หนังสือเรื่อง How Shakespeare Cleaned His Teeth and Cromwell Treated His Warts: Secrets of the 17th Century Medicine Cabinet ของ Katherine Knight โดย นัฐวุฒิ สิงห์กุล

 

 มางานคณะ…ไม่ลืมที่จะอ่านงานและคิดงานไปด้วย  ผมเลยหยิบหนังสือเล่มหนึ่งมาอ่านระหว่างการเดินทาง ทั้งไปและกลับ และระหว่างรองานจะเริ่ม ผมต้องการไอเดียสำหรับเขียนงาน 

     






  หนังสือเรื่อง  How Shakespeare Cleaned His Teeth and Cromwell Treated His Warts: Secrets of the 17th Century Medicine Cabinet ของ Katherine Knight  เล่มนี้น่าสนใจมากครับ โดยเฉพาะถ้ามองจากสาย มานุษยวิทยาการแพทย์ (Medical Anthropology), ประวัติศาสตร์การแพทย์ และมานุษยวิทยาร่างกาย เพราะจริง ๆ แล้วหนังสือไม่ได้สนใจเพียงว่าคนศตวรรษที่ 17 รักษาโรคอย่างไร แต่เปิดให้เราเห็นว่า คนในยุคนั้นเข้าใจร่างกาย ความเจ็บป่วย ความสะอาด ความงาม และการดูแลตนเองอย่างไร หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์โดย Tempus ในปี 2006 และมีฉบับ paperback ในปี 2007 ชื่อหนังสือแปลตรง ๆ ได้ประมาณว่า เชกสเปียร์ทำความสะอาดฟันอย่างไร และครอมเวลล์รักษาหูดอย่างไร ความลับจากตู้ยาของศตวรรษที่ 17

    หนังสือเล่มนี้ถือเป็นหนังสือแนว popular historyหรือ history of medicine ที่พาเข้าไปดูโลกการแพทย์และการดูแลร่างกายในอังกฤษยุค Stuart (ประวัติศาสตร์อังกฤษที่ราชวงศ์ Stuart ขึ้นครองราชย์ เดิมเป็นราชวงศ์ของสกอตแลนด์ และขึ้นครองราชย์ในอังกฤษเมื่อ James VI แห่งสกอตแลนด์ สถาปนาขึ้นเป็น James I แห่งอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1603 หลังการสิ้นพระชนม์ของ Elizabeth I โดยทั่วไปนับตั้งแต่ ค.ศ. 1603–1714 ) ผ่านเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ฟัน หูด ปวดศีรษะ นิ่ว อาหาร สมุนไพร เครื่องสำอาง สบู่ น้ำมัน และยาสามัญประจำบ้าน 

    จุดที่ผมคิดว่าน่าสนใจสำหรับนักมานุษยวิทยาสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือสิ่งที่เรียกว่า Medicine Cabinet ดังนั้น ตู้ยาในบ้านไม่ใช่เพียงสถานที่เก็บยา แต่เป็นเหมือน พื้นที่ที่ความรู้เรื่องร่างกายถูกเก็บ สะสม และถ่ายทอดในโลกก่อนการแพทย์สมัยใหม่ คนไม่ได้แยกชัดเจนว่า ยา  อาหาร  สมุนไพร  เครื่องสำอาง สุขอนามัย เวทมนตร์และความเชื่อ เป็นคนละโลกกันแบบที่เรามักคิดในปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้ซ้อนทับกันอยู่ เช่น การดูแลร่างกายอาจเกี่ยวข้องกับทั้งสมุนไพร อาหาร น้ำมัน สบู่ ยาสามัญประจำบ้าน ความเชื่อเกี่ยวกับร่างกาย ความเชื่อเรื่องธรรมชาติ ความเชื่อเรื่องโรคความรู้จากตำราและ ความรู้จากครอบครัว

หนังสือเล่มนี้จึงช่วยให้เราเห็น ความรู้ในทางการแพทย์ (medical knowledge ) ในชีวิตประจำวัน มากกว่าเพียงประวัติของหมอหรือโรงพยาบาล

     ตัวอย่างหนึ่งที่สำคัญคือแนวคิดเรื่อง Four Humours คนในยุโรปยุคนั้นอธิบายสุขภาพผ่านสมดุลของของเหลวสำคัญในร่างกาย เช่น blood, phlegm, yellow bile และ black bile และเชื่อมโยงมันกับอารมณ์ บุคลิก และสุขภาพ ซึ่งทำให้เราเห็นว่าโรคไม่ใช่สิ่งที่มีความหมายเหมือนกันทุกยุค ดังนั้นคำถามจึงไม่ใช่เพียงโรคนี้เกิดจากอะไร แต่เป็นคนในยุคนั้นรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายคือโรค

     เรื่องความสะอาดก็น่าสนใจมาก ชื่อหนังสือเริ่มต้นด้วย ฟัน เพราะการทำความสะอาดฟันในศตวรรษที่ 17 ไม่ได้อยู่ในโลกเดียวกับแนวคิดเรื่อง oral hygiene แบบปัจจุบัน สิ่งที่เรามองว่าเป็นสุขอนามัยในแต่ละสังคมมีประวัติศาสตร์ของมัน ดังนั้นเราสามารถตั้งคำถามว่าเมื่อไรที่ร่างกายสะอาดจึงกลายเป็นร่างกายที่ดีและใครเป็นคนกำหนดว่าสะอาดคืออะไร ที่สามารถต่อยอดไปถึงเรื่อง สุขอนามัยความสวยงาม ศีลธรรม ชนชั้น เพศสภาวะ และการเคารพนับถือได้ทั้งหมด

