คำว่าการสูญหายในทางมานุษยวิทยาไม่ได้หมายถึงเพียงการที่บุคคลคนหนึ่งหายไปจากพื้นที่ แต่เป็นคำถามสำคัญเกี่ยวกับ อำนาจ ความทรงจำ ความรุนแรง ความตาย การไว้ทุกข์ และการดำรงอยู่ของมนุษย์ ซึ่งมีนักมานุษยวิทยาหลายคนศึกษาประเด็นนี้ โดยเฉพาะในสังคมที่ผ่านสงคราม เผด็จการ การบังคับสูญหาย และความรุนแรงทางการเมือง เช่น บอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา แคชเมียร์ ไซปรัส และบริบทของการย้ายถิ่น
Laura Huttunen ศึกษาการสูญหายในบริบทของบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนาและการย้ายถิ่น งานของเธอชี้ให้เห็นว่า การหายตัวไปไม่ได้จบลงในวันที่คนคนหนึ่งหายไป แต่กลับดำเนินต่อไปในชีวิตของครอบครัวและชุมชน โดยในสงครามบอสเนีย (1992–1995) ผู้คนจำนวนมากถูกบังคับให้หายตัวไป ครอบครัวของพวกเขาจึงต้องอยู่กับคำถามที่ไม่มีคำตอบว่า เขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่? พวกจะกลับมาหรือเปล่า? และพวกเราควรถือว่าเขาตายแล้วหรือยัง?
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Ambiguous Loss หรือ ความสูญเสียที่คลุมเครือ ซึ่งก็คือการสูญเสียที่ไม่สามารถรู้ได้อย่างแน่ชัดว่าบุคคลนั้นจากไปแล้วจริงหรือยังมีชีวิตอยู่ ความไม่แน่นอนนี้ทำให้การไว้ทุกข์และการเยียวยาไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์
การสูญหายจึงมีทั้งมิติทางอารมณ์ สังคม และการเมือง เพราะในบางกรณี การทำให้คนหายไปถูกใช้เป็นเครื่องมือของอำนาจ เพื่อสร้างความกลัว กำจัดฝ่ายตรงข้าม และทำให้ผู้คนรู้สึกว่ารัฐสามารถทำให้ใครบางคนหายไปได้โดยไม่มีคำอธิบาย
ครอบครัวและชุมชนจึงพยายามสร้างวิธีรับมือกับการสูญหาย เช่น การเก็บภาพถ่าย การสร้างพื้นที่ระลึกถึง การจัดพิธีกรรม หรือแม้แต่การจัดพิธีศพโดยไม่มีร่างของผู้ตาย ดังนั้น สิ่งที่น่าสนใจในทางมานุษยวิทยาคือ
เมื่อไม่มีศพ เราจะไว้ทุกข์อย่างไร? เมื่อไม่มีคำตอบ เราจะดำรงชีวิตต่อไปอย่างไร? และเมื่อรัฐไม่พูดถึงคนที่หายไป ใครจะทำให้เขายังคงปรากฏอยู่ในสังคม?
การสูญหายไม่ได้มีเพียงคนที่หายไป เพราะคำว่า บุคคลสูญหายไม่ได้มีความหมายเหมือนกันในทุกสังคมและทุกบริบท บางคนหายไปโดยสมัครใจ บางคนประสบอุบัติเหตุ บางคนเป็นเหยื่อของอาชญากรรม สงคราม หรือการบังคับสูญหาย และบางคนถูกทำให้หายไปโดยอำนาจทางการเมือง ดังนั้นผู้สูญหายจึงอาจหมายถึงทั้งผู้ที่หายไปจากพื้นที่จริง ๆ และผู้ที่ ถูกทำให้หายไปจากระบบกฎหมาย ประวัติศาสตร์ หรือความทรงจำของสังคม ดังนั้น Laura Huttunen กำลังทำให้เราเห็นว่าการหายไปที่ไม่ได้จบลงเมื่อคนหายเท่านั้น แต่มีคำถามต่อไปถึงการสูญหายที่เชื่อมโยงกับเรื่องของอำนาจ
งานของ Ather Zia เรื่อง Resisting Disappearance: Military Occupation and Women’s Activism in Kashmir นำเสนอกรณีของแคชเมียร์ ซึ่งมีผู้ชายจำนวนมากสูญหายภายใต้ความขัดแย้งทางการเมืองและการทหาร โดยผู้หญิงและครอบครัวของผู้สูญหายรวมตัวกันเป็น Association of Parents of Disappeared Persons (APDP) พวกเธอถือภาพถ่ายของลูก สามี และพ่อที่หายไป ร้องไห้ รำลึก และออกมาเรียกร้องต่อสาธารณะ
สิ่งที่น่าสนใจคือ การไว้ทุกข์กลายเป็นการต่อต้านทางการเมือง การที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องมีการถือภาพถ่ายของผู้สูญหายจึงไม่ได้เป็นเพียงการระลึกถึงคนรัก แต่เป็นการประกาศว่า เขาเคยมีตัวตน และเราจะไม่ยอมให้เขาหายไปจากความทรงจำ นี่คือสิ่งที่ Ather Zia สะท้อนให้เห็นการทำให้ผู้สูญหายกลับมาปรากฏอีกครั้ง
Zia จึงทำให้เราเห็นว่า การสูญหายเกี่ยวข้องกับเรื่อง เพศ อำนาจ ความทรงจำ และการต่อต้าน อย่างลึกซึ้ง ผู้หญิงที่สูญเสียสมาชิกในครอบครัวไม่ได้เป็นเพียงผู้รอคอยแต่สามารถกลายเป็นนักเคลื่อนไหวและผู้สร้างความทรงจำทางการเมือง
