ปรัชญาว่าด้วยความเจ็บปวด(pain ) โดยนัฐวุฒิ สิงห์กุล





   Pain คืออะไร?  สิ่งนี้คือคำถามสำคัญและเป็นการถกเถียงเชิงอภิปรัชญา (Ontology) นักปรัชญาและนักวิชาการต่าง ๆ เสนอหลายคำตอบPain คือ sensation (ความรู้สึก) Pain คือ emotion (อารมณ์) Pain คือ perception (การรับรู้) Pain คือ bodily state (สภาวะของร่างกาย) Pain คือการประเมินคุณค่า (evaluation) และ Pain คือกระบวนการของสมอง

   Pain จึงมีความสำคัญในทางสังคมเพราะเกี่ยวโยงกับเรื่องของจริยธรรม กฎหมาย ศาสนาทการแพทย์

เช่น การุณยฆาต การทรมาน การให้ยาแก้ปวด การทำแท้ง หรือ กรณียาหลอก(Placebo)  หลายกรณี Pain ไม่ใช่เพียงทำให้ร่างกายเสียหาย แต่ทำลาย ศักดิ์ศรีความเป็นบุคคลและความไว้วางใจต่อกันด้วย ดังนั้นแล้ว pain จึงอาจไม่ใช่แค่สัญญาณจากร่างกาย  เพียงอย่างเดียว เนื่องจาก Pain ไม่เท่ากับ Tissue Damage ตัวอย่าง คนไข้ Phantom Limb แขนถูกตัดแล้ว แต่ยังเจ็บแขน แสดงว่า ไม่มีแขน แต่ Pain ยังมีอยู่ จึงเกิดคำถามว่าถ้าอย่างนั้น Pain อยู่ที่ไหน ในสมอง ในร่างกาย ในจิตใจ หรืออยู่ในความสัมพันธ์ของทั้งหมด

     Pian จึงมีความสัมพันธ์กับบริบททางสังคม (social context) และการให้ความหมาย ตัวอย่าง นักวิ่งมาราธอนรู้สึกปวด แต่ตีความว่า ฉันกำลังประสบความสำเร็จวนการทำบางอย่าง  ขณะที่ผู้ป่วยมะเร็ง ปวดแบบเดียวกัน แต่ตีความว่าโรคกำลังลุกลาม ดังนั้น Pain ไม่ได้มีเพียงระดับของความเข้มข้น (Intensity) แต่มีความหมาย (Meaning) ด้วย  หรือ ตัวอย่าง เด็กล้ม ถ้าแม่รีบปลอบอาจร้องไม่นาน แต่ถ้าไม่มีใครอาจร้องหนักกว่าเดิม ดังนั้นบริบทเปลี่ยนก็เปลี่ยนระดับของ   Pain ด้วยเช่นกัน 

  หรือกรณี Chronic Pain เปลี่ยนความหมายของชีวิต

Pain เรื้อรัง ไม่ใช่อาการ แต่กลายเป็น

วิธีดำรงชีวิต ผู้ป่วยต้อง วางแผนชีวิตใหม่ เปลี่ยนอาชีพเปลี่ยนความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง หรือเปลี่ยนอัตลักษณ์ของตัวเองจากคนปกติสู่คนป่วย

     Pain จึงไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกาย แต่เป็นประสบการณ์ที่มนุษย์รับรู้ ตีความ ให้ความหมาย และดำรงชีวิตอยู่กับมัน ซึ่งจะเหมาะมากกับการเชื่อมไปสู่มานุษยวิทยาการแพทย์และมานุษยวิทยาร่างกาย ที่จะสะท้อนให้เห็นความเจ็บปวดในฐานะประสบการณ์หลายมิติ

