ขณะที่ผมกำลังเรียบเรียงสิ่งที่เขียนในบทอภิปรายการประชุมวิชาการทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา และต้องนำมาในเดือนกรกฏาคมมาทำเป็นสไลด์เพื่อนำเสนอด้วยในหัวข้อจาก Ancesstor to Algorihm … ที่ผมศึกษาและอธิบายการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุใน 2 โลกที่ทับซ้อนกัน โลกเดิมที่มีความผูกพันทางจิตวิญญาณกับโลกสมัยใหม่ที่พึ่งพาเทคโนโลยี ผมเห็นกรอบแนวคิดเกี่ยวกับผู้สูงวัย (Framings of Ageing) ในมิติต่างๆ จากงานวิจัยเชิงวิชาการต่าง ๆ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามุมมองที่โลกมีต่อการนิยามความสูงวัยอย่างมีคุณภาพนั้น ไม่ได้หยุดนิ่ง แต่มีวิวัฒนาการที่ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ หากเราลองถอดรหัสความหมาย วิธีคิด และร้อยเรียงเป็นเส้นทางพัฒนาการทางความคิด (Evolution of Thought) ของเรื่องนี้ เราจะเห็นภาพของเส้นทางความคิดที่ชัดเจน ดังนี้คือ
1.การถอดความหมายและวิธีคิด (Deconstructing the Frameworks)
หากเรามองผ่านเนื้อหาในการศึกษาผู้สูงอายุมาจนถึงปัจจุบัน เราจะเห็นความหมายและฐานคิดหลักของแต่ละกรอบแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังและถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย ดังนี้
Successful Ageing (สูงวัยอย่างสำเร็จ)คือ วิธีคิดเน้นที่เรื่องของศักยภาพส่วนบุคคล (Individual Capacity) ทั้งทางกายและใจ เป็นการปรับตัวเพื่อลดความเสี่ยงจากโรคและคงสมรรถภาพของตัวเองไว้ให้ได้มากที่สุด
Productive Ageing (สูงวัยอย่างมีผลิตภาพ) วิธีคิดนี้เน้นที่คุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม (Economic & Social Value) มองว่าผู้สูงอายุไม่ใช่ภาระ แต่ยังสามารถทำงาน มีส่วนร่วม หรือพึ่งพาตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งคนอื่น
Active Ageing (สูงวัยอย่างมีพลัง) โดยวิธีคิดนี้ถูกยกระดับเป็นแนวคิดเชิงนโยบาย/การเมือง (Political Concept) ที่เน้นการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุมีสิทธิมีเสียง และมีส่วนร่วมในสังคมตามความต้องการและศักยภาพของตน
Healthy Ageing (สูงวัยอย่างมีสุขภาพดี) มีวิธีคิดเน้นที่สุขภาวะเชิงกายภาพและเวลา (Physical Well-being & Lifespan) มุ่งเพิ่มจำนวนปีที่ใช้ชีวิตโดยปราศจากความทุพพลภาพหรือโรคภัย
Active and Healthy Ageing (สูงวัยอย่างมีพลังและสุขภาพดี) วิธีคิดเป็นนี้เป็นการบูรณาการที่รวมเรื่อง สุขภาพ, การมีส่วนร่วม, และความมั่นคงปลอดภัย เข้าด้วยกันเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตในภาพรวม
Ageing Well (ความสูงวัยอย่างมีคุณภาพ หรือสูงวัยอย่างเป็นสุข) วิธีคิดเป็ดนี่เป็นขั้นสุดที่เน้นบริบทและสิ่งแวดล้อมเชิงองค์รวม (Holistic & Contextual) โดยนำเทคโนโลยี (ICT) เข้ามาช่วยสนับสนุนใน 3 มิติหลัก คือ การทำงาน (At Work), การอยู่ร่วมในสังคม (In the Community), และการใช้ชีวิตที่บ้าน (At Home) เพื่อรักษาอิสรภาพ ศักดิ์ศรี และความสุขไว้
