงของชาติพันธุ์วรรณนาจึงเป็นบางส่วนโดยธรรมชาติ

     ตัวอย่างของ Richard Price และชาว Saramaka ทำให้ประเด็นนี้ชัดเจนมาก เพราะความรู้ทางประวัติศาสตร์ไม่ได้ถูกเปิดเผยทั้งหมดแก่ทุกคน แต่ถูกส่งต่อผ่านกระบวนการเปิดเผยและปิดบัง

       ผู้เฒ่าอาจเลือกว่าจะเล่าอะไรแก่คนรุ่นใหม่ จะเล่าเมื่อใด จะเล่าให้ใคร จะเว้นอะไรไว้ และจะพูดเพียงบางส่วนดังนั้น แม้แต่คนในเองก็ไม่ได้ถือครองความจริงทั้งหมด ตรงนี้สำคัญมาก เพราะมันทำให้เราเข้าใจว่า ความเป็นบางส่วนไม่ได้เกิดขึ้นเพราะนักมานุษยวิทยาเก็บข้อมูลไม่ดี แต่เป็นคุณสมบัติของความรู้เอง

       สิ่งที่ James Clifford สะท้อนในงานชิ้นนี้ว่า นี่คือการเปลี่ยนผ่านจากอาณานิคมสู่การเมืองของการเป็นตัวแทน ในข่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองและกระแสต่อต้านอาณานิคม มานุษยวิทยาถูกบังคับให้เผชิญคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมกับคำถามว่านักมานุษยวิทยามีอำนาจอะไรในการพูดแทนคนอื่น ในอดีต นักมานุษยวิทยาตะวันตกสามารถเดินทางเข้าไปในชุมชน เก็บข้อมูล แล้วนำความรู้กลับมาเขียนในมหาวิทยาลัยของตนเองแต่ผู้คนที่ถูกศึกษาเริ่มถามกลับว่าทำไมคุณจึงมีสิทธิ์พูดเกี่ยวกับเรา? คำถามนี้เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างนักมานุษยวิทยากับผู้ถูกศึกษาอย่างรุนแรง

     จากเดิมที่นักมานุษยวิทยาเป็นผู้สังเกตการณ์ผู้มีอำนาจ กลับกลายเป็นผู้ที่ต้องเจรจา ต่อรอง และอธิบายตำแหน่งของตนเอง ในขณะเดียวกันก็เกิดนักชาติพันธุ์วรรณนาที่เป็นคนในหรือ indigenous ethnographers มากขึ้น นี่ทำให้คำถามเรื่อง

ใครพูดซับซ้อนกว่าเดิม เพราะไม่ว่าจะเป็นคนนอกหรือคนใน ต่างก็มีตำแหน่งทางสังคม ประวัติศาสตร์ เพศ ชนชั้น ภาษา และอำนาจที่แตกต่างกัน

     การทำงานจากตาสู่หู นี่คืออีกประเด็นสำคัญคือ Clifford วิจารณ์สิ่งที่เรียกว่า Visualism เพราะมานุษยวิทยาแบบดั้งเดิมให้ความสำคัญอย่างมากกับการมอง เพราะนักมานุษยวิทยาไปสังเกต ไปเห็น บันทึก วิเคราะห์ และเขียนพรรณนา ผู้คนจึงถูกทำให้กลายเป็นวัตถุที่มองเห็น Clifford เชื่อมประเด็นนี้กับ Edward Said และการวิพากษ์ Orientalism ที่ตะวันตกสร้างตะวันออกให้กลายเป็นสิ่งที่สามารถมองเห็น จัดหมวดหมู่ และตีความได้จากระยะห่าง แต่เมื่อเราเปลี่ยนจาก การมอง ไปสู่ การฟัง ความสัมพันธ์ก็เปลี่ยน แทนที่จะถามเพียงว่าวัฒนธรรมของคนกลุ่มนี้เป็นอย่างไร? เราต้องถามว่า ใครกำลังพูด?พูดกับใคร? พูดในสถานการณ์ใด? อะไรทำให้เขาพูดเช่นนั้น? ใครมีสิทธิ์พูด? และ ใครถูกทำให้เงียบ? นี่คือการเปลี่ยนจาก visual anthropology ไปสู่การให้ความสำคัญกับ discursive relations

    นักมานุษยวิทยาไม่ใช่ผู้สังเกตการณ์ที่ไร้ตัวตน แม้ว่า     Malinowski ทำให้ participant observation กลายเป็นมาตรฐานสำคัญของงานภาคสนาม นัก