     ในหนังสือ  The Routledge Handbook of Philosophy of Pain บรรณาธิการคือ  Jennifer Corns ได้ให้ภาพจของความเจ็บปวดที่ถูกนำเสนอในฐานะปรากฏการณ์ที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดของชีวิตมนุษย์ แต่กลับเป็นสิ่งที่ยากอย่างยิ่งต่อการนิยาม หนังสือเล่มนี้ตั้งคำถามพื้นฐานว่าความเจ็บปวดคืออะไรและพบว่าคำถามที่ดูเรียบง่ายดังกล่าวกลับไม่มีคำตอบที่เป็นเอกฉันท์ แม้ในปัจจุบันจะมีความรู้จากทั้งปรัชญา ประสาทวิทยาศาสตร์ จิตวิทยา การแพทย์ จริยศาสตร์ ศาสนา และกฎหมายเข้ามาอธิบายความเจ็บปวดมากขึ้นก็ตาม

       ปัญหาสำคัญอยู่ที่ความเจ็บปวดไม่ได้มีความสัมพันธ์กับความเสียหายของร่างกายอย่างตรงไปตรงมาเสมอไป คนคนหนึ่งอาจได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงแต่กลับไม่รู้สึกเจ็บในขณะนั้น ขณะที่อีกคนหนึ่งอาจรู้สึกเจ็บอย่างรุนแรงทั้งที่ไม่พบความเสียหายทางกายภาพที่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจน กรณีของ phantom limb pain เป็นตัวอย่างที่สำคัญ เมื่อบุคคลสูญเสียแขนหรือขาไปแล้ว แต่ยังคงรู้สึกปวดบริเวณอวัยวะที่ไม่มีอยู่แล้ว คำถามจึงเกิดขึ้นว่า หากไม่มีแขนหรือขาอยู่ตรงนั้น ความเจ็บปวดนั้นเกิดขึ้นที่ไหนอยู่ในร่างกาย ในสมอง ในจิตใจ หรือเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเหล่านี้

       คำถามดังกล่าวทำให้แนวคิดที่มองความเจ็บปวดในฐานะเพียงสัญญาณของความเสียหายเริ่มไม่เพียงพอ ความเจ็บปวดจึงถูกอธิบายผ่านแนวคิดหลายชุด บางแนวคิดมองว่า pain เป็น sensation หรือความรู้สึกทางประสาทสัมผัส บางแนวคิดมองว่าเป็น emotion หรืออารมณ์ บางแนวคิดมองว่าเป็น perception หรือการรับรู้ ขณะที่บางแนวคิดมองว่าเป็นสภาวะทางกาย กระบวนการของสมอง หรือการประเมินสถานการณ์ของบุคคล ความแตกต่างเหล่านี้สะท้อนว่าความเจ็บปวดไม่ใช่วัตถุที่สามารถหยิบออกมาศึกษาได้โดยตรง แต่เป็นประสบการณ์ที่ประกอบขึ้นจากองค์ประกอบหลายระดับ

      Corns จึงชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง การบาดเจ็บ (injury) กับ ความเจ็บปวด (pain) อย่างมีนัยสำคัญ เพราะทั้งสองสิ่งไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน การมีบาดแผลไม่ได้รับประกันว่าจะมีความเจ็บปวด และการมีความเจ็บปวดก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีบาดแผลที่ตรวจพบได้เสมอไป ความแตกต่างนี้เปิดพื้นที่ให้เราต้องพิจารณาความเจ็บปวดในฐานะประสบการณ์มากกว่าจะมองเป็นเพียงผลลัพธ์ทางชีววิทยาของเนื้อเยื่อที่ได้รับความเสียหาย

      หากมองความเจ็บปวดในลักษณะดังกล่าว สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์เจ็บจึงมีมากกว่าการส่งสัญญาณจากร่างกาย ระบบประสาทอาจตรวจจับความผิดปกติ ร่างกายอาจส่งสัญญาณเตือน สมองอาจประมวลผลข้อมูล บุคคลอาจรู้สึกไม่สบายหรือทุกข์ทรมาน และในเวลาเดียวกันก็เกิดแรงจูงใจให้หลีกเลี่ยงหรือปกป้องตนเอง กระบวนการทั้งหมดนี้เกี่ยวพันกันจนยากที่จะบอกได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งใดคือตัวความเจ็บปวด สิ่งใดเป็นสาเหตุ และสิ่งใดเป็นผลของความเจ็บปวด

