Guy Standing เป็นนักเศรษฐศาสตร์แรงงานและนักวิชาการด้านนโยบายสังคมที่เสนอแนวคิดเรื่อง Precariat เพื่ออธิบายคนกลุ่มใหม่ในระบบทุนนิยมร่วมสมัยที่มีชีวิตและการทำงานอย่าง ไม่มั่นคง (precarious) ทั้งด้านรายได้ สิทธิและอนาคต
แนวคิดนี้สำคัญมากในงานศึกษาคนรุ่นใหม่ แรงงานชั่วคราว งานในลักษณะ gig economy งานฟรีแลนซ์ รวมถึง นักศึกษาฝึกงาน นักศึกษาที่ทำพาร์ทไทม์ เพราะ Standing มองว่าโลกแรงงานปัจจุบันกำลังเปลี่ยนจากระบบงานมั่นคง ไปสู่ระบบที่คนต้องอยู่กับความไม่แน่นอนตลอดเวลา
คำว่า Precariat มาจากการรวมคำว่า precarious ที่แปลว่าไม่มั่นคง ออกเสียงคล้าย ๆ คำว่า proletariat หมายถึงชนชั้นแรงงาน ดังนั้น Precariat คือ ชนชั้นแรงงานแบบใหม่ที่ดำรงชีวิตอยู่ภายใต้ความไม่มั่นคงอย่างถาวร
ไม่ใช่แค่จนแต่คือคนที่ไม่มีความมั่นคงในงาน ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีอำนาจต่อรอง ไม่มีอนาคตที่แน่นอนและต้องแข่งขันตลอดเวลา
Standing มองว่า Precariat กำลังกลายเป็นชนชั้นทางสังคมใหม่ของโลกแบบ neoliberal โดยจุดสำคัญของแนวคิด Precariat คือความไม่มั่นคงกลายเป็นสภาพปกติ ในอดีตคนจำนวนมากคาดหวังได้ว่าเรียนจบ ได้งานประจำ มีสวัสดิการ มีเส้นทางอาชีพ (career path ) ชัดเจน แต่ในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน คนรุ่นใหม่กลับต้องอยู่กับ งานสัญญาระยะสั้น งานชั่วคราว งานประเภท freelance , gig work การทำงานแบบฝึกงาน (internship ) ฟรี รวมทั้งการไม่มีหลักประกัน
Standing มองว่านี่ไม่ใช่ปัญหาชั่วคราวแต่เป็นโครงสร้างใหม่ของทุนนิยม ทำให้คนใน Precariat ต้องขายตัวเองตลอดเวลา เพราะคนกลุ่มนี้ต้องทำงานกับตัวตนของตนเองตลอดเวลา เช่น สร้าง portfolio อัปเดต CV สร้าง networking ต้องพัฒนาตัวเอง สร้าง branding ตัวเอง รวมทั้งสะสมประสบการณ์ (experience)
ชีวิตกลายเป็นการลงทุนในตัวเองอย่างไม่สิ้นสุด เช่นเรื่องการฝึกงาน ( internship ) เพราะนักศึกษามักถูกบอกว่าต้องเก็บประสบการณ์ ต้องสร้าง profile และต้องมีอะไรใน resume จึงยอมทำงานฟรีเพื่อลงทุนในอนาคต
Precariat ไม่มีอัตลักษณ์ทางอาชีพ (occupational identity) ที่มั่นคง โดย Standing บอกว่าคนในระบบนี้ไม่รู้สึกว่าตนมีตัวตนทางอาชีพที่มั่นคง เช่น วันนี้ฝึกงาน พรุ่งนี้เป็น freelance อีกวันทำ part-time ที่สะท้อนว่ามีการเปลี่ยนงานตลอดเวลา ดังนั้นชีวิตของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ( uncertainty)
ภาวะของความไม่มั่นคงไม่ได้มีแค่เรื่องเงินเท่านั้น เนื่องจาก Precariat มีความไม่มั่นคงหลายระดับ เช่น ไม่มั่นคงเรื่องงานเพราะไม่มีสัญญาระยะยาวและสามารถถูกแทนที่ได้ง่าย รายได้ไม่แน่นอน ไม่มีสิทธิแรงงาน ไม่รู้ว่าตนอยู่ตรงไหนในสังคม เวลาชีวิตไม่แน่นอน งานรุกล้ำชีวิตส่วนตัว สิ่งที่น่าสนใจก็คือ Precariat ถูกทำให้เชื่อว่าความไม่มั่นคงคือเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องปกติ สิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญมากคนรุ่นใหม่ถูกสอนว่าต้องๅยืดหยุ่น ต้องปรับตัว (flexible, adaptable และ resilient ) จนเริ่มมองว่าความมั่นคงเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้วในยุคปัจจุบัน ในโลกที่ผันผวน
หนังสือ The Precariat : The New Dagerous Class (2011) ของ Guy Standing จึงพยายามอธิบายว่า โลกยุคทุนนิยมเสรีใหม่ (neo-liberalism) และโลกาภิวัตน์ไม่ได้เพียงเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจ แต่กำลังสร้างชนชั้นใหม่ขึ้นมา นั่นคือ Precariatหรือชนชั้นแห่งความไม่มั่นคง ซึ่งเป็นคนจำนวนมหาศาลที่ดำรงชีวิตอยู่กับความไม่แน่นอน ไม่มีหลักประกัน และไม่สามารถมองเห็นอนาคตของตนเองได้อย่างมั่นคง
