กะเหรี่ยงในพม่า : วิถีชีวิตที่ผูกพันกับข้าว ไม้ไผ่ และความเชื่อ
The Karen People of Burma: A Study in Anthropology and Ethnology (1922) ของ Harry Ignatius Marshall สะท้อนภาพของชาวกะเหรี่ยงในพม่าเมื่อกว่าร้อยปีก่อนค่อย ๆ ปรากฏขึ้นผ่านรายละเอียดเล็ก ๆ ของชีวิตประจำวัน มากกว่าจะปรากฏขึ้นในฐานะชนเผ่า ที่มีลักษณะตายตัว Marshall พยายามบันทึกโลกของกะเหรี่ยงตั้งแต่บ้านเรือน เครื่องแต่งกาย การทอผ้า การทำไร่ อาหาร สัตว์เลี้ยง การแต่งงาน การตาย ดนตรี ตำนาน ความเชื่อ และพิธีกรรม สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงการค้นหาว่ากะเหรี่ยงมีวัฒนธรรมอะไรหากแต่คือการมองเห็นว่าในชีวิตประจำวันนั้น ผู้คนดำรงอยู่ท่ามกลางความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ สิ่งของ สัตว์ และโลกแห่งวิญญาณอย่างไรกับกะเหรี่ยง
ข้าว : หัวใจของวิถีชีวิต….
สำหรับชาวกะเหรี่ยง ข้าวไม่ใช่แค่อาหาร แต่คือรากเหง้าของชีวิต ข้าวหุงกินกันทุกวัน และข้าวเหนียวหลากชนิดที่นึ่งบนหม้อไอน้ำแบบพม่า มักถูกหยิบยกมาใช้ในงานฉลองหรือยามเช้า บางครั้งข้าวถูกนึ่งพร้อมไก่ กลายเป็นเมนูหอมมัน หรือคลุกกับเมล็ดงาแล้วโขลกจนเหนียวหนืดใส่เกลือเล็กน้อย เรียกว่า โตมีโตปี
ในป่า การหุงข้าวก็อาศัยไม้ไผ่เป็นภาชนะ ลำไผ่ที่ถูกตั้งข้างกองไฟไม่เพียงเป็นหม้อหุง แต่ยังมอบกลิ่นรสพิเศษให้กับเมล็ดข้าว โดยเฉพาะไผ่หนาม ที่ขึ้นตามที่ราบต่ำ ถือเป็นไม้ไผ่ที่ให้รสข้าวอร่อยที่สุด และบางฤดูที่ไผ่ออกผล เมล็ดไผ่เหล่านั้นก็กลายเป็นอาหารแทนข้าวไปในตัว
บ้านไม้ไผ่และการโยกย้ายถิ่น…
บ้านกะเหรี่ยงทำจากไม้ไผ่ ใช้อยู่ได้เพียงปีสองปีก็เสื่อมสลายง่าย แต่ข้อจำกัดนี้กลับเป็นข้อดี เมื่อเกิดโรคระบาด พวกเขาไม่ลังเลที่จะทิ้งบ้านเดิมแล้วอพยพไปสร้างถิ่นฐานใหม่ทันที ไม้ไผ่จึงไม่ได้เป็นเพียงทรัพยากรธรรมชาติ หากแต่เป็นวัสดุที่เข้าไปอยู่ในแทบทุกมิติของชีวิต ตั้งแต่บ้าน เครื่องใช้ ภาชนะหุงข้าว ไปจนถึงเครื่องแต่งกายและงานหัตถกรรม บ้านไม้ไผ่ที่สร้างง่ายและเสื่อมสลายได้ในเวลาไม่นานยังสัมพันธ์กับรูปแบบการโยกย้ายถิ่นฐาน เมื่อเกิดโรคระบาด ชุมชนสามารถทิ้งบ้านเดิมและสร้างบ้านใหม่ได้ ความสัมพันธ์ระหว่างบ้าน การโยกย้าย และพิธีกรรมความเชื่อของชาวกะเหรี่ยง
ก่อนอพยพจากไปจะมีพิธีกรรมสำคัญ ข้าวก้อน 4 สี ประกอบ ด้วยขาว ดำ แดง เหลือง ถูกวางบนตะแกรงฝัดที่ผู้หญิงถักทอ ทุกคนถ่มน้ำลายใส่และกล่าวคำขับไล่โรคภัย จากนั้นจึงตีกลองฆ้องพร้อมเคลื่อนขบวนออกเดินทาง
