ในแต่ละสัปดาห์ที่จะต้องสอนระเบียบวิธีวิจัยสำหรับนักศึกษาป.โท ทำให้ผมคิดที่อยากจะเขียนตำราเรื่องนี้จากสิ่งที่ตัวเองอ่านและงานวิจัยที่ตัวเองทำ รวมทั้งเอาประสบการณ์ที่สะสมมานำเสนอให้คนนอกเข้าใจง่าย ๆ …
คำถามสำคัญคือ หากเป้าหมายของมานุษยวิทยาคือการเข้าใจสังคมจากภายใน (from within) แล้วเราจะมีความชอบธรรมอย่างไรที่จะอธิบายสังคมนั้นด้วยแนวคิดที่ผู้คนในสังคมเองไม่เคยใช้มาก่อน…
แนวทางหนึ่งที่นักมานุษยวิทยามักใช้คือ การแยกระหว่างคำบรรยายกับการวิเคราะห์ ซึ่งการบรรยาย (Description) หมายถึงการบรรยายที่อยู่ใกล้กับวิธีคิดของคนในพื้นที่มากที่สุด (experience-near) หน้าที่สำคัญของนักมานุษยวิทยาคือ แปลแนวคิดของคนในพื้นที่ ถ่ายทอดโลกที่พวกเขาอาศัยอยู่และอธิบายสิ่งต่าง ๆ ด้วยคำพูดของพวกเขาเอง ด้วยเหตุนี้ งานชาติพันธุ์วรรณนาจึงมักใช้คำพูดของผู้ให้ข้อมูลโดยตรงทั้งเรื่องเล่า บทสนทนาและเรื่องราวในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่าโลกนั้นมีความหมายอย่างไรจากมุมมองของคนใน (the native’s point of view)
ส่วนการวิเคราะห์ (Analysis) มีเป้าหมายต่างออกไป
แทนที่จะอธิบายเฉพาะโลกของคนใน นักมานุษยวิทยาพยายามเชื่อมโยงสังคมนั้นเข้ากับสังคมอื่น ๆ ผ่านทฤษฎี จึงจำเป็นต้องใช้แนวคิดเชิงเปรียบเทียบ เช่น
ระบบเครือญาติเป็นแบบใด วิธีจัดการความขัดแย้งเป็นอย่างไร การแบ่งงานระหว่างชายกับหญิงเป็นแบบใดศาสนาและพิธีกรรมมีบทบาทอย่างไรและโครงสร้างอำนาจดำเนินไปอย่างไร แนวคิดเหล่านี้เป็น แนวคิดของนักมานุษยวิทยา (experience-distant) ไม่ใช่แนวคิดของคนในชุมชน
กล่าวโดยสรุปได้ว่าการบรรยาย พยายามใช้โลกของผู้คนเป็นจุดตั้งต้น ส่วนการวิเคราะห์คือการพยายามเชื่อมโลกนั้นเข้ากับองค์ความรู้ทางวิชาการ แต่ทว่าเส้นแบ่งนี้ก็ไม่เคยชัดเจน เพราะแม้ว่าการแยกคำบรรยายออกจากการวิเคราะห์ จะช่วยแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง แต่ เส้นแบ่งนี้ไม่ใช่สิ่งตายตัว แม้แต่การบรรยายเองก็ถูกกำหนดโดย สิ่งที่นักมานุษยวิทยาเลือกจะบันทึก สิ่งที่พวกเขาเลือกจะละเว้น เป็นการตีความของผู้วิจัยและเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ส่วนตัวของผู้วิจัย ดังนั้น นักมานุษยวิทยาไม่มีวันกลายเป็นคนในได้อย่างสมบูรณ์
นอกจากนี้ ต่อให้มีพื้นที่เขียนถึงเป็นร้อยหน้าพันหน้า ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะบันทึกทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมหนึ่งได้ทั้งหมด
นักมานุษยวิทยาจึงต้อง คัดเลือก สิ่งที่เห็นว่าสำคัญและการคัดเลือกนั้นย่อมเป็นกระบวนการตีความอยู่แล้ว
นี่คือการตั้งคำถามต่อเรื่องการเป็นตัวแทน (representation) ของนักมานุษยวิทยา กล่าวคือ
เราจะอธิบายโลกของผู้อื่นโดยไม่บิดเบือนเขาได้หรือไม่เราจะใช้ภาษาและแนวคิดของเราเพื่ออธิบายโลกของคนอื่นได้อย่างไร และเราจะรักษาสมดุลระหว่าง การเข้าใจโลกจากภายใน (emic / experience-near) กับ การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบจากภายนอก (etic / experience-distant) ได้อย่างไร
ประเด็นนี้กลายเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของมานุษยวิทยาร่วมสมัย เพราะชี้ให้เห็นว่า งานชาติพันธุ์วรรณนาไม่ใช่เพียงการแปลภาษา แต่เป็นการแปลโลกทัศน์ (worldview) จากวัฒนธรรมหนึ่งไปสู่อีกวัฒนธรรมหนึ่ง ซึ่งไม่มีวันสมบูรณ์แบบ แต่เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยทั้งความละเอียดอ่อน ความซื่อสัตย์ทางวิชาการและการสะท้อนวิพากษ์ตนเองของผู้วิจัยอยู่เสมอ
แนวคิดหนึ่งที่พูดกันมากในหมู่นักมานุษยวิทยาก็คือ Emic และ Etic หากลองพิจารณาให้ลึกขึ้นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง มุมมองจากภายใน (the view from within) และ มุมมองจากภายนอก (the view from the outside) ในแง่หนึ่ง คำบรรยายทางชาติพันธุ์วรรณนา (ethnographic description) อยู่ใกล้กับโลกที่ผู้ให้ข้อมูลประสบและรับรู้จริงมากกว่าการวิเคราะห์ เพราะการวิเคราะห์มักมีเป้าหมายไปสู่การสร้างข้อสรุปทั่วไปเกี่ยวกับวัฒนธรรมและสังคม