2. พัฒนาการทางความคิดจากปัจเจกบุคคล สู่ ระบบนิเวศองค์รวม (Evolution of Thought)
เมื่อเรานำกรอบแนวคิดเหล่านี้มาเรียงร้อยต่อกัน เราจะเห็นพัฒนาการทางความคิดของมนุษยชาติในการรับมือกับสังคมสูงวัย ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ก้าวสำคัญ (4 Shifts) ดังนี้คือ
ก้าวที่ 1 จากการพึ่งพาตนเองสู่การสร้างคุณค่า เริ่มต้นจาก Successful & Healthy Ageing ที่มองว่าตราบใดที่คุณดูแลตัวเองไม่ให้ป่วย มีสมองดี ร่างกายดี ก็ถือว่าชนะหรือประสบความสำเร็จ ต่อมาความคิดนี้ขยายไปสู่ Productive Ageing ว่า แค่แข็งแรงอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมีประโยชน์ด้วย เช่น ทำงานไหว หรือเป็นอาสาสมัครได้
ก้าวที่ 2 จากหน้าที่ส่วนตัวสู่สิทธิทางสังคม (Individual Responsibility to Social Rights) ความคิดขยับจากแค่เรื่องของ ตัวบุคคล ไปสู่ Active Ageing ซึ่งมองว่า สังคมและรัฐต้องเปิดพื้นที่และสร้างโอกาสให้ผู้สูงอายุด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้สูงอายุต่อสู้ดิ้นรนอยู่ฝ่ายเดียว
ก้าวที่ 3 การหลอมรวมมิติ (The Integration) เกิดเป็น Active and Healthy Ageing เพราะตระหนักได้ว่า สุขภาพกายที่ดี (Healthy) กับการมีบทบาทในสังคม (Active) เป็นเรื่องที่แยกจากกันไม่ได้ หากอยากให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน
ก้าวที่ 4 การเข้าสู่ยุคองค์รวมและเทคโนโลยีสนับสนุน (The Holistic Ecosystem) ปลายทางของวิวัฒนาการในตารางนี้คือ Ageing Well ซึ่งคิดไปไกลกว่าแค่เรื่องสุขภาพหรือหน้าที่ แต่คิดถึงสภาพแวดล้อมที่รองรับการใช้ชีวิตในทุกๆ วัน ที่สำคัญคือ มีการนำ ICT (เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) เข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เพื่อให้ผู้สูงอายุทำงานได้สะดวกขึ้น ไม่เหงา (ไม่โดดเดี่ยวจากสังคม) และสามารถใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเดิมของตัวเองได้อย่างมีศักดิ์ศรีและความปลอดภัย (Independent living)
หัวใจสำคัญของวิวัฒนาการนี้คือวิธีคิดของโลกเปลี่ยนจากมุมมองที่มองความสูงวัยเป็นปัญหาทางการแพทย์หรือภาระที่ต้องจัดการกลายมาเป็นการมองแบบ การออกแบบวิถีชีวิตและระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ผสานเทคโนโลยีและการมีส่วนร่วมของสังคมเข้าด้วยกัน เพื่อให้มนุษย์คนหนึ่งสามารถแก่ตัวลงได้อย่างมีความสุข มีศักดิ์ศรี และพึ่งพาตนเองได้มากที่สุด
พัฒนาการของแนวคิดเหล่านี้สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนมุมมองที่ลึกซึ้ง จากผู้สูงอายุต้องปรับตัวเองสู่สังคมต้องสร้างเงื่อนไขที่เอื้อให้แก่ดีและท้ายที่สุดเทคโนโลยีคือสะพานที่เชื่อมทั้งสองฝั่งเข้าหากัน
ดังนั้นเราสามารถนำพัฒนาการทางความคิดนี้ไปใช้เป็นกรอบในการวางนโยบาย ออกแบบผลิตภัณฑ์/บริการสำหรับผู้สูงอายุ หรือแม้กระทั่งวางแผนชีวิตให้กับตัวเองและคนในครอบครัวได้เพราะในอนาคตเราก็ต้องแก่



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น