โรคจิตเวช กับการส่งออกคสามเข้าใจและรับรู้เกี่ยวกับโรค โดยนัฐวุฒิ สิงห์กุล

 


สิ่งที่น่าคิดคือโรคทางจิตเวชที่เราคิดว่าเป็นสากล แท้จริงแล้วเป็นสากลจริงหรือ หรือเป็นผลผลิตของวัฒนธรรมตะวันตกที่กำลังถูกส่งออกไปทั่วโลก?  ผมนึกถึงงานของ  Ethan Watters  เรื่อง Crazy Like Us: The Globalization of the American Psyche

    เขาเป็นนักข่าวและนักเขียนชาวอเมริกันที่ทำงานด้านจิตวิทยา วัฒนธรรม และสังคม แม้เขาจะไม่ใช่นักมานุษยวิทยาโดยตรง แต่หนังสือเล่มนี้ได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวางในสาขา มานุษยวิทยาการแพทย์ (Medical Anthropology), จิตเวชข้ามวัฒนธรรม (Cross-cultural Psychiatry) และ Global Mental Health

       คำถามสำคัญของหนังสือคือเรากำลังส่งออกวิธีรักษาโรคทางจิต หรือกำลังส่งออกวิธีคิดว่าอะไรคือโรคทางจิต?

  เขาเสนอความคิดว่า  อเมริกาไม่ได้ส่งออกเพียงวัฒนธรรม เพลง หรืออาหารจานด่วน แต่กำลังส่งออกวิธีการป่วยทางจิตไปยังทั้งโลกกล่าวคือ การวินิจฉัยโรค แนวคิดเรื่องสุขภาพจิต วิธีบำบัด และแม้แต่รูปแบบการแสดงอาการของผู้ป่วย ล้วนได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรม ไม่ใช่เป็นข้อเท็จจริงทางชีววิทยาที่เหมือนกันทุกแห่งเสมอไป  

   แนวคิดที่สำคัญที่สุดที่เขาใช้คือ Scripts of Distress นี่คือแนวคิดที่แทรกอยู่ทั้งเล่ม มนุษย์ไม่ได้เกิดมาพร้อมวิธีแสดงความทุกข์ แต่เรียนรู้จากสังคม เหมือนนักแสดงเรียนบทละคร

    หนังสือไม่ได้ปฏิเสธว่าความทุกข์ทางจิตมีอยู่จริง แต่โต้แย้งว่าภาษาและกรอบความคิดที่ใช้อธิบายความทุกข์นั้น แตกต่างกันตามสังคม

   เขาเริ่มต้นด้วยภาวะโรคที่เรียกว่า Anorexia บางคนก็แปลว่าภาวะการเบื่ออาหาร หรือความต้องการให้ตัวเองผอม ในฮ่องกง

Watters ตั้งคำถามว่า ทำไมก่อนทศวรรษ 1990 ฮ่องกงแทบไม่มีผู้ป่วยโรคเบื่ออาหารแบบตะวันตก

แต่หลังจากสื่อมวลชนและงานวิจัยตะวันตกเผยแพร่แนวคิดเรื่องโรคนี้ จำนวนผู้ป่วยกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประเด็นสำคัญคือก่อนหน้านั้น ผู้หญิงฮ่องกงที่อดอาหารไม่ได้บอกว่าฉันกลัวอ้วนเลย แต่กลับบอกวว่รู้สึกอึดอัดตัว รู้สึกแน่นท้อง กลืนอาหารไม่ได้และไม่มีความอยากอาหาร เมื่อแนวคิดแบบตะวันตกแพร่หลาย ผู้ป่วยเริ่มใช้คำอธิบายแบบเดียวกับใน DSM เช่น กลัวอ้วนหรือภาพลักษณ์ร่างกายซึ่งสะท้อนว่าการแสดงอาการเองก็อาจได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรม  

  ผมนึกถึงตัวอย่างในประเทศไทย เมื่อสิบกว่าปีก่อน คำว่า Burnout แทบไม่มี ปัจจุบัน คนจำนวนมากใช้คำนี้

แม้อาการที่เกิดขึ้นอาจเคยเรียกว่า เหนื่อย หมดไฟหรือเบื่องาน ซึ่งผมก็ไม่ได้หมายความว่า Burnout ไม่มีจริง แต่ภาษาใหม่ทำให้ผู้คน เข้าใจตัวเองแบบใหม่นั่นเอง

