เมื่อความคิดเรื่อง Multispecies อำพรางความจริง บทวิพากษ์ โดย นัฐวุฒิ สิงห์กุล

 


นักคิดสายวัตถุนิยมวิพากษ์ (เช่น Andreas Malm หรือ Jason W. Moore)โต้แย้งว่า การบอกว่า มนุษย์ทั้งหมดร่วมรับผิดชอบหรือการละลายเส้นแบ่งระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติจนหมดสิ้น อาจนำไปสู่ภาวะ พร่าเลือนทางชนชั้นและโครงสร้างอำนา

   ข้อโต้แย้งสำคัญคือ ปัญหาโลกร้อนหรือการทำลายล้างสิ่งแวดล้อม ไม่ได้เกิดจากมนุษย์ (Human) ในฐานะสปีชีส์เท่าๆ กัน แต่มันเกิดจากระบบเศรษฐกิจแบบ ทุนนิยม (Capitalism) ต่างหาก (แนวคิด Capitalocene) การไปโฟกัสที่ ภูมิปัญญาของพืชหรือ ความเป็นบุคคลของสัตว์ สัตว์ที่รู้คิดอาจทำให้เรามองข้ามการวิพากษ์โครงสร้างทุน, บรรษัทข้ามชาติ, และกลไกของรัฐที่ตักตวงผลประโยชน์จากทั้งมนุษย์และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์



    หากเรายอมรับว่าสัตว์หรือพืชมีสิทธิ มีความรู้สึก และมี Agency เท่าเทียมกับมนุษย์ คำถามทางการเมืองที่ตามมาคือ ใครจะเป็นผู้แทน (Represent) เสียงของพวกเขา? ข้อโต้แย้งสำคัญคือในเมื่อพืชและสัตว์ไม่สามารถเดินขึ้นศาลหรือเข้าสภาเพื่อรักษาสิทธิ์ของตัวเองได้ สุดท้ายแล้วมนุษย์ก็ยังต้องทำหน้าที่เป็นผู้ตีความและส่งเสียงแทนอยู่ดี (Representational violence) ซึ่งก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความเป็นมนุษย์นิยม (Anthropocentric) แฝงอยู่ดีในท้ายที่สุด

     ในอีกด้านหนึ่งหากไม่มีการขีดเส้นแบ่งว่าตรงไหนคือป่าอนุรักษ์ (แม้จะเป็นเส้นสมมติ) ทุนนิยมหรือผู้มีอิทธิพลจะใช้ช่องว่างที่ว่า มนุษย์กับธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้เข้าไปแฝงตัวทำลายทรัพยากรผ่านวาทกรรมแบบโรแมนติก การละลายเส้นแบ่งในระดับทฤษฎีจึงอาจกลายเป็นอันตรายในระดับนโยบายหากไม่มีกลไกปกป้องที่เข้มแข็งพอได้

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แหลมคมที่สุดไม่ใช่การปฏิเสธแนวคิดนี้ แต่คือการตั้งคำถามว่าเราจะออกแบบสถาบันทางการเมือง นโยบายสาธารณะ และระบบเศรษฐกิจอย่างไร ให้โอบรับความหลากหลายของสายพันธุ์เหล่านี้ได้จริง โดยไม่ตกหลุมพรางความโรแมนติก และไม่ละเลยการต่อสู้กับโครงสร้างอำนาจที่กดขี่ทั้งคน สัตว์ และพืชไปพร้อมๆ กัน

ความคิดเห็น