    ประเด็นนี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในความเข้าใจเรื่อง pain โดยเฉพาะเมื่อแนวคิดอย่าง Gate Control Theory ของ Melzack และ Wall เข้ามาท้าทายความเข้าใจแบบเดิมที่มองว่าความเจ็บปวดเป็นเส้นทางประสาทที่ส่งสัญญาณจากบริเวณที่บาดเจ็บไปยังสมองโดยตรง ความเจ็บปวดจึงไม่ได้เป็นเพียงการอ่านข้อความจากร่างกาย แต่เกี่ยวข้องกับกระบวนการประมวลผลของสมอง อารมณ์ ประสบการณ์เดิม ความคาดหวัง และบริบทที่บุคคลกำลังดำรงอยู่

     ด้วยเหตุนี้ ความเจ็บปวดจึงสามารถทำความเข้าใจผ่านกรอบ biopsychosocial ซึ่งมอง pain ว่าเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ระหว่างชีววิทยา จิตวิทยา และสังคม ตัวอย่างง่าย ๆ คือเด็กคนหนึ่งหกล้ม ความรุนแรงของการร้องไห้อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับบาดแผลเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าใครอยู่ข้าง ๆ เด็ก ผู้ใหญ่ตอบสนองอย่างไร เด็กตีความเหตุการณ์นั้นอย่างไร และสถานการณ์โดยรอบให้ความหมายกับการล้มนั้นแบบใด กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ บริบทไม่ได้เพียงแค่ล้อมรอบความเจ็บปวด แต่สามารถเข้าไปมีส่วนในการก่อรูปประสบการณ์ความเจ็บปวดเองด้วย

      จุดที่น่าสนใจอย่างยิ่งจึงอยู่ที่คำว่า meaning หรือ ความหมายเพราะความเจ็บปวดในฐานะประสบการณ์ของมนุษย์ไม่ได้มีเพียงระดับของความรุนแรง (intensity) แต่ยังมีระดับของการตีความด้วย ความเจ็บปวดแบบเดียวกันอาจมีความหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงสำหรับบุคคลที่แตกต่างกัน นักวิ่งมาราธอนอาจตีความความปวดของกล้ามเนื้อว่าเป็นหลักฐานของความพยายามและความสำเร็จ ในขณะที่ผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังอาจตีความความปวดแบบเดียวกันว่าเป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังเสื่อมลง ความเจ็บปวดจึงไม่ใช่เพียงสิ่งที่รู้สึกแต่เป็นสิ่งที่มนุษย์ ตีความ

    เมื่อความเจ็บปวดดำรงอยู่เป็นเวลานาน ประเด็นเรื่องความหมายยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีของ chronic pain ความเจ็บปวดไม่ได้ดำรงอยู่ในฐานะ อาการ”อีกต่อไป แต่สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิต บุคคลอาจต้องจัดตารางชีวิตใหม่ เปลี่ยนวิธีทำงาน ปรับความสัมพันธ์กับสมาชิกในครอบครัว เปลี่ยนกิจกรรมที่เคยทำ และในบางกรณีต้องต่อรองกับอัตลักษณ์ของตนเองใหม่ทั้งหมด จากเดิมที่คิดว่าตนเองเป็นคนทำงาน เป็นนักกีฬา เป็นพ่อหรือแม่ หรือเป็นบุคคลที่สามารถดูแลตนเองได้ กลับต้องดำรงชีวิตในฐานะผู้ป่วยหรือคนที่มีความเจ็บปวดเรื้อรัง

