เตรียมวัตถุดิบสำหรับวิชาานุษยวิทยาว่าด้วยร่างกาย คต้องอ่านเพื่อหาวัตถุดิบมาสอน มาแชร์แบ่งปันคนอื่นด้วย
“For a young man all is decorous. When he is cut down in battle And torn with the sharp bronze, and lies there dead.And though dead still all that shows about him is beautiful.” (King Priam, in Homer, Iliad)
“สำหรับชายหนุ่ม สิ่งทั้งหลายยังคงความสง่างาม
แม้เมื่อเขาถูกโค่นลงในการสู้รบ ถูกอาวุธสำริดอันคมกริบฉีกทำลายและนอนตายอยู่ตรงนั้น แม้จะเสียชีวิตแล้ว สิ่งที่ปรากฏอยู่รอบตัวเขาก็ยังคงงดงาม” (กษัตริย์พรีอัม ในมหากาพย์ Iliad ของโฮเมอร์)
“Some say a host of horsemen, others of infantry,and others of ships, is the most beautiful thing on the dark earth; but I say it is what you love.” (Sappho, Fr. 16)
“บางคนกล่าวว่า กองทหารม้า บางคนกล่าวว่ากองทหารราบและบางคนกล่าวว่ากองเรือ คือสิ่งที่งดงามที่สุดบนผืนโลกอันมืดมิดแต่สำหรับฉัน ฉันกล่าวว่า สิ่งที่งดงามที่สุดคือสิ่งที่คุณรัก” (Sappho, Fragment 16)
ดังนั้นความงามไม่ได้มีความหมายตายตัว สำหรับบางคน ความงามอาจอยู่ที่กองทัพ ความแข็งแกร่งหรืออำนาจ แต่สำหรับแซฟโฟ ความงามเกิดจากความรักและความผูกพันของมนุษย์ต่างหาก
หลังจาก ยุทธการ Bullecourt ในปี 1917 ศิลปินชาวออสเตรเลียอย่าง Mervyn Napier Waller เดินทางกลับออสเตรเลีย โดยเขาต้องสูญเสีย แขนขวาตั้งแต่บริเวณหัวไหล่ลงไปจากการตัดแขน โดยมี Christian Waller ผู้เป็นภรรยาของเขา คอยดูแลเขาและช่วยเหลือด้านการเงิน ทำให้เขาสามารถดำรงชีวิตและทำงานต่อไปในฐานะ นักวาดภาพประกอบเชิงพาณิชย์ (commercial illustrator) ได้ แม้จะเหลือแขนเพียงข้างเดียว แต่ Napier Waller ก็ยังสามารถวาดภาพด้วยมือซ้าย เขาสร้างภาพจินตนาการถึง ยุคทองของอารยธรรมที่สงบสุขและการฟื้นฟูสังคมผ่านการทำงานอย่างขยันขันแข็ง
ในภาพเหล่านั้นปรากฏ ร่างกายที่กำยำ เป็นชาย และมีความสัมพันธ์เชิง homoerotic หรือมีความดึงดูดและความงามระหว่างเรือนร่างชายด้วยกัน ร่างกายเหล่านี้ถูกนำเสนอให้ ก้าวข้ามความสยดสยองของสงคราม
แนวคิดของเขาได้รับแรงบันดาลใจจากอุดมคติแบบกรีก–โรมันคลาสสิกเรื่อง ความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างจิตใจกับร่างกาย (mind–body unity) รวมถึงแนวคิดแบบ Theosophy ที่เชื่อว่ามนุษย์สามารถพัฒนาตนเองไปสู่ความสมบูรณ์แบบได้ ดังนั้นยูโทเปียทางกายภาพที่ Napier Waller จินตนาการขึ้น จึงเป็นภาพของการอยู่รอด ความหวัง และการสร้างโลกใหม่หลังสงคราม และที่สำคัญคือ คำกล่าวที่ว่า “Beauty lived within and beyond the body, redeeming its pain.” ซึ่งหมายถึง ความงามดำรงอยู่ทั้งภายในร่างกายและก้าวพ้นออกไปจากร่างกาย ทำหน้าที่ไถ่ถอนหรือเยียวยาความเจ็บปวดของมัน
