การศึกษาการตั้งถิ่นฐานไม่ควรมองเพียงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับภูมิประเทศในปัจจุบัน แต่ต้องมองภูมิประเทศในฐานะผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ การเมือง และความทรงจำที่ทับซ้อนกันอยู่ในแต่ละช่วงเวลา
เมื่อเราพูดถึงการศึกษาภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม (Cultural Landscape) นักภูมิศาสตร์และนักมานุษยวิทยามักให้ความสนใจกับความสัมพันธ์ระหว่างการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์กับลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ พื้นที่ชายฝั่ง ภูเขา ป่าไม้ หมู่เกาะหรือเส้นทางคมนาคม การค้า ซึ่งการอธิบายดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการทำความเข้าใจพัฒนาการของชุมชน การเกิดขึ้นของเมือง การขยายตัวของรัฐ ตลอดจนรูปแบบการดำรงชีวิตที่สัมพันธ์กับทรัพยากรธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาภูมิทัศน์เพียงในฐานะสภาพแวดล้อมที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ก็อาจทำให้มองข้ามพลวัตทางประวัติศาสตร์และสิ่งแวดล้อมที่หล่อหลอมพื้นที่เหล่านั้นมาอย่างยาวนาน
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา การศึกษาภูมิทัศน์ได้เคลื่อนจากการมองพื้นที่ในฐานะฉากหลัง (background) ของกิจกรรมมนุษย์ ไปสู่การมองภูมิทัศน์ในฐานะกระบวนการ (landscape as process) ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ภูมิประเทศที่เราเห็นในปัจจุบันจึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่หยุดนิ่ง หากแต่เป็นผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากกระบวนการทางธรณีวิทยา ระบบนิเวศ ภูมิอากาศ การค้า การเมือง เทคโนโลยี และกิจกรรมของมนุษย์ที่ทับซ้อนกันมาตลอดหลายศตวรรษหรือหลายพันปี ด้วยเหตุนี้ พื้นที่แห่งเดียวกันจึงสามารถมีชีวิตที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา ทั้งในเชิงกายภาพและเชิงวัฒนธรรม
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ พื้นที่ราบลุ่มหลายแห่งในปัจจุบันอาจเคยเป็นทะเลหรือปากอ่าวมาก่อน หลักฐานทางธรณีวิทยาและโบราณคดีแสดงให้เห็นว่าบริเวณภาคกลางของประเทศไทยจำนวนไม่น้อยเคยอยู่ภายใต้อิทธิพลของอ่าวไทยในอดีต เมื่อน้ำทะเลค่อย ๆ ถอยร่นและเกิดการทับถมของตะกอน พื้นที่ดังกล่าวจึงกลายเป็นที่ราบลุ่มอันอุดมสมบูรณ์สำหรับการเพาะปลูก หากมองเพียงภาพปัจจุบัน เราอาจเข้าใจว่าพื้นที่เหล่านี้มีความสำคัญในฐานะแหล่งเกษตรกรรมเท่านั้น แต่เมื่อย้อนกลับไปตามลำดับเวลา จะพบว่าพื้นที่เดียวกันนี้เคยเป็นเส้นทางการเดินเรือ ศูนย์กลางการค้า ท่าเรือ เมืองโบราณ หรือพื้นที่เชื่อมโยงผู้คนจากภูมิภาคต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
แนวคิดเช่นนี้ได้รับการอธิบายอย่างชัดเจนในงานของ Carl Sauer ผู้วางรากฐานเรื่อง Cultural landscapes ซึ่งเสนอว่าภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นจากการที่มนุษย์เข้าไปปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ธรรมชาติ แม้แนวคิดของเขาจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ แต่การศึกษาร่วมสมัยได้ก้าวไปไกลกว่านั้นมาก โดยเขาเสนอว่ามนุษย์ไม่ได้เป็นเพียงผู้เปลี่ยนแปลงธรรมชาติ หากยังถูกหล่อหลอมโดยภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาด้วย
ในขณะที่มุมมองของ Tim Ingold ในหนังสือThe Perception of the Environment เสนอว่าภูมิทัศน์ไม่ใช่สิ่งที่ดำรงอยู่อย่างเป็นอิสระจากมนุษย์ แต่เป็นผลของการกระทำซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การเพาะปลูก การล่าสัตว์ การทำพิธีกรรม หรือการเดินเรือ สิ่งที่เรียกว่าภูมิทัศน์จึงเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับสิ่งแวดล้อมที่ดำเนินต่อเนื่องผ่านกาลเวลา เขาเสนอแนวคิดเรื่อง Taskscape เพื่อชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ถูกสร้างขึ้นจากกิจกรรมและการปฏิบัติ มากกว่าจะเป็นเพียงลักษณะทางกายภาพของภูมิประเทศ ที่สะท้อนการมอง Landscapes ในเชิงความสัมพันธ์มากกว่ามองในเชิงวัตถุ
ในทำนองเดียวกัน Christopher Tilley เสนอว่า ภูมิทัศน์เป็นพื้นที่ที่อัดแน่นไปด้วยความทรงจำ ประสบการณ์ และการรับรู้ของผู้คน การเดินผ่านภูเขา แม่น้ำ หรือทุ่งนา จึงไม่ใช่เพียงการเคลื่อนที่ในเชิงกายภาพ แต่เป็นการเคลื่อนผ่านประวัติศาสตร์ เรื่องเล่า และความหมายที่ถูกสะสมไว้ในพื้นที่นั้น ๆ ส่วน Doreen Massey มองว่าพื้นที่คือจุดบรรจบของเส้นทางและกระบวนการหลากหลาย( Space is the meeting of trajectories ) ทั้งการเคลื่อนย้ายของผู้คน การค้า อำนาจ และกาลเวลา ทำให้สถานที่แห่งหนึ่งไม่เคยมีความหมายเพียงหนึ่งเดียว หากแต่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอตามบริบททางสังคมและประวัติศาสตร์
