หนังสือ The Progress of This Storm ของ Andreas Malm เป็นงานเขียนที่พยายามเข้าไปตั้งคำถามกับวิธีที่โลกสมัยใหม่กำลังอธิบายวิกฤตสภาพภูมิอากาศและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ภายใต้โลกที่กำลังร้อนขึ้นเรื่อย ๆ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงงานด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นงานเชิงทฤษฎีที่เชื่อมโยงการเมือง เศรษฐกิจ ทุนนิยม และวิกฤตภูมิอากาศเข้าด้วยกันอย่างเข้มข้น
Malm เริ่มต้นจากการตั้งข้อสังเกตว่า ในยุค Anthropocene ผู้คนจำนวนมากเริ่มพูดถึงธรรมชาติในลักษณะที่ว่าทุกสิ่งล้วนมี agency ไม่ว่าจะเป็น แม่น้ำ พายุ วัตถุ เทคโนโลยี หรือแม้แต่คาร์บอน แนวคิดเช่นนี้ได้รับอิทธิพลจากกระแส posthumanism และ Actor-Network Theory ของ Bruno Latour ที่พยายามลดเส้นแบ่งระหว่างมนุษย์กับสิ่งอื่น ๆ ในโลกลง
อย่างไรก็ตาม Malm เห็นว่า แม้แนวคิดเหล่านี้จะช่วยให้มนุษย์กลับมาตระหนักว่าธรรมชาติไม่ใช่สิ่งเฉื่อยนิ่ง แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันกลับทำให้โครงสร้างอำนาจถูกทำให้พร่าเลือนลง เพราะเมื่อทุกสิ่งถูกอธิบายว่ามี agency เท่า ๆ กัน ความรับผิดชอบของรัฐ บริษัทน้ำมัน หรือระบบทุนนิยมฟอสซิลก็อาจถูกลดทอนลงไปด้วย
เขาจึงวิจารณ์การอธิบาย climate change แบบที่กล่าวว่ามนุษย์ทุกคนร่วมกันทำลายโลกเพราะในความเป็นจริง การปล่อยคาร์บอนของโลกไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน คนจนใน Global South ชาวนา ชนพื้นเมือง หรือแรงงานชายขอบ ไม่ได้สร้างวิกฤตภูมิอากาศในระดับเดียวกับอุตสาหกรรมฟอสซิล รัฐมหาอำนาจ หรือทุนพลังงานขนาดใหญ่ การพูดว่า “มนุษย์” เป็นผู้ทำลายโลก จึงเป็นการซ่อนความแตกต่างทางชนชั้นและอำนาจเอาไว้ภายใต้คำอธิบายที่ดูเป็นกลาง
สำหรับ Malm วิกฤต climate change จึงไม่ใช่เพียงวิกฤตของมนุษย์ แต่คือวิกฤตของ fossil capitalism หรือระบบทุนนิยมที่เติบโตผ่านการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล เขาชี้ให้เห็นว่า ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ ไม่ได้ถูกใช้เพียงเพราะมันมีประสิทธิภาพทางเทคนิคเท่านั้น แต่เพราะมันเอื้อให้ทุนสามารถควบคุมแรงงาน ควบคุมเวลา และขยายการผลิตได้อย่างมหาศาล เมืองสมัยใหม่ ระบบขนส่ง อุตสาหกรรม และการบริโภค ล้วนถูกจัดระเบียบผ่านพลังงานฟอสซิลทั้งสิ้น
หนึ่งในประเด็นสำคัญของหนังสือ คือการพยายามดึง การเมืองกลับเข้าสู่การถกเถียงเรื่องธรรมชาติ Malm ไม่ปฏิเสธว่าธรรมชาติมีพลังของตัวเอง พายุ น้ำท่วม ไฟป่า หรือโรคระบาด ล้วนสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมมนุษย์ได้ แต่เขายืนยันว่า agency ของธรรมชาติกับ agency ทางการเมืองไม่เหมือนกัน พายุไม่ได้ตัดสินใจเปิดเหมืองน้ำมัน ไม่ได้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน และไม่ได้ลงทุนในอุตสาหกรรมฟอสซิล สิ่งเหล่านี้เป็นผลจากการตัดสินใจของมนุษย์ ภายใต้ระบบเศรษฐกิจและอำนาจทางชนชั้น
ด้วยเหตุนี้ หนังสือเล่มนี้จึงพยายามโต้แย้งกระแสความคิดที่ทำให้ทุกสิ่งกลายเป็น actor เท่ากันหมดเพราะหากเราอธิบายโลกโดยไม่เห็นความแตกต่างระหว่างทุน รัฐ เทคโนโลยี และผู้คนที่ได้รับผลกระทบ สุดท้ายแล้ววิกฤต climate change ก็จะกลายเป็นเพียง “ชะตากรรมของมนุษยชาติ” มากกว่าจะเป็นผลจากโครงสร้างเศรษฐกิจและการเมืองที่เฉพาะเจาะจง
ในอีกด้านหนึ่ง Malm ยังชี้ให้เห็นว่า โลกที่กำลังร้อนขึ้นได้เปลี่ยน climate change จากปัญหาสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของชีวิตร่วมสมัย ทุกอย่างตั้งแต่สงคราม การอพยพ โรคระบาด ความมั่นคงทางอาหาร ไปจนถึงความเหลื่อมล้ำ ล้วนเกิดขึ้นภายใต้ warming condition หรือเงื่อนไขของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง คนรวยสามารถซื้อเครื่องฟอกอากาศ ย้ายเมือง หรือทำประกันภัยได้ ขณะที่คนจนกลับต้องเผชิญน้ำท่วม ภัยแล้ง และการสูญเสียที่ดินทำกินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วิกฤต climate change จึงเป็นทั้งวิกฤตทางนิเวศและวิกฤตทางชนชั้นไปพร้อมกัน
จุดสำคัญของหนังสือเล่มนี้จึงอยู่ที่การพยายามรักษาสมดุลระหว่างการยอมรับว่าธรรมชาติมีพลังและส่งผลต่อมนุษย์ กับการไม่ปล่อยให้ธรรมชาติกลายเป็นข้ออ้างที่บดบังโครงสร้างอำนาจของทุนและรัฐ Malm พยายามยืนยันว่า แม้เราจะอยู่ในโลกที่มนุษย์และธรรมชาติเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง แต่การเมือง ความรับผิดชอบ และการต่อสู้ทางชนชั้น ก็ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการทำความเข้าใจวิกฤตภูมิอากาศร่วมสมัยอยู่ดี
ผมลองสรุปสาระสำคัญผ่าน Flow chart แต่หากอยากอ่านรายละเอียดเต็มทั้งเล่มหรือ สนใจอ่านใน https://underworldsffzg.wordpress.com/wp-content/uploads/2018/10/andreas-malm-the-progress-of-this-storm-2018-verso-books.pdf
ปล. อันเดรียส มาล์ม(Andreas Malm) เป็นนักข่าวและนักวิชาการชาวสวีเดน ผู้ดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ด้านนิเวศวิทยามนุษย์ที่มหาวิทยาลัยลุนด์ เขาเป็นสมาชิกคณะบรรณาธิการวารสารวิชาการ Historical Materialism และได้รับการยกย่องว่าเป็นมาร์กซิสต์




ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น