    ในอดีตผมก็ได้ยินคนไทยจำนวนมากพูดว่าเครียดลงกระเพาะมากกว่าจะพูดว่าฉันเป็นโรควิตกกังวล เมื่อคำศัพท์ด้านสุขภาพจิตแพร่หลาย คนรุ่นใหม่จึงเริ่มใช้คำอย่าง Panic หรือ Burnout เพื่ออธิบายประสบการณ์เดิมผ่านกรอบใหม่

      หรือกรณีภาวะ  PTSD หลังเหตุการณ์สึนามิ ในศรีลังกา หลังเหตุการณ์สึนามิปี 2004 ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจากตะวันตกจำนวนมากเดินทางเข้าไปช่วยเหลือ พวกเขาไม่ได้นำแค่อาหาร ยาและสิ่งของมาเท่านั้น แต่นำแนวคิดเรื่อง Post-traumatic stress disorder มาด้วย และการทำ trauma counseling เข้าไปใช้

     แต่Watters ชี้ว่า ชาวศรีลังกาหลายชุมชนมีวิธีจัดการกับความเศร้า ความสูญเสีย และการไว้ทุกข์ของตนเองอยู่แล้ว การใช้แบบประเมินและการบำบัดตามมาตรฐานตะวันตกในบางกรณีอาจไปแทนที่หรือรบกวกระบวนการเยียวยาในท้องถิ่น แทนที่จะช่วยเสริมมันมากกว่าจะครอบงำความรู้ดั้งเดิมท้องถิ่น 

  Watters เล่าว่า หลังสึนามิปี 2004ผู้เชี่ยวชาญจากอเมริกาเดินทางไปจำนวนมาก พวกเขาเชื่อว่าทุกคนควรเล่าประสบการณ์ ระบายความรู้สึกแบะพูดถึง Trauma แต่ในหมู่บ้านหลายแห่ง ผู้คนกลับเลือกไปวัดทำบุญ อยู่กับครอบครัว ทำพพิธีกรรหรือ ช่วยกันสร้างบ้านใหม่ บางคนไม่อยากเล่าเพราะการเล่าซ้ำทำให้ทุกข์กว่าเดิม

  Watters จึงถามว่า ทำไมเราจึงคิดว่าการพูดเป็นวิธีเยียวยาที่ดีที่สุดสำหรับทุกวัฒนธรรม? 

      หรือหากลองเอาตัวอย่างในไทยมาเปรียบเทียบ เราจะพบว่าหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ บางชุมชนไม่ได้จัดกลุ่มบำบัด แต่จัดลงแขกซ่อมบ้าน ทำบุญอุทิศส่วนกุศล กินข้าวร่วมกัน ฟื้นฟูวัดและโรงเรียน กิจกรรมเหล่านี้อาจทำหน้าที่เยียวยาได้โดยไม่ต้องเรียกว่าจิตบำบัด

     เช่นเดียวกับกรณีโรคจิตเภทในแซนซิบาร์ (แซนซิบาร์ คือหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย นอกชายฝั่งแอฟริกาตะวันออก เป็นส่วนหนึ่งของประเทศ แทนซาเนีย ) โดย Watters เปรียบเทียบว่าในหลายประเทศตะวันตก โรคจิตเภทถูกมองว่าเป็นโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยมีโอกาสฟื้นตัวต่ำและครอบครัวมักรู้สึกหวาดกลัว แต่ในบางชุมชนของแซนซิบาร์ อาการบางอย่างอาจถูกตีความว่าเกี่ยวข้องกับวิญญาณหรือสิ่งเหนือธรรมชาติ ดังนั้นครอบครัวและชุมชนจึงมีแนวทางดูแลและอยู่ร่วมกับผู้ป่วยที่แตกต่างออกไป ทั้งนี้ Watters ไม่ได้สรุปว่าความเชื่อเรื่องวิญญามีค่าน้อยกว่า วิทยาศาสตร์ แต่ชี้ให้เห็นว่ากรอบวัฒนธรรมมีผลต่อการใช้ชีวิตกับโรค การยอมรับผู้ป่วย และประสบการณ์ของผู้ป่วยเอง