ข้อมูลประสบและรับรู้จริงมากกว่าการวิเคราะห์ เพราะการวิเคราะห์มักมีเป้าหมายไปสู่การสร้างข้อสรุปทั่วไปเกี่ยวกับวัฒนธรรมและสังคม
ดังนั้น ระดับของความเข้าใจที่เป็นชีวิตตามที่สมาชิกของสังคมนั้นรับรู้และอธิบายด้วยตนเอง เรียกว่า ระดับ Emic ส่วนระดับที่เป็น คำอธิบายหรือการวิเคราะห์ของนักวิจัย เรียกว่าระดับ Etic
โดยแนวคิดเรื่อง Emic–Etic ถูกนำเข้าสู่มานุษยวิทยาโดย Marvin Harris (1964, 1979) แต่เดิมได้รับการพัฒนาโดยนักภาษาศาสตร์ Kenneth Pike ซึ่งสร้างคำสองคำนี้ขึ้นจากแนวคิดทางภาษาศาสตร์ ได้แก่ Phonetics คือ การศึกษาลักษณะทางกายภาพของเสียงพูด และ Phonemics คือ การศึกษาความหมายของเสียงภายในระบบภาษาหนึ่ง
Harris นำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้กับมานุษยวิทยา โดยเสนอว่า Emic คือ มุมมองของคนใน (native’s point of view) และ Etic คือ มุมมองเชิงวิเคราะห์ของนักมานุษยวิทยา
แม้ว่านักมานุษยวิทยาจะพยายามนำเสนอโลกตามที่ผู้คนในสังคมรับรู้ แต่ผลลัพธ์ก็ไม่อาจเป็น Emic อย่างสมบูรณ์แท้จริงได้ ด้วยเหตุผลสำคัญสามประการคือ
1. การแปลภาษา โดยทั่วไป นักมานุษยวิทยาต้องแปลจากภาษาหนึ่งไปสู่อีกภาษาหนึ่งแต่การแปลย่อมไม่เหมือนต้นฉบับความหมายบางส่วนย่อมสูญหาย เปลี่ยนแปลง หรือถูกตีความใหม่เสมอ
2. การเปลี่ยนจากภาษาพูดเป็นภาษาเขียน
สิ่งที่ผู้คนพูดในชีวิตประจำวันมีบริบท น้ำเสียง สีหน้า และสถานการณ์ประกอบ เมื่อถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือ ความหมายจำนวนหนึ่งย่อมเปลี่ยนไป
3. นักมานุษยวิทยาไม่อาจกลายเป็นคนในไม่ว่านักวิจัยจะใช้เวลาภาคสนามนานเพียงใด เขาหรือเธอไม่มีวันกลายเป็นสมาชิกของสังคมนั้นอย่างสมบูรณ์ ดังนั้น งานที่เป็น Emic อย่างแท้จริง จึงมีเพียงงานที่เขียนโดยคนในสังคมนั้นเอง ด้วยภาษาของพวกเขาเองเท่านั้น
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Emic และ Etic ที่พบบ่อยคือ Emic เท่ากับผิด หรือ Etic เท่ากับถูก หรือ Emic ถูก แต่ Etic ผิด โดยการตั้งคำถามเช่นนี้ไม่เหมาะสมมากนัก เพราะประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า คนในรู้ถูกหรือผิด หรือ นักวิจัยรู้ถูกหรือผิด แต่เป็นเพราะนักสังคมศาสตร์มีคำถามและความสนใจที่แตกต่างจากคนในพื้นที่ ตัวอย่างเช่น ชาวบ้านอาจสนใจว่าพิธีกรรมนี้ช่วยให้ฝนตกหรือไม่แต่นักมานุษยวิทยาอาจสนใจว่าพิธีกรรมนี้ทำหน้าที่สร้างความสามัคคีในชุมชนอย่างไรทั้งสองคำอธิบายอาจถูกในบริบทของตนเอง เพียงแต่ตอบคำถามคนละแบบ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือสังคมเดียวกันสามารถถูกอธิบายได้หลายวิธี และแต่ละวิธีก็อาจมีความถูกต้องในวัตถุประสงค์ของตนเอง
ดังนั้น หากการวิจัยจะมีความหมาย นักมานุษยวิทยาจะต้องสามารถอธิบายบางสิ่งที่คนในสังคมเองไม่ได้อธิบาย โดยนักมานุษยวิทยาต้องสามารถเชื่อมโยงความจริงเฉพาะของพื้นที่หนึ่งเข้ากับกรอบแนวคิดเชิงเปรียบเทียบทางมานุษยวิทยา เพื่อให้สังคมหนึ่งสามารถช่วยอธิบายสังคมอื่น ๆ และทำให้องค์ความรู้เกี่ยวกับความหลากหลายของมนุษย์เพิ่มพูนขึ้น…
Harris, M. (1964). The Nature of Cultural Things. New York: Random House.
Harris, M. (1976). “History and Significance of the Emic/Etic Distinction.” Annual Review of Anthropology, 5, 329–350.
Harris, M. (1979). Cultural Materialism: The Struggle for a Science of Culture. New York: Random House.
Pike, K. L. (1954). Language in Relation to a Unified Theory of the Structure of Human Behavior.

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น