ออกจากมหาวิทยาลัย ระหว่างเดินทางกลับบ้าน ผมนั่งฟังเพลง ที่รถโดยสารสาธารณะเปิดเพลง AI ผมมานั่งคิดเล่นๆ ในฐานะนักมานุษยวิทยา บนโลกนี้มีเพลงอะไรที่ AI ทำไม่ได้บ้าง ผมว่าคำถามนี้น่าคิดนะและถ้าคำตอบของผมจะอิงบนฐานงานด้านชาติพันธุ์ที่เราไปทำกับผู้คนและวัฒนธรรม
ถ้าเป็นผมเอาเลนส์แบบมานุษยวิทยาดนตรีมามอง ผมก็จะตอบเลยว่า สิ่งที่AI ทำเพลงเหมือนที่คนทำไม่ได้ก็คือชีวิตที่เพลงนั้นเกิดขึ้นมา แม้ว่าจะเลียนแบบได้แต่ประสบการณ์ร่วมไม่มีแน่นอน เพราะบางครั้งในโลกเพลงที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในสถานการณ์เฉพาะ เช่น ผู้เฒ่าผู้แก่ แม่ร้องเพลงกล่อมหลานในบ้านชนบท หรือแม่ร้องเพลงให้ลูกที่กำลังจะจากบ้านไปไกล
แม้ว่า AI สามารถสร้างเพลงที่ฟังเหมือนเพลงกล่อมเด็กได้แต่ไม่สามารถมีความสัมพันธ์แบบ แม่ ลูก ความทรงจำและความสูญเสีย ที่ทำให้เสียงนั้นเกิดขึ้นในคืนแห่งความทรงจำนั้น เสียงเพลงที่ไม่มีดนตรี น้ำเสียงที่คุ้นเคย ให้ความรู้สึกและความทรงจำกลับมาอีกครั้ง แม้เพลงอาจจะไม่ไพเราะเพราะพริ้ง แต่บริบทก็ทำให้มันมีความหมายมากกับชีวิตคนเรา เช่นเดียวกับเพลงที่ทหารร้องในสงคราม เพลงที่คนหนึ่งร้องเพื่อนึกถึงคนรักที่จากไปหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่ร้องเพลงเกี่ยวกับบ้านเกิดในช่วงเวลาพลัดถิ่น เป็นต้น
รวมถึงเพลงในพิธีศพ เพลงเรียกขวัญ เพลงรักษา เพลงบูชาผี เพลงในพิธีกรรมการเกษตร หรือเพลงที่ร้องเฉพาะในช่วงเวลาหนึ่งของปี แม้ว่า AI สามารถเรียนรู้ เสียงของเพลงนั้นได้ แต่สิ่งที่ AI ไม่ได้มีก็คือ การอยู่ในจักรวาลเดียวกับผู้ร้อง สำหรับคนในชุมชน เพลงบางเพลงอาจไม่ได้เป็นดนตรีด้วยซ้ำ แต่มันอาจเป็นการเรียกผี การสื่อสารกับบรรพบุรุษ การรักษา หรือการทำให้โลกกลับเข้าสู่ภาวะปกติ นี่คือแนวคิดของethnomusiolgy และAnthropology ที่น่าสนใจในการเอามามองเรื่องนี้
หรือการร้องแบบเสียงสั่น ร้องไม่ตรงคีย์ ร้องแบบหายใจไม่ทัน เสียงแตก ลืมเนื้อ หยุดร้องกลางประโยค นักดนตรีเล่นผิดแล้วเพื่อนเล่นตาม สิ่งเหล่านี้ AI สามารถจำลองได้แต่ความแตกต่างสำคัญคือ แม้ว่า AI สามารถสร้างความผิดพลาดที่เหมือนมนุษย์ แต่มันไม่ได้ผิดพลาดเพราะความเป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์มีร่างกายและการรับรู้เชิงผัสสะที่แตกต่างกัน
หรือเพลงที่เกิดจากชีวิตของคนคนหนึ่ง ลองนึกถึงเพลงธรรมดามาก ๆ เพลงหนึ่งชายคนหนึ่งแต่งเพลงตอนอายุ 17 เพราะอกหักกับผู้หญิงคนหนึ่ง ผ่านไป 40 - 50 ปี เขาก็ยังร้องเพลงนั้นอยู่ แม้ว่าภรรยาของเขาเสียชีวิต ลูก ๆ โตขึ้น เขาย้ายถิ่นฐานบ้านเกิด แต่เมื่อได้ยินทำนองนี้ เขายังจำได้ว่าวันนั้นผมยืนอยู่ตรงหน้าบ้านหลังนั้น แม้ว่า AI สามารถสร้างเพลงที่มีทำนองคล้ายกันได้แต่ AI ไม่สามารถพูดได้อย่างแท้จริงว่าเพลงนี้อยู่กับผมมาตลอดชีวิตเพราะ AI ไม่มี biography เหมือนมนุษย์ ไม่ว่า AI จะเอาเพลงคนอื่นมาร้อง ก็ยิ่งไม่ใช่ biography ของ AI ที่แท้จริงแต่อย่างใด
