Franz Boas : ผู้เปลี่ยนทิศทางของมานุษยวิทยา โดย นัฐวุฒิ สิงห์กุล




 Franz Boas : ผู้เปลี่ยนทิศทางของมานุษยวิทยา

      Franz Boas (1858–1942) เป็นนักมานุษยวิทยาชาวเยอรมันที่อพยพไปยังสหรัฐอเมริกา เขาเคยศึกษามานุษยวิทยากับ Adolf Bastian ที่มหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก และในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1890 ได้ลงภาคสนามศึกษาชาว อินูอิต (Inuit) และชาว ควากิอูเทิล (Kwakiutl) บริเวณชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกา


       ตลอดเวลากว่า 40 ปี ในฐานะอาจารย์และผู้นำทางวิชาการ Boas ได้สร้างรากฐานสำคัญให้กับ มานุษยวิทยาแบบอเมริกัน โดยสนับสนุนสิ่งที่เรียกว่า แนวทางสี่สาขา (Four-field Approach) ซึ่งยังคงเป็นลักษณะเฉพาะของมานุษยวิทยาในสหรัฐอเมริกาจนถึงปัจจุบัน ประกอบด้วย 1. มานุษยวิทยาสังคมและวัฒนธรรม (Cultural and Social Anthropology) 2. มานุษยวิทยากายภาพหรือชีวภาพ (Physical Anthropology) 3.โบราณคดี (Archaeology) 4. ภาษาศาสตร์ (Linguistics)

     แนวทางดังกล่าวสะท้อนความเชื่อว่า การทำความเข้าใจมนุษย์จำเป็นต้องอาศัยมุมมองจากหลายสาขาควบคู่กัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ Boas ได้รับการยกย่องมากที่สุด ไม่ใช่เพียงการจัดระบบสาขาวิชา แต่คือ แนวคิดทางทฤษฎี ที่พลิกโฉมมานุษยวิทยาทั้งหมด

     แนวคิดสัมพัทธภาพทางวัฒนธรรม เปิดพื้นที่ของการเข้าใจวัฒนธรรมจากภายใน แม้ว่าแนวคิดเรื่อง สัมพัทธภาพทางวัฒนธรรม (Cultural Relativism) จะมีรากฐานมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 แต่ Boas คือผู้ที่ทำให้แนวคิดนี้กลายเป็น หลักการพื้นฐานของการวิจัยทางมานุษยวิทยา

      Boas คัดค้านทฤษฎีวิวัฒนาการแบบครอบจักรวาลของ Edward Tylor, Lewis Henry Morgan และนักคิดร่วมสมัย ซึ่งเชื่อว่าสังคมทุกแห่งพัฒนาไปตามลำดับขั้นเดียวกัน และใช้สังคมยุโรปเป็นมาตรฐานของความเจริญ ทั้งนี้ Boas เสนอว่า แต่ละวัฒนธรรมต้องได้รับการทำความเข้าใจจากเงื่อนไขและบริบทของตนเอง

     การนำมาตรฐานของตะวันตกไปตัดสินวัฒนธรรมอื่น หรือจัดอันดับว่าสังคมใดเจริญกว่าหรือล้าหลังกว่า”ไม่เพียงเป็นการมองโลกแบบชาติพันธุ์นิยม (ethnocentrism) เท่านั้น แต่ยัง ไม่ถูกต้องในทางวิทยาศาสตร์ อีกด้วย

     แนวคิด ประวัติศาสตร์เฉพาะของแต่ละวัฒนธรรม (Historical Particularism) ซึ่ง  Boas พัฒนาแนวคิดที่เรียกว่า Historical Particularism หรือลัทธิประวัติศาสตร์เฉพาะกรณี แนวคิดนี้เสนอว่า ทุกสังคมมีประวัติศาสตร์เฉพาะของตนเอง แต่ละวัฒนธรรมเกิดขึ้นจากกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน จึงไม่สามารถอธิบายได้ด้วยแบบจำลองวิวัฒนาการสากลเพียงแบบเดียว

      กล่าวอีกนัยหนึ่ง Boas ปฏิเสธความคิดที่ว่าสังคมทุกแห่งกำลังเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกัน เพียงแต่บางแห่งก้าวช้ากว่าที่อื่น สำหรับเขา วัฒนธรรมแต่ละแห่งมีเส้นทางการพัฒนาของตนเอง ซึ่งต้องศึกษาในบริบททางประวัติศาสตร์อย่างละเอียด

   การต่อต้านลัทธิเหยียดเชื้อชาติ จากจุดยืนดังกล่าว Boas ยังเป็นหนึ่งในนักวิชาการคนแรก ๆ ที่ โต้แย้งทฤษฎีเหยียดเชื้อชาติที่อ้างวิทยาศาสตร์ (Scientific Racism)

      ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 นักชีววิทยาจำนวนมากเชื่อว่า ความแตกต่างระหว่างเชื้อชาติเป็นผลจากความเหนือกว่าทางชีววิทยา Boas คัดค้านแนวคิดนี้อย่างหนัก โดยยืนยันว่า ความแตกต่างของมนุษย์ส่วนใหญ่เป็นผลจาก วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และสภาพแวดล้อม มากกว่าจะเป็นผลจากพันธุกรรม

