บทความชื่อ A Last Interview with French Philosopher Michel Foucault โดย Jamin Raskin โดย นัฐวุฒิ สิงห์กุล
บทความชื่อ A Last Interview with French Philosopher Michel Foucault โดย Jamin Raskin ตีพิมพ์ใน City Paper ฉบับวันที่ 27 กรกฎาคม–2 สิงหาคม 1984 เป็นบทความที่มีทั้ง การไว้อาลัย/แนะนำความคิดของ Foucault และบทสนทนาครั้งสุดท้ายช่วงปลายชีวิต โดยบทสัมภาษณ์เกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 1984 ก่อน Foucault เสียชีวิตในเดือนมิถุนายน 1984
โดยชื่อ A Last Interview อาจทำให้เข้าใจว่าเป็นบทสัมภาษณ์สุดท้ายของ Foucault จริง ๆ แต่แหล่งข้อมูลด้านบรรณานุกรมชี้ว่า ไม่ใช่บทสัมภาษณ์สุดท้ายที่ Foucault ให้ทั้งหมด เพียงเป็นหนึ่งในบทสัมภาษณ์ช่วงท้ายที่สุด และ Raskin ระบุว่าเป็นการสนทนา 10 นาทีที่เขาสร้างขึ้นจากบันทึก เพราะ Foucault ไม่ต้องการให้บันทึกเสียงของเขา
ช่วงต้นของบทความไม่ได้เป็นบทสัมภาษณ์ แต่เป็นการเขียนถึง Foucault หลังการเสียชีวิต Raskin เสนอว่า Foucault เป็นนักคิดที่พยายามเปิดเผยว่า สิ่งที่เรามักคิดว่าเป็นธรรมชาติ หรือ ความจริงที่มีอยู่แล้วแท้จริงแล้วจำนวนมากเป็นผลจากกระบวนการทางประวัติศาสตร์และสังคม ตัวอย่างที่บทความยกมาได้แก่สุขภาพกับความเจ็บป่วย ความปกติกับความผิดปกติความบริสุทธิ์ทางเพศกับความสำส่อน ความรู้ อำนาจความบ้า การแพทย์และวิทยาศาสตร์ ใจความสำคัญคือสิ่งที่ดูเหมือนเป็นความจริงตามธรรมชาติ อาจเป็นสิ่งที่สังคมสร้างขึ้นผ่านประวัติศาสตร์ นี่ถือเป็นแกนสำคัญมากของ Foucault ตัวอย่างเช่น เราไม่ได้เพียงถามว่าคนบ้าคือใคร แต่ถามว่าในแต่ละยุค ใครเป็นคนกำหนดว่าใครคือคนบ้า และกำหนดด้วยวิธีใด
Raskin เชื่อมเรื่องนี้กับงานของฟูโก เรื่อง Madness and Civilization, The Birth of the Clinic, The Order of Things, The Archaeology of Knowledge และ The History of Sexuality โดยประเด็นที่น่าสนใจมากคือความรู้กับอำนาจ บทความอธิบายถึงความคิดของ Foucault ผ่านประโยคสำคัญว่า power and knowledge directly imply one another หรืออำนาจและความรู้สัมพันธ์กันอย่างแยกออกจากกันไม่ได้ ดังนั้นความรู้ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์ค้นพบแล้วนำมาใช้ แต่คือระบบความรู้เองก็สร้างรูปแบบของอำนาจขึ้นมา ตัวอย่างเช่นเรื่องของการแพทย์ เมื่อเราสร้างความรู้ว่า อะไรคือโรค อะไรคือสุขภาพ ร่างกายที่ดีควรเป็นอย่างไรและพฤติกรรมใดผิดปกติ ความรู้นั้นก็ทำให้เกิดโรงพยาบาล แพทย์ การตรวจโรค การวินิจฉัยโรค การจัดประเภทของโรค การรักษา และการควบคุมร่างกาย ดังนั้นความรู้นำไปสู่อำนาจ แต่ขณะเดียวกันอำนาจก็นำไปสู่ความรู้ด้วย เพราะสถาบันที่มีอำนาจก็สามารถกำหนดว่า ความรู้อะไรมีค่า ใครมีสิทธิพูด และอะไรนับว่าเป็นความจริง นี่คือสิ่งที่ Foucault สนใจมากมากที่สุด
คำว่า Discipline ไม่ได้หมายถึงแค่การลงโทษในบทความอธิบายความคิดของ Foucault ว่า discipline หรือวินัยไม่ได้หมายถึงเพียงการบังคับหรือการลงโทษแต่ระบบความรู้ต่าง ๆ สามารถทำหน้าที่ ฝึก สร้าง และกำกับมนุษย์ เช่น โรงเรียนไม่ได้เพียงให้ความรู้แต่ยังสร้างว่า นักเรียนที่ดีคือใคร การนั่งที่ถูกต้องคืออะไร เวลาเรียนควรเป็นอย่างไร ใครเก่ง ใครอ่อนและใครผ่าน ใครตก เช่นเดียวกับโรงพยาบาลก็ไม่ได้เพียงรักษาแต่สร้างระบบว่า ใครป่วย ใครสุขภาพดี ร่างกายแบบไหนผิดปกติและพฤติกรรมแบบไหนต้องได้รับการแก้ไข ดังนั้น สถาบันความรู้จึงเป็นสถาบันที่จัดระเบียบมนุษย์ไปพร้อมกัน