การอพยพโยกย้ายจากบ้านเดิมไปยังบ้านใหม่ที่ปลูกสร้าง เมื่อถึงบ้านใหม่ ชาวบ้านจะยังไม่เข้าบ้านทันที ต้องใช้กิ่งไม้เจ็ดกิ่งกวาดบ้านพร้อมร่ายคาถาขับไล่วิญญาณชั่วร้าย และผูกข้อมือเพื่อกันไม่ให้ “กะล่า” (Kala/k’las) หรือดวงวิญญาณตามรบกวน บ้านไม้ไผ่ที่โปร่งรับลมจึงไม่เพียงเป็นที่พักอาศัย แต่คือศูนย์รวมจิตวิญญาณและความศักดิ์สิทธิ์ของครอบครัว
พิธีกรรมจึงเป็นสิ่งที่สะท้อนว่า พื้นที่ของกะเหรี่ยงจึงไม่ได้หมายถึงสถานที่ทางกายภาพเพียงอย่างเดียว แต่เป็นพื้นที่ทางสังคมและจิตวิญญาณที่สามารถถูกสร้างขึ้นใหม่ผ่านพิธีกรรม เมื่อเดินทางไปยังพื้นที่ใหม่ การกวาดบ้านด้วยกิ่งไม้ การกล่าวคาถา การขับไล่วิญญาณ และการผูกข้อมือ ล้วนเป็นกระบวนการเปลี่ยนพื้นที่ใหม่ให้กลายเป็นบ้านและทำให้สมาชิกสามารถกลับมาเป็นชุมชนเดียวกันอีกครั้ง
สัตว์เลี้ยงและเพื่อนร่วมวิถีชีวิต…..
ในหมู่บ้านกะเหรี่ยง หมูและไก่คือสัตว์เลี้ยงที่พบมากที่สุด ใช้ประกอบพิธีกรรมและความเชื่อ เช่นการฆ่าหมูเพื่อให้วิญญาณ (k’las) ของมันติดตามเจ้าของที่เสียชีวิตไปยังโลกหน้า ส่วนในที่ราบลุ่มก็เลี้ยงวัว ควาย เพื่อใช้แรงงานและเป็นอาหาร
ชาวกะเหรี่ยงบางกลุ่มเลี้ยงแพะ วัวควายหรือม้า แต่ไม่ว่าหมู่บ้านไหน สุนัขพื้นเมืองขนสั้นก็มีอยู่ทั่วไป เป็นทั้งผู้ช่วยล่าเหยื่อและเพื่อนคู่ใจในวิถีชีวิตที่ใกล้ชิดธรรมชาติ
ดังนั้น ชาวกะเหรี่ยงนิยมเลี้ยงหมูและไก่เพื่อใช้ในพิธีกรรม เช่น การส่งวิญญาณผู้ตาย (k’las) ให้ไปโลกหน้า ส่วนในที่ราบลุ่มนิยมเลี้ยงวัว ควาย เพื่อใช้งานในไร่นาและเป็นอาหาร บางเผ่าอย่างปากู (Paku Karen ) ยังเลี้ยงแพะ และกะเหรี่ยงแดงบางส่วนเลี้ยงม้า ขณะที่สุนัขพันธุ์พื้นเมืองก็เป็นผู้ช่วยล่าสัตว์และเฝ้าบ้าน
โลกทัศน์ของกะเหรี่ยงในงานของ Marshall ยังเป็นโลกที่มนุษย์ไม่ได้อยู่เพียงลำพัง สัตว์ต่าง ๆ เข้าไปอยู่ในความสัมพันธ์กับมนุษย์อย่างแนบแน่น หมูและไก่อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม วัวและควายเข้าไปสัมพันธ์กับแรงงานในไร่นา ขณะที่สุนัขช่วยล่าสัตว์และเฝ้าบ้าน เมื่อสัตว์บางชนิดถูกฆ่าในพิธีกรรมเพื่อส่งวิญญาณของผู้ตาย ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์จึงก้าวข้ามเรื่องอาหารหรือการใช้แรงงาน และเข้าไปอยู่ในจักรวาลวิทยาของชุมชน โลกของมนุษย์และโลกของสัตว์จึงไม่ได้แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด
เครื่องประดับและความงาม….