   ในอเมริกา เมื่อคนได้ยินว่า Schizophrenia มักนึกถึงอันตราย การอยู่คนเดียวหรือต้องกินยาตลอดชีวิต แต่ในแซนซิบาร์ หลายครอบครัวตีความว่า ผู้ป่วยถูกวิญญาณรบกวน แทนที่จะขับไล่พวกเขากลับ ให้อยู่ในบ้าน ช่วยดูแลหรือพาไปพบทั้งหมอและผู้นำพิธีกรรม

Watters ไม่ได้บอกว่าความเชื่อเรื่องวิญญาณถูกต้องที่สุด  แต่ชี้ว่ากรอบความเชื่อส่งผลต่อ ความหวัง ความสัมพันธ์ในครอบครัวและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างปฏิเสธไม่ได้ 

       กรณี  โรคซึมเศร้าในญี่ปุ่น  Watters เล่าว่า

ก่อนปลายทศวรรษ 1990 ญี่ปุ่นไม่ได้ใช้แนวคิดเรื่อง Depression แบบอเมริกันอย่างแพร่หลาย แต่เมื่อบริษัทยาข้ามชาติทำการตลาดอย่างเข้มข้น โดยคำว่าโรคซึมเศร้าเริ่มถูกทำให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมีการโฆษณาว่าโรคซึมเศร้าเป็นเพียงไข้หวัดของจิตใจซึ่งช่วยลดการตีตราและทำให้ผู้คนเข้าถึงการรักษามากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้ความเศร้าหรือความทุกข์ในชีวิตประจำวันจำนวนหนึ่งถูกนิยามในกรอบโรคทางการแพทย์มากขึ้น ผู้เขียนชวนให้ตั้งคำถามต่อบทบาทของบริษัทยาและกระบวนการทำให้ความทุกข์กลายเป็นโรค (medicalization) มากกว่าจะปฏิเสธการรักษาทางการแพทย์ทั้งหมด  

     หนังสือเล่มนี้เชื่อมโยงกับแนวคิดของนักมานุษยวิทยาหลายคน เช่น Arthur Kleinman เรื่องความแตกต่างระหว่าง Disease (โรคในมุมชีวการแพทย์) กับ Illness (ประสบการณ์การเจ็บป่วย)  ผู้ป่วยสองสามคนอาจมีอาการคล้ายกัน แต่ให้ความหมายต่างกัน คนหนึ่งบอกว่าฉันเป็นโรคซึมเศร้า อีกคนบอกว่าฉันเสียขวัญอีกคนบอกว่าวิญญาณบรรพบุรุษกำลังเตือนฉัน

    มานุษยวิทยาไม่ได้รีบตัดสินว่าใครถูกหรือผิด แต่ถามต่อว่า กรอบความหมายแต่ละแบบส่งผลอย่างไรต่อการใช้ชีวิต การเข้าถึงการรักษา และความสัมพันธ์กับชุมชน

หรือ Margaret Lock เรื่อง local biologies หรือชีววิทยาที่สัมพันธ์กับบริบททางสังคมและวัฒนธรรม Byron Good เรื่องภาษาและความหมายของความเจ็บป่วย และ Michel Foucault เรื่องอำนาจ ความรู้ และการสร้างหมวดหมู่ของความปกติและความผิดปกติ กล่าวอีกนัยหนึ่ง หนังสือชี้ว่า โรคทางจิตไม่ได้มีเพียงมิติทางชีววิทยา แต่ยังเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม การเมือง และเศรษฐกิจด้วย

     หนังสือได้รับการวิจารณ์ทั้งคำชื่นชมและคำวิจารณ์ โดย นักมานุษยวิทยาและผู้ศึกษาสุขภาพจิตข้ามวัฒนธรรมจำนวนมากเห็นว่าหนังสือช่วยเปิดพื้นที่ให้ตั้งคำถามต่อการมองโรคทางจิตว่าเป็นสากล และต่อบทบาทของการแพทย์ตะวันตกในการกำหนดนิยามความทุกข์   ในอีกด้าน นักจิตเวชบางส่วนเห็นว่าผู้เขียนอาจวิพากษ์การส่งออกโมเดลตะวันตกแรงเกินไป และอาจประเมินประโยชน์ของการรักษาสมัยใหม่ต่ำกว่าที่หลักฐานบางส่วนสนับสนุน จึงควรอ่านควบคู่กับงานของ Arthur Kleinman และ Laurence J. Kirmayer เพื่อให้เห็นทั้งมิติวิพากษ์และมิติการประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยจริง

ความคิดเห็น