จากการรื้อไปสู่การสร้าง ตรงนี้ผมคิดว่าสำคัญมากสำหรับการอ่านงานและวิธีคิดของ Foucault ในช่วงปลายชีวิต โดย Raskin เสนอว่า Foucault ในช่วงแรกทำงานในลักษณะการถอดรื้อ( deconstruction ) ไปสู่ การรื้อสร้างใหม่ (reconstruction) คือรื้อสิ่งที่เราเคยคิดว่าเป็นธรรมชาติ เพื่อเปิดให้เห็นว่ามันถูกสร้างขึ้นมาอย่างไรแต่หลังจากนั้นคำถามเริ่มเปลี่ยนเป็นเมื่อเรารื้อกรอบเดิมออกแล้ว เราจะสร้างอะไรขึ้นมาแทน สิ่งนี้สัมพันธ์กับความคิดและงานของ Foucault ช่วงท้ายอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่อง ethics, care of the self, aesthetics of existence,freedom, subjectivity‘, mastery of self และ การสร้างรูปแบบชีวิต
สำหรับส่วนที่เป็น บทสัมภาษณ์จริง หลังจาก Raskin เล่าภูมิหลังแล้ว เขาเล่าว่าเขาไปพบ Foucault ที่สำนักงานเล็ก ๆ ของ Foucault ที่ Collège de France หลังจาก Foucault เพิ่งบรรยายเรื่องปรัชญากรีกเสร็จการสนทนาใช้เวลาประมาณ 10 นาที และ Raskin บอกว่าเขาเรียบเรียงงานเขียนนี้จากบันทึก เพราะ Foucault ไม่ต้องการให้บันทึกเสียง ประเด็นคำถามสำคัญมีเรื่องมุมมองของ Foucault กับ การเมือง โดย Raskin ถามเรื่อง Mitterrand และรัฐบาลสังคมนิยมฝรั่งเศส คำตอบของ Foucault น่าสนใจมาก เขาบอกว่า นักปรัชญาควรรักษาระยะห่างเชิงวิพากษ์จากนักการเมือง เพราะประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า เมื่อปัญญาชนเข้าไปทำหน้าที่รับใช้ฝ่ายการเมืองมากเกินไป อาจเกิดการคอร์รัปชันทางปัญญาได้ แต่ Foucault ไม่ได้บอกว่าปัญญาชนต้องไม่ยุ่งกับการเมือง ตรงกันข้ามเขาบอกว่า การเมืองไม่ได้มีแค่การเลือกตั้งหรือรัฐสภา นักปรัชญาสามารถมีอิทธิพลผ่านการช่วยให้นักศึกษา คนงาน และผู้คนทั่วไป ค้นหาความหมายของชีวิตประจำวัน สิ่งนี้ผมว่าน่าสนใจมาก เพราะทำให้การเมืองเคลื่อนออกจากรัฐ ไปสู่ชีวิตประจำวันมากขึ้น
ในเรื่อง Politics is everywhere หรือการเมืองอยู่ทุกหนแห่ง ผู้สัมภาษณ์ถามประมาณว่าถ้าการเมืองมีอยู่ทุกแห่ง แล้วทำไม Foucault จึงพูดเหมือนกับว่าไม่อยากยุ่งกับการเมือง? โดย Foucault ตอบในทำนองว่า นักปรัชญาไม่จำเป็นต้องเข้าไปอยู่ในรัฐสภา หรือปรากฏตัวในหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวันจึงจะมีอิทธิพลเพราะสิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนมุมมองหรือที่บทสัมภาษณ์ใช้ว่า “I want to turn the gaze of the time. Change the perspective.” นี่คือความคิดของ Foucault ที่สำคัญมาก เพราะการวิพากษ์ไม่ได้หมายถึงการให้คำตอบใหม่ทันทีแต่อาจหมายถึงทำให้เราเห็นสิ่งเดิมด้วยสายตาแบบใหม่