นี่คือส่วนหนึ่งของ หนังสือ Reconstructing the Body: Classicism, Modernism, and the First World War ของ Ana Carden-Coyne ซึ่งเป็นหนังสือที่น่าสนใจมากสำหรับคนที่ทำ มานุษยวิทยาร่างกาย มานุษยวิทยาการแพทย์ เพศวิถี ความพิการ ความงาม และ trauma เพราะหนังสือไม่ได้มองร่างกายหลังสงคราม เพียงในฐานะร่างกายที่บาดเจ็บ แต่ถามว่า หลังจากร่างกายถูกทำลายแล้ว สังคมพยายามสร้างร่างกายที่ดี,สมบูรณ์,สวยงามและเป็นชายเป็นหญิง ขึ้นมาใหม่อย่างไร
หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Ana Carden-Coyne และตีพิมพ์โดย Oxford University Press ในปี 2009 โดยศึกษาสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก
คำถามใหญ่ของหนังสือเล่มนี้คือ เมื่อสงครามทำลายร่างกายมนุษย์ สังคมจะประกอบสร้างร่างกายขึ้นใหม่อย่างไร และการสร้างใหม่นั้นกำลังสร้างแค่ร่างกาย หรือกำลังสร้างความหมายของมนุษย์ขึ้นมาใหม่ด้วย?
การสร้างความเป็นชายผ่านเรือนร่างทางเพศ
ธุรกิจวัฒนธรรมเรือนร่างใช้สงครามเป็นข้ออ้างว่าทำลายความเป็นชาย และเสนอว่าการเปลี่ยนความเป็นชายที่บกพร่องให้กลายเป็นความเป็นฮีโร่ทางเพศคือทางออก แม้การเพาะกายช่วยสร้างกล้ามเนื้อ แต่จุดซ่อนเร้นยังคงเปราะบาง การสร้าง กางเกงชั้นในหรือ อุปกรณ์พยุงและป้องกันอวัยวะเพศชาย โดยเฉพาะในบริบทกีฬาและกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการกระแทกจึงถูกโปรโมตเพื่อปกป้องจุดยุทธศาสตร์ของชายชาตรีจากความหวาดกลัวการสูญเสียความเป็นชายในยุคสงครามรูปแบบใหม่
หรือการต่อต้านความอ้วนและการสร้างคุณค่าเรือนร่าง สถานะทางกายภาพสัมพันธ์กับชนชั้น ชาติพันธุ์ และบุคลิกภาพ ชายที่มีกล้ามเนื้อสะท้อนถึงจิตวิญญาณที่เข้มแข็ง ในขณะที่ชายอ้วนถูกมองว่าโง่เขลา ขลาดกลัว และขาดความเป็นชาย (Unmanly) ทั้งในสหรัฐฯ และออสเตรเลีย ต่างมองว่าความฉุเป็นเรื่องน่ารังเกียจ นอกจากนี้ ชายอ้วนยังถูกตราหน้าว่าขาดเสน่ห์ทางเพศ นิตยสารเพาะกายต่างๆ เช่น Physical Culture ได้สร้างค่านิยมเปรียบเทียบชายอ้วนเป็นเสมือก้อนเนื้อที่สั่นกลัวและส่งเสริมให้ผู้ชายเปลี่ยนรูปร่างเพื่อชนะใจผู้หญิง