      ตรงนี้เองที่ความเจ็บปวดเริ่มกลายเป็นคำถามทางสังคมและวัฒนธรรม ไม่ใช่เพียงคำถามทางการแพทย์ เพราะการที่บุคคลหนึ่งจะถูกเชื่อว่า “เจ็บจริง” หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้สึกภายในของเขาเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการที่ผู้อื่นสามารถมองเห็น ตรวจวัด และยอมรับความเจ็บนั้นหรือไม่ ผู้ป่วยที่มีบาดแผลที่มองเห็นได้อาจได้รับการยอมรับง่ายกว่าผู้ป่วยที่บอกว่าปวดแต่ผลการตรวจทางการแพทย์กลับไม่พบความผิดปกติ คำถามจึงเปลี่ยนจากฉันเจ็บหรือไม่ไปสู่คำถามที่ซับซ้อนกว่า คือใครมีสิทธิ์บอกว่าฉันเจ็บและใครมีอำนาจตัดสินว่าความเจ็บของฉันเป็นความจริง

    คำถามนี้เปิดพื้นที่สำคัญสำหรับมานุษยวิทยา เพราะความเจ็บปวดเป็นประสบการณ์ส่วนตัวที่ไม่สามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นสัมผัสได้โดยตรง แพทย์อาจเห็นผลตรวจ ครอบครัวอาจเห็นสีหน้า นักวิจัยอาจเห็นพฤติกรรม แต่ไม่มีใครสามารถเข้าไปสัมผัสความเจ็บของอีกคนได้โดยตรง ความรู้เกี่ยวกับ pain จึงเกิดขึ้นผ่านภาษา การเล่าเรื่อง สีหน้า ท่าทาง เครื่องมือทางการแพทย์ การวินิจฉัย และความสัมพันธ์ทางสังคม

      จากมุมมองนี้ ความเจ็บปวดจึงเป็นทั้ง ประสบการณ์ส่วนบุคคลและปรากฏการณ์ทางสังคม มนุษย์ไม่ได้เพียงรู้สึกเจ็บ แต่เรียนรู้ด้วยว่าควรแสดงความเจ็บอย่างไร ควรอดทนกับความเจ็บมากเพียงใด และความเจ็บประเภทใดสามารถพูดออกมาได้หรือไม่ได้ สังคมบางแห่งอาจยกย่องความอดทนต่อความเจ็บว่าเป็นคุณสมบัติของความเป็นชายหรือความกล้าหาญ ในขณะที่บางบริบทอาจมองว่าการหลีกเลี่ยงความเจ็บเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์

   ตัวอย่างเช่น นักมวยอาจได้รับบาดเจ็บและรู้สึกปวด แต่การแสดงออกว่า ไม่เจ็บหรือการสามารถต่อสู้ต่อไปได้อาจกลายเป็นเครื่องหมายของความเป็นชาย ความอดทน และเกียรติยศ ในทางตรงกันข้าม การสักร่างกายเป็นกรณีที่น่าสนใจอีกแบบหนึ่ง เพราะบุคคลสมัครใจทำให้ตนเองเจ็บ แต่ความเจ็บดังกล่าวกลับไม่ได้ถูกเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเสมอไป หากกลับถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นความทรงจำ อัตลักษณ์ ความงาม หรือเครื่องหมายของการผ่านประสบการณ์บางอย่าง

    ยิ่งไปกว่านั้น ในบริบททางศาสนาและลัทธิพิธี ความเจ็บปวดอาจถูกเปลี่ยนสถานะจากความทุกข์ไปเป็นไม่คุณค่าการเดินบนถ่านไฟ การเจาะร่างกาย การถือศีล หรือการทรมานตนเองในพิธีกรรมบางประเภท ล้วนแสดงให้เห็นว่าความเจ็บไม่ได้มีความหมายตายตัว ความเจ็บสามารถกลายเป็นหนทางไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์ การชำระล้าง การพิสูจน์ศรัทธา หรือการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งเหนือธรรมชาติได้