Standing ชี้ว่า ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา รัฐและทุนทั่วโลกผลักดันแนวคิดความยืดหยุ่นของตลาดแรงงาน (labour flexibility) โดยอ้างว่าโลกแข่งขันสูงขึ้น บริษัทต้องลดต้นทุนและปรับตัวอย่างรวดเร็ว ผลที่เกิดขึ้นคือความเสี่ยงถูกผลักจากรัฐและนายทุนไปยังแรงงาน คนทำงานจึงต้องอยู่กับงานชั่วคราว สัญญาระยะสั้น รายได้ไม่แน่นอน และการถูกแทนที่ได้ตลอดเวลา สิ่งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนรูปแบบงาน แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างชีวิตของผู้คน
Precariat จึงไม่ใช่เพียงคนจนหรือคนว่างงานแต่เป็นกลุ่มคนที่ขาดความมั่นคง 7 ด้านได้แก่ ความมั่นคงของตลาดแรงงาน ความมั่นคงในการจ้างงาน ความมั่นคงในตำแหน่งงาน ความปลอดภัยในการทำงาน โอกาสพัฒนาทักษะ ความมั่นคงทางรายได้ และสิทธิในการมีเสียงต่อรองผ่านสหภาพหรือองค์กรแรงงาน คนกลุ่มนี้จึงไม่มีทั้งอนาคต ไม่มีเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน และไม่มีอัตลักษณ์ทางอาชีพ (occupational identity) แบบชนชั้นแรงงานยุคอุตสาหกรรมเดิม
Standing อธิบายว่า ชนชั้นแรงงานแบบเก่า (proletariat) แม้จะถูกเอารัดเอาเปรียบ แต่ยังมีสัญญาทางสังคมบางอย่าง เช่น งานประจำ สวัสดิการ บำนาญ หรือการเลื่อนตำแหน่ง แต่ Precariat ไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย พวกเขาต้องใช้ชีวิตแบบอยู่กับปัจจุบันเพราะไม่รู้ว่าอนาคตจะมีงานหรือไม่
หนังสือยังชี้ให้เห็นว่า Precariat มีความรู้สึกทางอารมณ์ร่วมกัน 4 อย่าง คือ ความโกรธ (anger) ความไร้ทิศทาง (anomie) ความวิตกกังวล (anxiety) และความแปลกแยก (alienation) ผู้คนรู้สึกว่าตนทำงานหนักแต่ไม่ก้าวหน้า ไม่มีคุณค่าในงานที่ทำ และถูกสังคมกล่าวหาว่าขี้เกียจหรือไม่พยายาม ทั้งที่ปัญหาจริงคือโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่มั่นคง
Standing มองว่า Precariat เป็นชนชั้นอันตรายใหม่ (new dangerous class) เพราะเมื่อผู้คนจำนวนมากรู้สึกไร้อนาคต พวกเขาอาจหันไปสนับสนุนการเมืองแบบสุดโต่ง ประชานิยม หรือชาตินิยมรุนแรง ตัวอย่างที่หนังสือยกคือเมือง Prato ในอิตาลี ซึ่งแรงงานท้องถิ่นสูญเสียงานให้แรงงานจีนอพยพ ก่อนที่ความไม่พอใจจะถูกเปลี่ยนเป็นการเมืองแบบต่อต้านคนต่างชาติ
ในอีกด้านหนึ่ง Standing ก็ไม่ได้มอง Precariat เพียงในฐานะเหยื่อเท่านั้น เขาเห็นว่าคนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มปฏิเสธชีวิตแรงงานแบบเดิมที่ซ้ำซากและอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กร พวกเขาต้องการชีวิตที่ยืดหยุ่น มีอิสระ และมีความหมายมากกว่า ดังนั้น Precariat จึงมีทั้งด้านที่เป็น “ผู้ถูกกดทับ” และด้านที่เป็น “พลังใหม่ทางสังคม” พร้อมกัน
ประเด็นสำคัญอีกอย่างคือ Standing แยก labour ออกจาก work เขามองว่าโลกสมัยใหม่ยกย่องเฉพาะ labour หรือแรงงานที่สร้างรายได้ ขณะที่งานในความหมายของการดูแลครอบครัว การสร้างชุมชน การเรียนรู้ หรือการพัฒนาตนเองกลับถูกมองข้าม Precariat จึงต้องทำงานเพื่อให้ได้งาน (work-for-labour) จำนวนมาก เช่น เขียนเรซูเม่ ฝึกงาน สมัครงาน หรือพัฒนาทักษะอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน
หนังสือยังเชื่อมโยง Precariat กับโลกดิจิทัล Standing เห็นว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้ผู้คนถูกดึงเข้าสู่ชีวิตแบบสั้น เร็ว กระจัดกระจาย สมาธิสั้น และอยู่กับการตอบสนองทันที มากกว่าการคิดระยะยาว สิ่งนี้ยิ่งทำให้ผู้คนสูญเสียความสามารถในการสร้างชีวิตที่มั่นคงและกลายเป็นมนุษย์ที่ต้องวิ่งตามงานและข้อมูลตลอดเวลา
ท้ายที่สุด Standing เสนอว่า หากสังคมไม่เข้าใจการเกิดขึ้นของ Precariat โลกอาจเข้าสู่ politics of inferno หรือการเมืองแห่งความเกลียดชังและความแตกแยก แต่ถ้าสามารถสร้างระบบใหม่ที่ให้ความมั่นคง ศักดิ์ศรี และสิทธิขั้นพื้นฐานแก่ผู้คนได้ Precariat อาจกลายเป็นพลังของ politics of paradise หรือการเมืองแบบใหม่ที่เน้นเสรีภาพ ความมั่นคง และความเป็นธรรมทางสังคมมากขึ้น

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น