แม้ว่านักมานุษยวิทยาจะใช้เทคนิคการเก็บข้อมูลหลายรูปแบบ แต่หลักการสำคัญที่สุดของการทำงานภาคสนามคือ การเข้าไปมีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันของผู้คนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นักมานุษยวิทยาอาจใช้ทั้งการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง การสุ่มตัวอย่างทางสถิติ แบบสอบถาม หรือเทคนิคอื่น ๆ ตามลักษณะของงานวิจัย อย่างไรก็ตาม งานภาคสนามส่วนใหญ่มักอาศัย การผสมผสานระหว่างวิธีการอย่างเป็นทางการ (formal methods) กับการสังเกตแบบมีส่วนร่วม (participant observation)
การสังเกตแบบมีส่วนร่วมถือเป็นหัวใจของการทำงานภาคสนามทางมานุษยวิทยา จุดมุ่งหมายคือการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโลกทางสังคมและวัฒนธรรมที่กำลังศึกษาให้ลึกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ดังที่ อีแวนส์-พริตชาร์ด (Evans-Pritchard) กล่าวไว้ว่า นักมานุษยวิทยาจะกลายเป็นบุคคลที่อยู่ในสถานะชายขอบสองชั้น (doubly marginal) คืออยู่กึ่งกลางระหว่างโลกของตนเองกับโลกของผู้คนที่ศึกษา ไม่ได้เป็นสมาชิกเต็มตัวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ระหว่างการสังเกตแบบมีส่วนร่วม นักวิจัยพยายามใช้ชีวิตร่วมกับผู้คนในชุมชน เรียนรู้วิถีชีวิตจากภายใน และพยายามไม่ให้การมีอยู่ของตนรบกวนชีวิตประจำวันของผู้คน อย่างไรก็ตาม มีข้อถกเถียงสำคัญเกี่ยวกับ การสังเกตแบบเปิดเผย (open observation) กับ การสังเกตแบบปกปิด (hidden observation)
ดังที่แนวปฏิบัติด้านจริยธรรมของสมาคมมานุษยวิทยาต่าง ๆ ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า นักวิจัยต้องแจ้งให้ผู้คนทราบว่ากำลังทำวิจัย เพราะผู้ให้ข้อมูลมีสิทธิที่จะปฏิเสธการเข้าร่วม หากใช้การสังเกตแบบปกปิด ผู้คนจะถูกพรากสิทธิในการตัดสินใจดังกล่าว ซึ่งถือว่าผิดหลักจริยธรรม
ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวของการทำภาคสนาม การทำภาคสนามไม่มีคู่มือที่ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ เหตุผลสำคัญคือตัวนักมานุษยวิทยาเองคือเครื่องมือวิจัยที่สำคัญที่สุด ทั้งความเป็นเพศ อายุ เชื้อชาติ ชนชั้น บุคลิกภาพ และประสบการณ์ชีวิตของนักวิจัย ล้วนมีผลต่อสิ่งที่เสเสเสนักมานุษยวิยาสามารถมองเห็น เข้าใจ และเข้าถึงได้ ขณะเดียวกัน แต่ละสนามวิจัยก็มีลักษณะแตกต่างกันมาก ทั้งในแง่พื้นที่ ประเด็นศึกษา และผู้คน ดังนั้น วิธีการวิจัยจึงต้องออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์แต่ละบริบท
อีแวนส์-พริตชาร์ดรำลึกถึงประสบการณ์เมื่อเริ่มเรียนมานุษยวิทยาและกำลังจะออกทำภาคสนาม เขาเล่าถึงช่วงที่เขาเริ่มเรียนรู้การทำภาคสนามในคริสต์ทศวรรษ 1920 เขาไปถามนักมานุษยวิทยาชื่อดังหลายคนว่าจะทำภาคสนามอย่างไร และได้รับคำตอบที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ ดังนี้
เอ็ดเวิร์ด เวสเตอร์มาร์ก (Westermarck) กล่าวว่า “อย่าคุยกับผู้ให้ข้อมูลเกินยี่สิบนาที เพราะถ้าคุณยังไม่เบื่อ เขาก็จะเริ่มเบื่อแล้ว”
อัลเฟรด แฮดดอน (Alfred Haddon) ให้คำแนะนำสั้น ๆ ว่า “ต้องทำตัวเป็นสุภาพบุรุษอยู่เสมอ” ส่วน ชาร์ลส์ เซลิกแมน (Charles Seligman) ผู้เป็นอาจารย์ของเขา แนะนำว่า “ต้องกินควินินสิบกรัมทุกคืน และอยู่ให้ห่างผู้หญิง“ ขณะที่ บรอนิสลาฟ มาลินอฟสกี (Malinowski) กล่าวกับเขาตรง ๆ ว่า “อย่าทำตัวเป็นคนโง่” สิ่งเหล่านี้คือคำแนะนำของนักมานุษยวิทยารุ่นบุกเบิก เมื่อพูดถึงการทำงานสนาม คำแนะนำเหล่านี้สะท้อนว่า การทำภาคสนามไม่สามารถสอนด้วยสูตรสำเร็จได้ต้องลงไปเรียนรู้เอง
อีแวนส์-พริตชาร์ดย้ำว่า ข้อเท็จจริง (facts) ไม่มีความหมายในตัวเอง หากไม่รู้ว่ากำลังถามอะไร ดังนั้นนักวิจัยจำเป็นต้องรู้ก่อนว่า ตนเองต้องการทำความเข้าใจอะไร แล้วจึงเลือกวิธีการวิจัยที่เหมาะสม..บ่อยครั้งคำถามวิจัยที่แท้จริงจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้น หลังจากที่นักมานุษยวิทยาเริ่มลงภาคสนามแล้ว นี่คือเหตุผลสำคัญที่งานชาติพันธุ์วรรณนาต้องใช้เวลานาน เพราะความเข้าใจไม่ได้เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนเดินทาง แต่ค่อย ๆ ก่อตัวจากประสบการณ์จริง…
การทำภาคสนามไม่ใช่สิ่งที่เรียนรู้ได้จากคู่มือเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการตัดสินใจ การปรับตัวและประสบการณ์เฉพาะหน้าด้วย
Evans-Pritchard, E. E. (1963). The Comparative Method in Social Anthropology. Marett Lecture, University of Oxford.
Evans-Pritchard, E. E. (1965). Theories of Primitive Religion. Oxford: Clarendon Press.

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น