   ดังนั้น หากนำข้อถกเถียงของ Corns มาสนทนากับมานุษยวิทยา เราอาจเปลี่ยนคำถามจาก Pain คืออะไร ไปสู่คำถามว่า ผู้คนในสังคมต่าง ๆ ทำให้ Pain กลายเป็นอะไร คำถามหลังนี้น่าสนใจในทางมานุษยวิทยามาก เพราะมันไม่ได้มองความเจ็บเป็นสิ่งที่มีความหมายอยู่ในตัวเอง แต่สนใจว่ามนุษย์ สังคม วัฒนธรรม ศาสนา การแพทย์ และสถาบันต่าง ๆ เข้ามาให้ความหมาย จัดระเบียบ และควบคุมประสบการณ์ความเจ็บอย่างไร

    ในแง่นี้ The Routledge Handbook of Philosophy of Pain จึงสามารถทำหน้าที่เป็นสะพานสำคัญระหว่างปรัชญากับมานุษยวิทยา ปรัชญาช่วยตั้งคำถามว่า ความเจ็บปวดคืออะไร ขณะที่มานุษยวิทยาสามารถขยายคำถามต่อว่า ความเจ็บปวดมีความหมายอย่างไรสำหรับผู้คนที่อยู่ในโลกทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกันและเมื่อความเจ็บถูกทำให้มีความหมายแล้ว ความหมายนั้นส่งผลต่อร่างกาย ตัวตน ความสัมพันธ์ อำนาจ การแพทย์ ศาสนา และการดำรงชีวิตอย่างไร

    ท้ายที่สุด ความสำคัญของหนังสือไม่ได้อยู่ที่การเสนอคำตอบสุดท้ายว่าความเจ็บปวดคืออะไร หากอยู่ที่การทำให้เห็นว่า ไม่มีคำอธิบายเพียงระดับเดียวที่สามารถครอบคลุมประสบการณ์ของความเจ็บปวดทั้งหมดได้ ความเจ็บปวดมีทั้งร่างกายและจิตใจ มีทั้งประสบการณ์ส่วนตัวและบริบททางสังคม มีทั้งความรู้สึกและความหมาย มีทั้งสิ่งที่สามารถวัดได้และสิ่งที่ต้องอาศัยการฟังเรื่องเล่าของผู้เจ็บปวด และนี่เองคือจุดที่มานุษยวิทยาสามารถเข้าไปเติมเต็มการศึกษาความเจ็บปวดได้อย่างสำคัญ เพราะคำถามของนักมานุษยวิทยาอาจไม่ใช่เพียงว่าทำไมคนนี้จึงเจ็บ? แต่คือเขาเรียนรู้ที่จะเรียกสิ่งนี้ว่าความเจ็บได้อย่างไร ใครเชื่อเขา ใครไม่เชื่อ เขาอธิบายความเจ็บด้วยภาษาแบบไหน เขาเชื่อมโยงความเจ็บเข้ากับชีวิต ความทรงจำ ศาสนา ร่างกาย และตัวตนของตนเองอย่างไร และในที่สุด เขาดำรงชีวิตอยู่กับความเจ็บนั้นอย่างไร

   จากจุดนี้ ความเจ็บปวดจึงไม่ใช่เพียง medical symptom แต่สามารถเป็น embodied experience, social relation, cultural meaning และ moral experience ในเวลาเดียวกัน ซึ่งเปิดพื้นที่อย่างกว้างขวางสำหรับการศึกษาด้วยชาติพันธุ์วรรณนา โดยเฉพาะในมานุษยวิทยาการแพทย์ มานุษยวิทยาร่างกาย มานุษยวิทยาอารมณ์ และการศึกษาศาสนาและพิธีกรรม …ผมว่ามีเรื่องให้ทำเยอะมากในประเด็นนี้

ความคิดเห็น