มานุษยวิทยาต้องทั้งเข้าไปมีส่วนร่วมและรักษาระยะห่างเพื่อสังเกต แต่ Clifford ตั้งคำถามว่า แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวนักมานุษยวิทยาเองล่ะ อย่างเช่น ความกลัว ความสับสน ความผิดพลาด ความต้องการ ความเหงา ความสัมพันธ์ส่วนตัว หรือแม้แต่ความขัดแย้งกับคนในสนาม สิ่งเหล่านี้ถูกนำเสนอไว้ที่ไหน เมื่อบันทึกประจำวันของ Malinowski ถูกตีพิมพ์ในปี 1967 ภาพของนักมานุษยวิทยาผู้เป็นกลางและมีเหตุผลก็สั่นคลอนอย่างมาก เพราะเราเริ่มเห็นว่า นักมานุษยวิทยาไม่ได้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แต่เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เข้าไปอยู่ในสถานการณ์นั้นด้วย จึงเกิดงานประเภท fieldwork account ที่นักมานุษยวิทยาเขียนถึงประสบการณ์ของตนเองมากขึ้น นักมานุษยวิทยาจึงกลายเป็นตัวละครในชาติพันธุ์วรรณนา

      ความปรารถนา ความรุนแรง ความสับสน การต่อรอง การแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ และความสัมพันธ์กับผู้ให้ข้อมูล ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ต้องซ่อนอีกต่อไป

   การเปลี่ยนสถานภาพจากผู้ให้ข้อมูลสู่ผู้พูด นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญอีกประการหนึ่ง ในชาติพันธุ์วรรณนาแบบดั้งเดิม ผู้คนในสนามมักถูกเรียกว่า informants  หรือผู้ให้ข้อมูลนักมานุษยวิทยาเป็นผู้เขียน ส่วนคนในชุมชนเป็นผู้ให้ข้อมูล ดังนั้นโครงสร้างอำนาจจึงเป็นประมาณว่า นักมานุษยวิทยาถามและผู้ให้ข้อมูลตอบ  จากนั้นนักมานุษยวิทยานำไปเขียน

      Clifford ต้องการทำลายโครงสร้างแบบนี้ เขาเสนอแนวคิดเรื่อง dialogue และ polyphony กล่าวคือ งานชาติพันธุ์วรรณนาควรเปิดพื้นที่ให้มีเสียงหลายเสียง

นักมานุษยวิทยาไม่ควรเป็นเสียงเดียวที่ครอบคลุมเสียงอื่นทั้งหมด แนวคิดนี้สัมพันธ์กับ Bakhtin และแนวคิดเรื่อง polyvocality วัฒนธรรมจึงไม่ควรถูกนำเสนอเป็นเสียงเดียว เช่น ชาว X เชื่อว่า… แต่ควรถามว่า ใครในกลุ่ม X กำลังพูด? เขาพูดจากตำแหน่งใด? คนอื่นเห็นด้วยหรือไม่? มีความขัดแย้งกันหรือไม่? นี่ทำให้ วัฒนธรรมเปลี่ยนจากสิ่งที่มีความหมายเดียว กลายเป็น     

      สนามของเสียงหลายเสียงและการต่อรอง ดังเช่น กรณี James Walker และชาว Lakota เป็นตัวอย่างที่ Clifford ใช้ได้อย่างทรงพลัง เดิมเรามักอ่านงานของ Walker ในฐานะงานของนักมานุษยวิทยาคนหนึ่ง แต่เมื่อเอกสารต้นฉบับจำนวนมากถูกนำกลับมาเผยแพร่ เราพบว่าความรู้เหล่านั้นเกิดจากผู้คนจำนวนมาก มีทั้ง

ผู้เล่าผู้แปล ผู้ถอดความ ผู้เขียน ผู้ร่วมมือ นักมานุษยวิทยาและนักจดหมายเหตุ ดังนั้นคำถามจึงเกิดขึ้นว่า ใครเป็นผู้เขียนวัฒนธรรม Lakota หรือ Walker? หรือผู้อาวุโสที่เล่าเรื่อง? หรือผู้แปล? หรือ ผู้ถอดความ? หรือบรรณาธิการ? หรือ หรือทุกคนร่วมกัน? นี่ทำให้ Clifford เสนอแนวคิดสำคัญว่า นักมานุษยวิทยาไม่ได้เป็นเพียงผู้ค้นพบความรู้แต่บางครั้งเป็นเพียง ผู้คัดเลือก ผู้เรียบเรียง ผู้แปล และผู้จัดวางเสียงต่างๆ ลงในตัวบท ดังนั้นงานชาติพันธุ์วรรณนาจึงมีลักษณะคล้าย การประกอบตัวบทหลายเสียงเข้าด้วยกันและเมื่อเราเห็นกระบวนการนี้ เราจะไม่สามารถอ่านงานชาติพันธุ์วรรณนาแบบเดิมได้อีกต่อไป