เขาเล่าถึงประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งทำให้เกิดผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ พิการ สูญเสียแขนขา ใบหน้าเสียโฉม และปัญหาทางประสาทจำนวนมหาศาล หนังสือจึงเริ่มจาก ร่างกายที่ถูกทำลายด้วยสงครามสมัยใหม่ แล้วติดตามกระบวนการที่แพทย์ รัฐ ศิลปิน สถาปนิก นักออกแบบ ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามและตัวผู้บาดเจ็บเอง พยายาม สร้างใหม่ให้ร่างกายกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอีกครั้ง แต่คำว่ารื้อสร้าง ( reconstructing ) สำคัญมาก เพราะไม่ได้หมายถึงเพียง ซ่อมแขนโดยการใส่แขนเทียม แล้วนำไปสู่ การเดินได้เท่านั้น แต่รวมถึงซ่อมร่างกาย ฟื้นความเป็นชายหญิง ฟื้นความมั่นใจ ฟื้นความสามารถทางเพศ ฟื้นความงาม ฟื้นสถานะทางสังคม รวมถึงฟื้นอารยธรรมด้วน นี่คือจุดที่หนังสือก้าวจากประวัติศาสตร์การแพทย์ไปสู่ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม (cultural history) และมานุษยวิทยาว่าด้วยร่างกาย (anthropology of the body ) อย่างชัดเจนด้วย
สิ่งที่พูดถึงร่างกาย (Body ) ในหนังสือไม่ได้หมายถึงร่างกายทางชีววิทยาเพียงอย่างเดียว ร่างกายเป็นทั้งร่างกายทางชีวภาพ (biological body ) และ ร่างกายทางวัฒนธรรม ( cultural body ) เช่น ทหารคนหนึ่งสูญเสียขา ในระดับการแพทย์ medical ก็เชื่อมโยงกับขาที่หายไป นำไปสู่การต้องรักษา ต้องทำอวัยวะเทียม (prosthesis) และต้องฝึกเดิน
แต่ในระดับสังคม คำถามสำคัญก็คือ เขายังเป็นผู้ชายเต็มตัวหรือไม่ ในระดับเพศวิถี ( sexuality ) เขายังมีความสามารถทางเพศหรือไม่ ในระดับสนทรียะ(aesthetics) เขายังเป็นร่างกายที่สวยงามหรือไม่ และในระดับพลเมือง ( citizenship ) พวกเขายังสามารถกลับไปเป็นพลเมืองที่ productive ได้หรือไม่ ดังนั้น ร่างกายที่บาดเจ็บจึงกลายเป็นปัญหาทางสังคมและวัฒนธรรม นี่เป็นจุดที่หนังสือมีพลังมาก เพราะทำให้เห็นว่าความพิการไม่ได้เกิดจากบาดแผลทางกายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากมาตรฐานที่สังคมใช้ตัดสินว่าร่างกายปกติควรเป็นอย่างไร
คำว่า Classicism ในหนังสือหมายถึงการหวนกลับไปหาอุดมคติของโลกกรีก–โรมัน โดยเฉพาะภาพของ ร่างกายที่สมส่วน แข็งแรง สมมาตร งดงาม และควบคุมได้ ลองนึกภาพประติมากรรมกรีก เช่น ร่างกายชายที่สมส่วน กล้ามเนื้อชัด ท่วงท่าสง่างาม สัดส่วนสมมาตรร่างกายที่สมบูรณ์ไม่มีความพิการและ ร่างกายสามารถควบคุมตัวเองได้ ภาพเหล่านี้กลายเป็นคำศัพท์ทางวัฒนธรรม( cultural vocabulary ) ที่สังคมหลังสงครามนำมาใช้ในการคิดถึงการฟื้นฟูมนุษย์
เช่นเกึยวกับที่มีคนวิจารณ์หนังสือเล่มนี้ชี้ว่า classicism ไม่ได้เป็นเพียงการหนีอดีตหรือการกลับไปหารูปแบบเก่า แต่เป็นชุดคุณค่าที่เกี่ยวข้องกับความสวยงามสวยงาม ( beauty) ,ความสมมาตร (symmetry )และ อารยธรรม (civilization ) ดังนั้นจึงเกิดสมการทางวัฒนธรรมแบบนี้