ในเรื่องเพศ คำว่า Sex ไม่ได้หมายถึงแค่กิจกรรมทางเพศ ช่วงนี้น่าสนใจมาก Raskin ถาม Foucault ว่า เขาเขียนเรื่อง sexuality ตั้งหลายร้อยหน้า แต่กลับวิจารณ์ความสนใจเรื่อง sex ของอเมริกัน โดย Foucault แยกสองสิ่งออกจากกัน Sex แบบที่ตลาดสื่อขายคือการทำให้เพศกลายเป็น สินค้า ความตื่นเต้น ภาพและเรื่องขายได้ กับ Sexuality ในฐานะประสบการณ์ของมนุษย์ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ความรู้สึ ก ร่างกาย ความรัก ความปรารถนา ความสัมพันธ์ ความงาม จริยธรรมและวิธีการดำรงชีวิต ดังนั้น Foucault ไม่ได้สนใจเพียงว่า คนมีเพศสัมพันธ์อย่างไร?แต่สนใจว่าสังคมทำให้เราคิดเรื่องเพศอย่างไรและเราถูกสร้างให้กลายเป็น subject ทางเพศแบบใด โดยประโยคที่แรงแต่สำคัญมากคือ Sex is boring today. ที่ Foucault ตอบว่าเพศในปัจจุบันน่าเบื่อแต่ไม่ได้หมายความว่าเขาคิดว่าเซ็กซ์ไม่ดี เขากำลังวิจารณ์ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับความปรารถนาถูกทำให้แคบลง เขายกตัวอย่างกรีกโบราณว่า ความสามารถในการไม่ตอบสนองต่อความปรารถนา ก็อาจถือเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่ง เช่น เห็นคนที่งดงามและสามารถไม่แตะต้องเขาได้ สำหรับ Foucault นี่เป็นตัวอย่างของ aesthetic of existence คือ เราสามารถสร้างศิลปะแห่งการดำรงชีวิตจากวิธีที่เราจัดการกับความปรารถนาของตัวเองได้
ประเด็นสุดท้ายคืออย่าหมกมุ่นกับอนาคต ช่วงท้ายของบทสัมภาษณ์ผมคิดว่าน่าสนใจที่สุด Raskin ถามเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการปฏิวัติ โดย Foucault ตอบประมาณว่า คนหนุ่มสาวจำนวนมากหมกมุ่นกับการเปลี่ยนแปลง(change) การปฏิวัติ (revolution) อุดมการณ์ทางการเมือง (political ideology) และอนาคต ( future) จนบางครั้งมองไม่เห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน Foucault พูดว่า Study history, not the future คือ จงศึกษาประวัติศาสตร์ไม่ใช่อนาคต แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องสนใจอนาคต เขาบอกว่าการศึกษาประวัติศาสตร์เพื่อเตรียมตัวสำหรับอนาคตและควรอ่านประวัติศาสตร์เข้าไปใน วัตถุ เหตุการณ์และข่าวสารของปัจจุบันที่อดีตกับปัจจุบันจึงมาบรรจบกัน
Raskin ถามคำถามสุดท้ายที่ลึกมากว่า นักคิดแบบ structuralist สามารถเดินทางจากการตีความและถอดรหัสโลกไปสู่การ สร้างโลกขึ้นใหม่ ได้หรือไม่ Foucault ตอบว่า ค้นหาสิ่งที่ดี แข็งแรง และงดงามในสังคมของคุณ แล้วสร้างต่อจากตรงนั้นและมีประโยคสุดท้ายที่สำคัญมากว่า Always create from what you already have, Then you will know what to do แปลได้ว่าจงสร้างขึ้นจากสิ่งที่คุณมีอยู่แล้วเสมอ จากนั้นคุณจะรู้เองว่าควรทำอะไร
สิ่งที่เป็นข้อสรุปที่น่าสนใจ คือ ความรู้ไม่ได้เป็นกลาง แต่สัมพันธ์กับการสร้างอำนาจ (power /knowledge ) สิ่งที่เราคิดว่าธรรมชาติต้องย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ว่ามันถูกสร้างขึ้นอย่างไร( History / Genealogy) การเมืองไม่ได้อยู่เฉพาะในรัฐ รัฐบาล หรือการเลือกตั้ง แต่อยู่ในชีวิตประจำวัน (Politics of everyday life) คำถามไม่ใช่แค่คนทำอะไรทางเพศแต่คือ สังคมสร้างคนให้รู้จักและเข้าใจตัวเองในฐานะ sexual subject อย่างไร ( Sexuality / Subjectivity) หลังจากเรารื้อกรอบที่กดทับมนุษย์แล้ว คำถามต่อไปคือเราจะสร้างชีวิตแบบไหนขึ้นมา (Ethics / Aesthetics of existence)
นี่คือสิ่งที่ทำให้บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้น่าสนใจมาก เพราะมันเหมือนเป็นสะพานจาก Foucault ยุคแรกที่วิพากษ์อำนาจและการสร้างความจริง ไปสู่ Foucault ยุคท้ายที่ถามว่าเราจะสร้างตัวเราเองและสร้างรูปแบบชีวิตใหม่ได้อย่างไร

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น