แนวคิดที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในปัจจุบันคือ การมองภูมิทัศน์ในฐานะต้นฉบับที่ถูกเขียนทับ (Landscape as Palimpsest) กล่าวคือ ภูมิประเทศแต่ละแห่งประกอบด้วยร่องรอยของยุคสมัยต่าง ๆ ที่ทับซ้อนกันอยู่เสมอ แม้สิ่งก่อสร้างหรือระบบนิเวศเดิมจะสูญหายไป แต่ร่องรอยของอดีตยังคงส่งอิทธิพลต่อรูปแบบการใช้พื้นที่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นแนวแม่น้ำโบราณที่กลายเป็นถนน เส้นทางการค้าที่กลายเป็นชุมชน ตลาดที่กลายเป็นวัด หรือพื้นที่ชุ่มน้ำที่กลายเป็นนาข้าว การศึกษาภูมิทัศน์จึงเป็นการอ่านชั้นเวลา (layers of time) ที่ซ่อนอยู่ในพื้นที่ มากกว่าการอธิบายสิ่งที่มองเห็นด้วยตาเพียงอย่างเดียว
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับงานด้านนิเวศวิทยาประวัติศาสตร์ (Historical Ecology) โดยเฉพาะผลงานของ William Balée ซึ่งเสนอว่าธรรมชาติที่เรามองเห็นในปัจจุบันจำนวนมากเป็นผลผลิตของกิจกรรมมนุษย์ในอดีต ป่าไม้ ทุ่งหญ้า หรือแม้แต่ความหลากหลายทางชีวภาพ ล้วนเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมที่ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นเวลายาวนาน มากกว่าจะเป็นธรรมชาติที่ดำรงอยู่อย่างบริสุทธิ์และปราศจากอิทธิพลของมนุษย์
ด้วยเหตุนี้ การศึกษาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์จึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการอธิบายว่าชุมชนตั้งอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มหรือพื้นที่สูง หรืออยู่ใกล้แม่น้ำหรือภูเขาเท่านั้น หากควรตั้งคำถามต่อไปว่า พื้นที่แห่งนั้นเคยเป็นอะไรในอดีต มีการเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพอย่างไร และผู้คนในแต่ละยุคสมัยได้สร้างความหมายต่อภูมิทัศน์นั้นอย่างไร การบูรณาการข้อมูลจากธรณีวิทยา โบราณคดี ประวัติศาสตร์ แผนที่โบราณ ภาพถ่ายทางอากาศ และงานชาติพันธุ์วรรณนาทงามานุษยวิทยา จะช่วยให้เห็นภูมิทัศน์ในฐานะกระบวนการที่มีชีวิต ซึ่งเชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าด้วยกัน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมไม่ใช่เพียงพื้นที่ที่มนุษย์อาศัยอยู่ หากแต่เป็นผลรวมของธรรมชาติ เวลา ความทรงจำ อำนาจ การเคลื่อนย้าย และการปฏิบัติทางสังคมที่ซ้อนทับกันอย่างต่อเนื่อง การศึกษาภูมิทัศน์ในลักษณะนี้จึงไม่ใช่การอ่านพื้นที่จากสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าเท่านั้น แต่เป็นการอ่านประวัติชีวิตของพื้นที่ (Landscape Biography) ผ่านร่องรอยที่หลงเหลืออยู่ในภูมิประเทศ เรื่องเล่าของผู้คน และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพื่อทำความเข้าใจว่าพื้นที่หนึ่ง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงและก่อรูปความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมมาอย่างไรตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา
ผมว่าอีกแนวคิดหนึ่งที่มีความน่าสนใจอย่างมากคือ Deep Time ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการทำความเข้าใจภูมิทัศน์จำเป็นต้องก้าวข้ามกรอบเวลาทางประวัติศาสตร์ของมนุษย์ไปสู่ช่วงเวลาทางธรณีวิทยาที่กินเวลาหลายหมื่นหรือหลายล้านปี ภูเขาที่เราเห็นในปัจจุบันอาจเป็นผลของการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก แม่น้ำอาจเปลี่ยนทิศทางจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวหรือการยกตัวของพื้นดิน ส่วนที่ราบลุ่มอาจเป็นตะกอนทะเลที่สะสมตัวเป็นเวลาหลายพันปี หากละเลยมิติเวลาดังกล่าว เราอาจอธิบายการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ได้เพียงบางส่วน เพราะเงื่อนไขที่เอื้อให้เกิดชุมชน เมือง หรือรัฐ ล้วนมีรากฐานอยู่บนกระบวนการทางธรณีวิทยาที่ยาวนานกว่าประวัติศาสตร์มนุษย์มาก
เหมือนสถานการณ์ตอนนี้ ยิ่งขุดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเจอมากขึ้นเท่านั้น ที่ทำให้มองเห็นภาพจิ๊กซอว์บางส่วนที่ขาดหายไป เข้าใจ ต่อยอดองค์ความรู้ และเพิ่มเติมหลักฐานยืนยันในเรื่องของการตั้งถิ่นฐาน การติดต่อค้าขายของชาติพันธุ์กลุ่มต่าง ๆ ในประเทศเรา…


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น