ร่างกายคลาสสิค( Classical body ) คือความสมส่วน ( symmetry) ความเข้มแข็ง (strength) ความสวยงาม ( beauty) ความมีสุขภาพดี( health) และความมีอารยะธรรม (civilization) ตรงข้ามกับ ร่างกายที่ถูกทำลายโดยสงคราม (War-damaged body) เช่น การฉีดขาด ( mutilation) การไม่สมมาตร(asymmetry) ความพิการ (disability) ภาวะ trauma และภาวะเสียระเบียบ (disorder) จึงเกิดความพยายามที่จะเอาอุดมคติในยุคคลาสสิค ( classical ideal ) มาช่วยจัดระเบียบร่างกายที่สงครามทำให้เสียรูป
แต่สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผม คือ Classicism กับ Modernism ไม่ได้ตรงข้ามกัน นี่คือหัวใจของชื่อหนังสือ ทำให้เราอาจคิดว่า Classicism คือดีต ส่วน Modernismคืออนาคต แต่ Carden-Coyne บอกว่าในโลกหลังสงคราม ทั้งสองอย่างกลับ ทำงานร่วมกัน พูดง่าย ๆ คือ อดีตให้แบบของร่างกายส่วน Modernism ให้วิธีสร้างร่างกายใหม่ เช่นอุดมคติแบบคลาสสิค ( Classical ideal ) บอกว่าร่างกายที่ดีควรสมส่วน แข็งแรง และงดงาม ในขณะที่การแพทย์สมัยใหม่( Modern medicine ) บอกว่า เราสามารถผ่าตัด ดัดแปลง ใส่อวัยวะเทียม และฝึกฝนร่างกายให้กลับมาใช้งานได้
ดังนั้น คสลาสสิค ( Classicism ) ให้จินตนาการว่าร่างกายที่สมบูรณ์ คืออะไร ขณะที่ความทันสมัย ( modernity) ให้เทคโนโลยีและสถาบันในการทำให้ร่างกายนั้นเกิดขึ้น นี่เป็นประเด็นที่น่าสนใจมากในมานุษยวิทยาเทคโนโลยีด้วย
จุดเริ่มต้นจีงไม่ได้มาจากร่างกายอย่างเดียว แต่เริ่มจากคำว่าอารยะธรรม ( civilization ) หลังสงครามไม่ได้มีคำถามเพียงว่า เราจะรักษาคนเจ็บอย่างไร แต่ยังมีคำถามใหญ่กว่า อารยธรรมตะวันตกจะสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่อย่างไร เพราะสงครามอุตสาหกรรมได้แสดงให้เห็นด้านมืดของ modern civilization เอง เพราะ เทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างขึ้นสามารถนำไปสู่อุตสาหกรรมเครื่องจักร( machine industrial) การทำสงคราม (warfare) และการทำลายล้างมหาศาล ( mass destruction ) ดังนั้นมันจึงเกิดภาวะความขัดแย้ง ( paradox ) แม้ว่าจะมีความทันสมัยสร้างความก้าวหน้า แต่ความทันสมัยเดียวกันก็สร้างความพิการและความตายจำนวนมหาศาล
ดังนั้นสงครามไม่ได้ทิ้งเพียงบาดแผลทางกาย แต่ทิ้งสิ่งที่เรียกว่า trauma หรือบาดแผลทางใจ ร่างกายจึงมีทั้งความเจ็บปวด ( pain ) และความยินดี (pleasure) ในเวลาเดียวกัน ในขณะที่ภาพยนตร์ ศิลปะ งานเขียน ภาพถ่าย และวรรณกรรมทางการแพทย์ ก็มีบทบาทในการกำหนดว่าเราจะมองเห็นร่างกายที่พิการอย่างไร คำถามสำคัญคือ ใครมีสิทธิ์มองร่างกายที่บาดเจ็บ และเรามองร่างกายพิการในฐานะมนุษย์หรือวัตถุที่น่ากลัว ตรงนี้สามารถต่อกับแนวคิดเรื่อง gaze ได้ดีมาก เพราะร่างกายของทหารผ่านศึกไม่ได้เป็นเพียงร่างกายของเขาเอง แต่กลายเป็นสัตุฝภุแห่งการจ้องมองทางการแพทย์ ( Medical Gaze) การจ้องมองในสาธารณะ(Public Gaze) การจ้องมองทางศิลปะ ( artistic gaze) และบางครั้งก็กลายเป็นวัตถุแห่งความสงสาร(object of pity)