    เขาเรียกร้องให้มานุษยวิทยาอาศัย การเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างละเอียด แทนการเหมารวมจากอคติทางเชื้อชาติ นี่สะท้อนให้เห็นแนวคิดมานุษยวิทยากับการปกป้องชนพื้นเมือง

       Boas ตระหนักว่า การขยายตัวของรัฐสมัยใหม่และลัทธิล่าอาณานิคมกำลังทำให้วัฒนธรรมของชนพื้นเมืองจำนวนมากสูญหายทด้วยเหตุนี้ เขาจึงมองว่า นักมานุษยวิทยาไม่ได้มีหน้าที่เพียงบันทึกข้อมูลเท่านั้น แต่ควรมีบทบาทในการ ปกป้องและสนับสนุนชนพื้นเมืองที่กำลังถูกคุกคาม

    ในหนังสือ The Mind of Primitive Man (1911) เขาเสนออย่างชัดเจนว่า มานุษยวิทยาควรมี ความรับผิดชอบทางการเมืองและสังคม ต่อผู้คนที่กำลังสูญเสียวิถีชีวิตของตน แนวคิดนี้กลายเป็นรากฐานของ มานุษยวิทยาสาธารณะ (Public Anthropology) และ มานุษยวิทยาเชิงวิพากษ์ (Critical Anthropology) ในเวลาต่อมา

    ลูกศิษย์ของ Boas มีอิทธิพลต่อการขยายแนวคิดเรื่องวัฒนธรรมต่อ แม้ Boas จะมีอิทธิพลอย่างมาก แต่เขาไม่เคยเขียนตำราทฤษฎีที่เป็นระบบ อย่างไรก็ตาม ลูกศิษย์ของเขาหลายคนได้นำแนวคิดของเขาไปพัฒนาต่อ เช่น Ruth Benedict , Alfred Kroeber และ Robert Lowie และอีกหลายคน แต่ผู้ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Margaret Mead

   Mead ลงภาคสนามในหมู่เกาะแปซิฟิกและเขียนหนังสือที่ได้รับความนิยมอย่างมาก แม้ว่าจะถูกวิจารณ์ภายหลังว่าข้อมูลภาคสนามบางส่วนไม่ละเอียดเพียงพอแต่อย่างไรก็ตาม ผลงานของเธอมีคุณูปการสำคัญ เพราะใช้ข้อมูลจากสังคมนอกตะวันตกมาตั้งคำถามต่อสังคมอเมริกัน เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างเพศการอบรมเลี้ยงดูเด็ก การเมือง เพศสภาพและวัยรุ่น

   ผลงานของ Mead จึงแสดงให้เห็นว่า มานุษยวิทยาไม่ได้ศึกษาผู้อื่นเพื่อความแปลกใหม่ แต่เพื่อย้อนกลับมาตั้งคำถามต่อสังคมของเราเอง

     อีกคนที่น่าสนใจคือ  Edward Sapir และสมมติฐานที่เรียกว่า  Sapir–Whorf  ซึ่ง Sapir เป็นผู้ร่วมงานคนสำคัญของ Boas ที่ทำงานร่วมกับลูกศิษย์ของ Boas คือ Benjamin Lee Whorf เขาเสนอสมมติฐานที่เรียกว่า Sapir–Whorf โดยแนวคิดนี้เสนอว่า ภาษาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสื่อสาร แต่มีอิทธิพลต่อวิธีคิดและการรับรู้โลกของมนุษย์ ดังนั้น ผู้พูดภาษาที่แตกต่างกันจึงอาจมองและเข้าใจโลกแตกต่างกันด้วย ตัวอย่างเช่น ชาว Hopi อาจรับรู้เวลา ธรรมชาติและโลกแตกต่างจากชาวตะวันตก เพราะโครงสร้างภาษาของพวกเขาแตกต่างกัน

      แม้สมมติฐานนี้จะได้รับการถกเถียงอย่างต่อเนื่องแต่ก็มีอิทธิพลอย่างมากต่อมานุษยวิทยา ภาษาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์การรู้คิด (Cognitive Science) แต่อย่างน้อยก็เป็นการลดบทบาทของวิวัฒนาการนิยม อิทธิพลของ Boas ทำให้แนวคิด วิวัฒนาการนิยมของ Morgan และผู้สืบทอดถูกลดบทบาทลงอย่างมากในมานุษยวิทยาอเมริกันช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20

    อย่างไรก็ตาม หลังสงครามโลกครั้งที่สอง แนวคิดด้านวัตถุนิยมของ Morgan ได้กลับมามีความสำคัญอีกครั้งในรูปของแนวคิดนิเวศวิทยาวัฒนธรรม (Cultural Ecology) และนีโอวิวัฒนาการนิยม (Neo-evolutionism) ในเวลาต่อมาก็ได้รับการนำไปใช้โดยนักมานุษยวิทยาแนวมาร์กซิสต์ แต่ถือได้ว่าในช่วงเวลาที่ Boas ถือว่าเขามีอิทธิพลสูงสุด แนวคิดวิวัฒนาการแบบเส้นตรงและการนำทฤษฎีของ Darwin มาอธิบายวัฒนธรรมโดยตรง ถูกผลักออกจากศูนย์กลางการศึกษาของนักมานุษยวิทยา

ความคิดเห็น