    การแพทย์ไม่ได้อยู่ในมือหมอเท่านั้นอีกประเด็นที่น่าสนใจมากคือหนังสือพูดถึง household remedies และ DIY medicine หรือการรักษาที่เกิดขึ้นภายในบ้าน นี่ทำให้เราตั้งคำถามแบบมานุษยวิทยาได้ว่า ใครเป็นผู้ผลิตความรู้ทางการแพทย์ไม่ใช่แค่หมอ ( Doctor)  ไปสู่คนไข้( Patient) แต่เป็นเครือข่ายจากแม่ ไปสู่  ลูก ไปสู่ยาย ไปสู่ เพื่อนบ้าน ไปสู่คนขายสมุนไพร ไปสู่ตำรา ไปสู่ หมอ ไปสู่ศาสนา ไปสู่ประสบการณ์ส่วนตัว ดังนั้น medical knowledge จึงเป็นความรู้ที่หมุนเวียนอยู่ในสังคม

     หนังสือมีหัวข้อต่างๆ เช่น บริบทชีวิตและความยากลำบากในศตวรรษที่ 17 ที่เชื่อมโยงกับความเสี่ยงรอบตัว เนื่องจากในยุคนั้นเต็มไปด้วยโรคร้าย กาฬโรค อาหารขาดแคลน และสงครามกลางเมือง เด็กทารกมากถึง 160 คนจาก 1,000 คนเสียชีวิตก่อนอายุครบ 1 ขวบ ที่สัมพันธ์กับการศึกษาของผู้หญิง เพราะผู้หญิงไม่มีสิทธิ์เรียนมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่ถูกสอนเพียงงานบ้าน แต่ผู้หญิงชั้นสูงหรือชนชั้นกลางที่พออ่านออกเขียนได้ จะเป็นผู้รับหน้าที่ดูแลสุขภาพของทุกคนในบ้าน เกิดสิ่งที่เรียกว่าการแพทย์ในบ้าน (Medicine in the Home) ที่ทำให้เห็นการปะทะกันของหมอบ้าน กับหมออาชีพ โดยแพทย์ที่มีใบอนุญาตมีราคาแพงมาก คนทั่วไปจึงต้องรักษาตัวเอง แม่บ้านจึงต้องมีความรู้เรื่องการปรุงยาเพื่อป้องกันและรักษาโรค

     ภาพสะท้อนชีวิตแม่บ้านยุคสจวร์ต (Stuart Era) หลังเสร็จงานบ้านอันเหน็ดเหนื่อย ทั้งงานเลี้ยงเด็ก ครัว โรงนม และสวน แม่บ้านจะมานั่งจดบันทึกสูตรยาใหม่ๆ ที่ได้รับจากญาติมิตรซึ่งเธอไม่ได้ดูแลแค่คนในครอบครัว แต่ยังต้องปรุงยาและขี้ผึ้งเพื่อรักษาคนรับใช้และเพื่อนบ้านที่เจ็บป่วย โดยพึ่งพาการใช้สมุนไพรจากสวนหลังบ้านและความรู้ที่ได้รับสืบทอดมา

   ภายใต้สถานะที่ถูกกดขี่ แม้แม่บ้านจะเป็นผู้รักษาหลัก แต่สถาบันแพทย์ยุคนั้น (ซึ่งเป็นผู้ชาย) มองว่าสติปัญญาของผู้หญิงด้อยกว่า และมองว่าศาสตร์การแพทย์ที่แท้จริงเป็นเรื่องของวิชาการในมหาวิทยาลัยเท่านั้น

     ความสัมพันธ์ระหว่างครัวกับห้องยา การปรุงอาหารและการทำยามีความเกี่ยวข้องกันใกล้ชิด อาหารที่ดีถูกมองว่าเป็นยาและเริ่มมีการใช้ห้องกลั่นเพื่อสกัดน้ำสมุนไพร เครื่องสำอาง และยาน้ำบำรุงร่างกาย 

      สมุดบันทึกประจำบ้าน (Household Books) และแหล่งที่มาของสูตรยา สมุดบันทึกส่งต่อรุ่นสู่รุ่นแต่ละบ้านจะบันทึกสูตรอาหารและสูตรยารวมกันโดยไม่ได้จัดหมวดหมู่ (เช่น จดสูตรยารักษานิ่วไว้ข้างสูตรต้มลิ้นวัว) สมุดเหล่านี้มักถูกส่งต่อจากแม่สู่ลูกสาว หรือตกทอดในตระกูล ที่มาของตำรับยานั้นมาจากหลากหลาย อาทิ ภูมิปัญญาโบราณคัดลอกสืบทอดมาจากยุคกรีก-โรมัน (เช่น ยาจากส่วนผสมสัตว์หรือสมุนไพร ประสบการณ์จริง และยาพื้นบ้าน เช่น การใช้หัวหอมบดประคบแผลไฟไหม้ หรือการใช้น้ำต้มสมุนไพรผสมปัสสาวะและมูลม้าอาบแก้เกาต์เป็นต้น  การแลกเปลี่ยนในสังคมจาก เพื่อนฝูง ชนชั้นสูง และหมอ มักนำสูตรยามาแบ่งปันและคัดลอกกัน เหมือนการแลกสูตรทำอาหารในปัจจุบัน จนมาถึงตำราพิมพ์ ที่มีหนังสือที่เขียนโดยผู้ชายหรือเภสัชกร (เช่น Culpeper) ที่แปลตำรายาเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้คนธรรมดารักษาตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งหมอ

   ผมว่าถ้าเรามองลงไปยังสิ่งที่เล็กที่สุด  เราจะเห็นจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุด …ในชีวิตก็เล่นกันจงภูมิใจกับตัวเอง ให้คุณค่ากับตัวเอง  แม้สิ่งที่เล็กที่สุด ธรรมดาที่สุด …

ความคิดเห็น