Paul Sant Cassia มองว่าศพก็กลายเป็นพื้นที่ของอำนาจได้ ในงาน Bodies of Evidence Paul Sant Cassia ศึกษากรณีผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายในไซปรัสจากความรุนแรงระหว่างชุมชนกรีกไซปรัสและตุรกีไซปรัส สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้คนจะตายไปแล้ว ร่างกายของพวกเขายังคงเป็นพื้นที่ทางการเมือง ใครเป็นผู้ควบคุมศพ? ใครเป็นผู้กำหนดว่าคนเหล่านี้ตายอย่างไร? ใครเป็นผู้มีสิทธิ์เล่าเรื่องของพวกเขา?และใครเป็นผู้มีสิทธิ์จดจำ? เมื่อศพถูกค้นพบ การระบุตัวตนและการประกอบพิธีกรรมจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของครอบครัว แต่เกี่ยวข้องกับการสร้างความจริง ความทรงจำ และอัตลักษณ์ทางการเมืองด้วย
ในโลกปัจจุบันผู้คนจำนวนมากยังคงสูญหายจากสงคราม การเมือง การย้ายถิ่น การค้ามนุษย์ และความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นแรงงานข้ามชาติ ผู้ลี้ภัย กลุ่มชาติพันธุ์ แรงงานประมง เด็ก ผู้หญิง หรือคนไร้บ้าน
แต่เราอาจขยายคำว่าการสูญหายให้ไกลกว่านั้น บางคนไม่ได้หายไปจากโลกแต่ หายไปจากสายตาของเรา
พวกเขายังมีชีวิต ยังทำงาน ยังเดินอยู่บนถนน แต่กลับไม่ได้รับการมองเห็น ไม่ได้รับการฟัง และไม่มีพื้นที่ในความทรงจำหรือจินตนาการของสังคม จึงอาจมีการสูญหายอย่างน้อยสองแบบ
1. คนหายจากโลกของเรา ไม่มีตัวตนทางกายภาพ ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน หรือเกิดอะไรขึ้นกับเขา
2. คนที่ยังอยู่แต่หายไปจากการรับรู้ของเรา คนเหล่านี้ยังมีชีวิตแต่ไม่มีเสียง ไม่มีพื้นที่ และไม่มีใครมองเห็นคุณค่าของการมีอยู่ของเขา ในมุมนี้การทำให้คนยังปรากฏอยู่จึงอาจเป็นการเมืองรูปแบบหนึ่ง การเรียกชื่อ การเก็บภาพถ่าย การเล่าเรื่อง การเขียนประวัติศาสตร์ การสร้างอนุสรณ์ การร้องเพลงหรือแม้แต่การพูดว่าฉันยังจำเขาได้ดี ล้วนเป็นวิธีต่อต้านการทำให้คนสูญหาย แบะทำให้เขายังปรากฏในความทรงจำเสมอ
คำถามสำคัญทางมานุษยวิทยาจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า
ใครหายไป? แต่ต้องถามต่อว่ามใครเป็นคนทำให้เขาหายไป?ืใครมีอำนาจที่จะทำให้คนคนหนึ่งไม่ปรากฏ? ใครมีสิทธิ์กำหนดว่าใครควรถูกจดจำ? คนที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ไม่มีใครมองเห็น ถือว่าสูญหายหรือไม่? การจดจำสามารถเป็นรูปแบบหนึ่งของการต่อต้านได้หรือไม่? ในท้ายที่สุด มานุษยวิทยาว่าด้วยการสูญหายจึงไม่ได้ศึกษาเพียงคนที่หายไปแต่ศึกษาว่า อำนาจทำให้ใครปรากฏหรือหายไปจากโลกได้อย่างไร และมนุษย์พยายามทำอย่างไรเพื่อให้ผู้ที่ถูกทำให้หายไปกลับมามีตัวตน มีเสียง และมีความหมายอีกครั้ง เพราะบางครั้งการทำให้ใครคนหนึ่งยังปรากฏอยู่ก็คือการประกาศต่อต้านความรุนแรง การกดขี่และความอยุติธรรมที่นับไม่ได้รับการตอบสนอง
นี่คือการขยับจากเรื่องของคนหาย ( missing person ) ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่าเรื่องใครถูกทำให้มองไม่เห็นในสังคมซึ่งเปิดทางเชื่อมโยงกับแนวคิดเกี่ยวกับ power/knowledge, memory, gender, migration และ structural violence ได้อย่างดีมาก
ในทุกวันคนสูญหายไปจำนวนมากในโลก ทั้งโดยสมัครใจหรือไม่สมัครใจ ทั้งถูกกระทำจากอำนาจมืด อำนาจรัฐ จากสงครามความขัดแย้งทางการเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรม หรือจากคนในสังคมด้วยกันเอง …ไม่ว่าจะแรงงานข้ามชาติ กลุ่มชาติพันธุ์ แรงงานประมง ผู้อพยพ เด็ก ผู้หญิง คนไร้บ้าน และอื่นๆ .. ความสูญหายยังรวมไปถึงคนบางกลุ่มที่สูญหายไปจากความคิดของเรา หรือเป็นสิ่งที่ไม่อยู่ในความคิดของเรา แม้ตัวตนของเขาจะปรากฏหรือดำรงอยู่ แต่ก็สูญหายจากการรับรู้ และการมองเห็นคุณค่าของพวกเขา บางครั้งการทำให้เขามีขีวิต มีเสียงตลอดเวลา จะทำให้เขาไม่สูญหายไป และประกาศก้องถึงความรุนแรง การกดขี่และความไม่ยุติธรรมในทางสังคม




ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น