วิถีความงามของกะเหรี่ยงสะท้อนออกมาผ่านกำไล ทองเหลือง และต่างหูที่ทั้งชายหญิงนิยมสวมใส่ บางเผ่าเช่น ปาด่อง (คำว่า “ปะด่อง” หรือ “ปาด่อง” โดยทั่วไปใช้ในภาษาไทยเพื่อเรียกกลุ่มกะเหรี่ยงคอยาว ซึ่งมักเชื่อมโยงกับกลุ่มกะเหรี่ยงกะยันหรือกะยาห์ในเมียนมา พูดง่าย ๆ คือคำว่าปะด่อง คือคำที่กลุ่มคยภายนอกเรียกพวกเขา ) กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้โดดเด่นด้วยการใส่ห่วงทองเหลืองเพิ่มทีละวงจนคอยาวผิดธรรมชาติ กลายเป็นค่านิยมว่าคอยาวคือความงามสูงสุด
นอกจากนี้ยังมีกระเป๋าย่าม (hteu) ที่ทุกคนสะพายติดตัวไว้ใส่ของ กระเป๋าเหล่านี้ทอด้วยลวดลายและสีสันที่ต่างกันไปในแต่ละเผ่า ขณะที่สร้อยคอ ลูกปัด และกำไลเงินก็เป็นทั้งเครื่องแต่งกายและสัญลักษณ์แห่งความเชื่อ
บางเผ่าสวมกำไลลวดทองเหลืองตั้งแต่ข้อเท้าถึงต้นขา แขนก็เต็มไปด้วยห่วงโลหะ ต่างหูมีทั้งเงินและไม้ไผ่ บางครั้งใช้ใบไม้หรือดอกไม้เสียบแทน ชาวกะเหรี่ยงทุกคนยังมีกระเป๋าย่าม (hteu) ไว้สะพายใส่ของ ตั้งแต่เงินจนถึงสัตว์ที่ล่าได้ ผ้าทอทำกระเป๋ามีลวดลาย สีสันต่างกันไปตามเผ่า
หญิงสาวชาวกะเหรี่ยงจะมีสร้อยคอทำจากเมล็ดพืช ลูกปัด หรือเงินที่ช่างพม่าทำขึ้นมา กำไลเงินและเครื่องเงินที่ทำเป็นรูปสัตว์ เช่น ช้างหรือยูง ก็พบเห็นได้ทั่วไป โดยบางครั้งยังเชื่อมโยงกับความเชื่อทางไสยศาสตร์ด้วย
เผ่าปาด่องมีเอกลักษณ์ที่สุดด้วยห่วงทองเหลืองรัดคอที่ใส่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนคอยาวผิดธรรมชาติ กลายเป็นค่านิยมด้านความงาม แม้รูปลักษณ์จะดูแปลกตาและไม่สมส่วนแต่กลับสะท้อนรสนิยมและเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่มได้อย่างโดดเด่น
ผ้าทอและตำนานที่ยังมีชีวิต…
การทอผ้าของหญิงกะเหรี่ยงไม่ใช่แค่งานฝีมือ แต่คือการสืบทอดตำนานผ่านเส้นด้าย เรื่องเล่าของ นอว์มูอี หญิงสาวที่ถูกงูหลามขาวพาขังและบังคับให้ทอลวดลายบนผิวหนังของมัน กลายเป็นที่มาของลายผ้าเฉพาะของสาวสะกอ และแพร่หลายในหมู่หญิงกะเหรี่ยงมาจนทุกวันนี้
นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าอื่นๆ อย่าง เสือสมิง กะสวยกับกี่เอวที่สะท้อนอำนาจของงานทอผ้าในการกำราบพลังเหนือธรรมชาติ เรื่องราวเหล่านี้ทำให้ผืนผ้าแต่ละผืนไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่คือร่องรอยของความทรงจำ ความเชื่อ และความงามที่ส่งต่อกันมาหลายชั่วคน
ดังนั้นชีวิตชาวกะเหรี่ยงในพม่าคือการดำรงอยู่ที่ผูกพันกับข้าว ไม้ไผ่ สัตว์เลี้ยง และความเชื่อ ทุกสิ่งเชื่อมร้อยกันเป็นวิถีที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง บ้านคือศูนย์กลางแห่งจิตวิญญาณ อาหารและพิธีกรรมคือสื่อกลางระหว่างคนกับธรรมชาติ ส่วนเครื่องแต่งกายและผ้าทอคือเรื่องเล่าที่มีชีวิต นี่คือโลกของชาวกะเหรี่ยที่ทุกมิติของชีวิตยังคงสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และสิ่งเหนือธรรมชาติได้อย่างงดงาม