ผมลองย้อนดูปกอัลบั้มเทปและซีดี สมัยก่อน กว่าจะเป็นเพลงหนึ่งเพลง ประกอบด้วยหลายสิ่งต่างๆ มากมาย ทั้งเนื้องร้องทำนอง คนแต่งเนื้อ คนทำดนตรี ประสบการณ์ชีวิตของคนแต่งและคนร้อง ชีวิตในห้องอัด และอื่นๆ อันนี้คือสิ่งสี่พาผู้ฟังเข้าไปอยู่ในโลกของดนตรี ดื่มด่ำ และอิ่มเอมกับมัน
ความน่าสนใจอยู่ที่กระบวนการสร้าง คนเขียนเพลง ทำดนตรีต้องมีประสบการณ์ ต้องรู้สึก ต้องคิด ต้องลองผิดลองถูก ต้องเล่น ต้องร้อง ต้องแก้ ต้องเคยล้มเหลว แล้วจึงได้เพลง กระบนนการนี้จึงสำคัญที่ทำให้มนุษย์เกิดไอเดีย และเกิดสิ่งใหม่
แต่ตอนนี้ หากมนุษยอยากแต่งเพลง ทำเพลง อยากได้เพลงเศร้า ๆ แบบนี้ เพียงแค่พิมพ์ prompt แล้วได้เพลง มันก็ง่ายมาก เป็นเหมือนสูตรสำเร็จ จนเรามทิ้งสิ่งที่เรียกว่าความล้มเหลวที่ทำให้มนุษย์พยามและก้าวข้ามสู่ความสำเร็จหรือการสร้างสรรค์ ที่สะท้อนความเป็นมนุษย์ที่สุด
โลกปัจจุบัน เทคโนโลยี ทำให้ทุกอย่างง่าย มีเหมือนกัน และมีมากขึ้น แต่ทำไมสิ่งที่มากขึ้นเหล่านี้กลับไม่มีคุณค่าหรือความหมาย เช่นมีเพลงมากขึ้น แต่มีเพลงที่เราผูกพันด้วยน้อยลง เหมือนกับภาพถ่าย เมื่อก่อนเราถ่ายรูปน้อย เพราะฟิล์มมีจำกัดรูปหนึ่งรูปจึงมีความทรงจำอยู่กับมันมาก วันนี้เราถ่ายได้เป็นพันรูปแต่บางครั้งกลับไม่มีรูปไหนที่สำคัญหรือมีความทรงจำเลย…ในท้ายที่สุดเมื่อเราไม่คิด ก็ไม่แตกต่างจากยุคหนึ่งที่เราต้องตามเทรนด์ ตามตลาด เพลงก็จะออกมาเหมือนกันไม่มีการสร้างสรรค์ ไม่มีความคิดว่า ผมอยากทำสิ่งนี้ แม้ไม่มีใครเข้าใจผมก็ตาม มันคือสไตล์ของผมที่ไม่เหมือนใคร อยากให้คนลองฟัง…
ดังนั้น เพลงที่ AI ทำไม่ได้ ไม่ใช่เพลงที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือเพลงที่มีชีวิตของมนุษย์ฝังอยู่ในนั้นจนไม่สามารถแยกเพลงออกจากชีวิตได้
สำหรับผมแล้ว ถ้า AI เป็น เครื่องมือ ผมว่าไม่น่ากลัวมากเท่าไหร่ ถ้าเรารู้เท่าทันและฉลาดใช้ แต่ถ้าเมื่อใด AI กลายเป็นผู้สร้างแทนมนุษย์ แล้วมนุษย์เหลือเพียงการกดปุ่มเลือกผลงาน ผมคิดว่านั่นเป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถามจริง ๆ จัง ๆ กับมันเสียที
AI อาจสร้างผลงานได้ แต่มนุษย์สร้างความหมายจากการมีชีวิตอยู่ นี่คือความแตกต่าง…
ปล.ภาพประกอบเป็นอัลบั้มเพลงที่ผมซื้อม้วนแรกตอนเรียนที่ มข. และทำให้ผมคลายเหงาเวลาคิดถึงบ้าน และพกติดตัวเวลาเดินทางเสมอพร้อม Sony Walkman ….


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น