       Gender และความจริงที่ถูกทำให้เป็นกลางตัวอย่างที่สองของ Clifford คือเรื่อง gender เขายกงานของ Godfrey Lienhardt เรื่อง Divinity and Experience: The Religion of the Dinka งานนี้อธิบายโลกทัศน์ ศาสนา เวลา พื้นที่ และประสบการณ์ของชาว Dinka ได้อย่างลึกซึ้ง แต่เมื่ออ่านอย่างละเอียดกลับพบว่า เสียงและประสบการณ์ที่ปรากฏในงานส่วนใหญ่เป็น ประสบการณ์ของผู้ชาย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า Lienhardt ตั้งใจจะกีดกันผู้หญิงหรือไม่ ประเด็นสำคัญกว่าคือโครงสร้างทางสังคมและประวัติศาสตร์ในขณะนั้นทำให้การพูดถึงคนสามารถใช้ประสบการณ์ของผู้ชายเป็นตัวแทนของทั้งสังคมได้ นี่คือสิ่งที่ Clifford เรียกว่า partiality งานไม่ได้ผิดเพียงเพราะไม่มีเสียงผู้หญิงืแต่การไม่มีเสียงผู้หญิงทำให้เราเห็นว่า สิ่งที่เคยถูกเรียกว่าวัฒนธรรม Dinka แท้จริงแล้วอาจเป็นเพียง วัฒนธรรม Dinka จากตำแหน่งบางตำแหน่ง เมื่อผู้หญิงถูกนำเข้ามาในงานวิจัย เราไม่ได้ทำให้ความรู้เดิม สมบูรณ์อย่างสิ้นเชิงกลับกัน เราพบช่องว่างใหม่ และเมื่อศึกษาเพศวิถี เราก็พบช่องว่างใหม่อีก ดังนั้น ความรู้ไม่ได้เดินหน้าแบบข้อมูลน้อย ไปสู่เติมข้อมูล ที่นำไปสู่ ความรู้สมบูรณ์ แต่เป็น การพบช่องว่าง ไปสู่การเติมบางส่วน แล้วก็พบช่องว่างใหม่ ที่นำไปสู่การตั้งคำถามใหม่ นี่เป็นหนึ่งในหัวใจของ Clifford ดังนั้นความรู้ทางมานุษยวิทยาไม่ได้เดินทางไปสู่ภาพรวมที่สมบูรณ์ที่สุด แต่เป็นกระบวนการที่ทำให้เราเห็นความไม่สมบูรณ์ของความรู้เดิมชัดขึ้นเรื่อยๆ

     โดยสรุป ชาติพันธุ์วรรณนาไม่ได้เป็นเพียงการนำความจริงจากสนามกลับมารายงาน แต่เป็นกระบวนการสร้างความหมายผ่านการเขียน

      นักมานุษยวิทยาไม่ได้เป็นผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลาง เพราะตำแหน่งของผู้เขียน ภาษา สถาบัน ประวัติศาสตร์ เพศ และอำนาจล้วนเข้ามากำหนดสิ่งที่ถูกนำเสนอ

  วัฒนธรรมจึงไม่ใช่วัตถุที่มีความหมายตายตัว แต่เป็นพื้นที่ของการต่อรอง ความขัดแย้ง หลายเสียง และการสร้างขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลา

     ความจริงทางชาติพันธุ์วรรณนาจึงเป็น Partial Truths ไม่ใช่เพราะนักมานุษยวิทยาทำงานล้มเหลว แต่เพราะไม่มีใครสามารถเข้าถึงและถ่ายทอดความจริงทั้งหมดได้

    การยอมรับความเป็นบางส่วนไม่ได้ทำให้มานุษยวิทยาอ่อนแอลง แต่กลับทำให้มัน ซื่อสัตย์ต่อกระบวนการผลิตความรู้มากขึ้น เพราะนักมานุษยวิทยาต้องเปิดเผยว่าความจริงที่เรากำลังอ่านอยู่นี้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร ใครเป็นผูู้้พูด และใครไม่ได้ถูกพูดถึงบ้าง 

     ดังนั้นคำถามสำคัญคือ เมื่อเราเขียนเกี่ยวกับคนอื่น เรากำลังค้นพบความจริงของเขา หรือกำลังสร้างความจริงเกี่ยวกับเขาขึ้นมา พร้อมต่อด้วยคำถามว่าใครเป็นคนพูด?ทใครเป็นคนเขียน? ใครเป็นคนถูกพูดถึง แต่ไม่มีโอกาสพูด? อะไรถูกเลือกให้ปรากฏ และอะไรถูกตัดออก? และอำนาจของใครทำให้เรื่องเล่าหนึ่งกลายเป็นความจริงที่น่าเชื่อถือกว่าเรื่องเล่าอื่น? นี่จะทำให้ Writing Culture ไม่ได้กลายเป็นเพียงบทเรียนเรื่องการเขียนชาติพันธุ์วรรณนาแต่กลายเป็นบทเรียนเรื่อง อำนาจ ความรู้ การเป็นตัวแทน เสียง และจริยธรรมของการเขียนถึงผู้อื่น ซึ่งเป็นหัวใจของมานุษยวิทยาร่วมสมัย

ความคิดเห็น