อย่างไรก็ตาม การอ่าน Marshall ในปัจจุบันจำเป็นต้องอ่านอย่างระมัดระวัง เพราะผู้เขียนเป็นมิชชันนารีชาวตะวันตกที่ทำงานอยู่ในบริบทของพม่าในยุคอาณานิคม ภาพของกะเหรี่ยงที่ปรากฏในหนังสือจึงไม่ใช่เสียงของกะเหรี่ยงทั้งหมดโดยตรง หากเป็นภาพที่ถูกมอง บันทึก และจัดหมวดหมู่ผ่านสายตาของผู้สังเกตจากภายนอก การอ่านหนังสือเล่มนี้จึงควรถามควบคู่กันไปว่า Marshall มองเห็นอะไร และมีอะไรที่เขาอาจมองไม่เห็น หรือไม่ได้ให้พื้นที่แก่เสียงของผู้คนเอง
หากนำแนวคิดเรื่องชาติพันธุ์ของ Fredrik Barth มาอ่านงานของ Marshall อีกครั้ง สิ่งที่น่าสนใจจะยิ่งชัดขึ้น เราไม่จำเป็นต้องมองข้าว ผ้าทอ บ้านไม้ไผ่ หรือพิธีกรรมว่าเป็นคุณสมบัติของความเป็นกะเหรี่ยงที่มีอยู่ตายตัว แต่สามารถมองสิ่งเหล่านี้เป็นการปฏิบัติที่ทำให้ผู้คนรับรู้ถึงการเป็นสมาชิกของกลุ่ม การกินอาหารแบบหนึ่ง การสวมเสื้อผ้าแบบหนึ่ง การประกอบพิธีกรรมร่วมกัน หรือการถ่ายทอดตำนานผ่านผืนผ้า ล้วนเป็นกระบวนการที่ทำให้คำว่า “เรา” มีความหมายขึ้นมา
ด้วยเหตุนี้ เมื่ออ่าน Marshall เราอาจไม่ได้เพียงพบ กะเหรี่ยงในพม่าเมื่อร้อยปีก่อนแต่กำลังพบโลกหนึ่งที่ความเป็นมนุษย์ดำรงอยู่ท่ามกลางข้าว ไม้ไผ่ สัตว์ ผืนผ้า บ้าน บรรพบุรุษ และวิญญาณ และเมื่อโลกเหล่านี้ถูกนำมาพิจารณาผ่านแนวคิดชาติพันธุ์ เราจะเห็นว่าอัตลักษณ์ไม่ได้ดำรงอยู่เพียงในคำเรียกหรือในเอกสารของรัฐ หากถูกทำให้มีชีวิตขึ้นมาใหม่ทุกวัน ผ่านสิ่งที่ผู้คนกิน สิ่งที่พวกเขาสวมใส่ บ้านที่พวกเขาสร้าง พิธีกรรมที่พวกเขาประกอบ และเรื่องราวที่พวกเขาเลือกจะจดจำและบอกต่อ…ความเป็นกะเหรี่ยงจึงไม่ได้อยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง หากอยู่ในความสัมพันธ์ที่ผู้คนสร้างขึ้นระหว่างตัวเองกับโลกที่พวกเขาอาศัยอยู่
ข้อมูลที่ผมพยามสรุปมาแม้จะเป็นข้อมูลเก่า แต่ทำให้ผมเปรียบเทียบกับกะเหรี่ยงในไทยในปัจจุบัน ถึงจุดร่วมจุดต่างทางวัฒนธรรม ที่สร้างสำนึกชาติพันธุ์ ขอบเขตทางชาติพันธุ์และอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ที่มีความเฉพาะบริบท
ในช่วงนี้ผมเห็นเสน่ห์ของทฤษฎีคลาสสิคหลายตัว และคิดว่าหากนำมาใช้อธิบายในยุคสมัยใหม่ก็ไม่ได้ล้าสมัยจนเกินไป แต่มีความชัดเจนและเป็นเหตุและผลในการอธิบายไม่แพ้ทฤษฎีร่วมสมัยเลย รวมถึงหัวใจสำคัญอยู่ที่งานสนามและข้อมูลภาคสนามที่เข้มข้นมากกว่า
ปล. ใครสนใจอ่านงานเกี่ยวกับ Paku Karen ได้ใน The rural mission work of the Karen Baptist Convention in Myanmar ของ Paw,Lar Say ซึ่งเป็นวิทยานิพนธ์ในปี 2006
หรือ งานเกี่ยวกับชาวกะเหรี่ยงในพม่าของ Harry Ignatius Marshall เรื่อง The Karen People of Burma: A Study in Anthropology and Ethnology (1922)


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น