Carden-Coyne ไม่ได้ศึกษาการรักษาร่างกายเฉพาะในโรงพยาบาล แต่ศึกษาผ่านความทรงจำเกี่ยวกับสงคราม ( war memorials) ดังเช่นอนุสาวรีย์กลายเป็นพื้นที่สำหรับจัดการกับความตายและความสูญเสียพูดง่าย ๆ คือร่างกายจริงถูกทำลาย แตร่างกายในอนุสาวรีย์ถูกทำให้สมบูรณ์ นี่เป็นความคิดที่สวยมากในเชิงมานุษยวิทยา เพราะเราสามารถถามว่าทำไมผู้ตายจริง ๆ จึงต้องถูกแทนด้วยร่างกายที่สมบูรณ์แบบ?
คำตอบส่วนหนึ่งคือ classical body ช่วยเปลี่ยนที่ตั้งของความโศกเศร้า(site of mourning )ให้กลายเป็น ที่ตั้งของการรักษา (site of healing) แต่ก็มีด้านมืด เพราะการทำให้ความตายสวยงามอาจนำไปสู่การลืมความรุนแรงจริง ๆ ของสงครามได้
ในขณะที่ เมื่อชายคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บหรือพิการจากสงคราม เขาจะกลับมาเป็นผู้ชายได้อย่างไร นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการฟื้นฟูในเชิงการแพทย์ ( medical rehabilitation ) แต่เป็นเรื่อง ความเป็นชาย (masculinity) เพศวิถี (sexuality) ความปรารถนา (desire) จินตนาการทางร่างกาย (body image) ความมั่นใจ (confidence) ด้วย
ร่างกายของทหารก่อนสงครามอาจถูกสร้างให้เป็นความ แข็งแรง ความกล้าหาญ การมีกล้ามเนื้อที่ทรงพลัง (muscular) ความสามารถทางเพศวิถี (sexually capable) ความสามารถในการสืบพันธุ์(productive) แต่เมื่อสงครามทำให้ร่างกายสูญเสียอวัยวะ ความพิการอาจถูกมองว่าทำให้ masculinity เกิดการสั่นคลอน
การฟื้นฟูความพิการ ( rehabilitation ) จึงไม่ได้ฟื้นแค่หน้าที่ (function ) แต่ต้องฟื้นความเป็นชาย (masculinity) ด้วย นี่คือคำว่าการถอดรื้อในเรื่องเพศ ( sexual reconstruction) ซึ่งสำคัญมาก เพราะทำให้เราเห็นว่า เพศไม่ได้อยู่ในร่างกายโดยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ต้องถูกทำให้กลับมาผ่านการฟื้นฟู การแต่งตัว ความงาม การเคลื่อนไหว ความมั่นใจ และความสัมพันธ์กับผู้อื่น ดังนั้น Carden-Coyne ไม่ได้ถามเพียงว่า เราซ่อมร่างกายที่สงครามทำลายอย่างไรแต่ถามว่าเมื่อเราซ่อมร่างกาย เรากำลังสร้างมนุษย์แบบไหนขึ้นมาใหม่?
ผมก็เอามาเชื่อมโยงคิดต่อได้หลายเรื่องเลย…จากการอ่านเรื่องนี้


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น