ความคิด..มานุษยวิทยาว่าด้วยเด็ก
หนังสือเล่มหนึ่งที่ผมอยากพูดถึงคือ The Anthropology of Childhood: Cherubs, Chattel, Changelings (2008) เขียนโดย David F. Lancy ถือเป็นการศึกษาเชิงมานุษยวิทยาที่สำรวจความหมายและบทบาทของเด็กในสังคมต่างๆ ทั่วโลก โดยใช้วิธีการเปรียบเทียบทางวัฒนธรรม เนื้อหาหลักของหนังสือประกอบด้วยหัวข้อต่างๆที่น่าสนใจ เนื้อหาและประเด็นสำคัญมากมาย
การเสนอว่า วัยเด็กไม่ใช่สิ่งสากลตายตัว แต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นทางวัฒนธรรม (culturally constructed) แต่ละสังคมจึงมีวิธีมอง เลี้ยงดู ใช้งาน สอน และควบคุมเด็กแตกต่างกันมาก Lancy ใช้คำสามคำในชื่อรองของหนังสือคือCherubs หมายถึงเด็กในอุดมคติแบบตะวันตก เป็น นางฟ้าเทวดาตัวน้อย หรือ Chattel หมายถึง เด็กในฐานะแรงงานหรือทรัพยากรของครอบครัว และ Changelings หมายถึง เด็กที่ถูกมองว่าเป็นภาระ น่ากลัว หรือไม่สมบูรณ์
ประเด็นเรื่องบทบาทและสถานะของเด็กในสังคมต่างๆ ที่ Lancy ได้สำรวจว่าเด็กถูกมองและปฏิบัติอย่างไรในสังคมที่หลากหลาย ตั้งแต่เป็น เทพเจ้าที่ถูกเคารพบูชา (cherubs) ไปจนถึงการเป็นทรัพย์สินเป็นแรงงานที่ต้องทำงานเพื่อครอบครัว (chattel) และบางครั้งถูกมองว่าเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (changelings) ที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม
ประเด็นเรื่องการเลี้ยงดูและการสอนเด็ก หนังสือเล่มนี้เน้นถึงวิธีการเลี้ยงดูและการสอนเด็กที่แตกต่างกันไปในแต่ละวัฒนธรรม รวมถึงวิธีการที่พ่อแม่และชุมชนส่งต่อความรู้ ทักษะ และค่านิยมให้กับเด็ก โดยมีการยกตัวอย่างเปรียบเทียบวิธีการเลี้ยงดูเด็กในสังคมแบบอุตสาหกรรมและสังคมชนบท หรือสังคมที่ยังคงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมเอาไว้
นอกจากนี้หนังสือเล่มนี้ยังวิพากษ์แนวคิดสมัยใหม่เรื่องการเลี้ยงเด็กที่ถูกต้องแบบสากลและชี้ให้เห็นว่า หลายสิ่งที่ชนชั้นกลางสมัยใหม่คิดว่าเป็นธรรมชาติ เช่น
การเล่นเพื่อพัฒนาการ การเรียนรู้ผ่านการสอนโดยตรงการที่พ่อแม่ต้องทุ่มเททุกอย่างให้ลูก หรือ การแบ่งโลกเด็กออกจากโลกผู้ใหญ่ จริง ๆ แล้วทั้งหมดล้วนเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของวัฒนธรรมตะวันตกสมัยใหม่เท่านั้น
ประเด็นเรื่องของการมีส่วนร่วมของเด็กในกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ โดย Lancy วิเคราะห์การมีส่วนร่วมของเด็กในกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน เช่น การช่วยงานในครัวเรือน การทำงานในไร่นา หรือการดูแลสัตว์เลี้ยง ซึ่งต่างจากมุมมองในสังคมตะวันตกที่มักเน้นการให้เด็กเรียนหนังสือมากกว่าเรื่องความคาดหวังต่อเด็กในด้านการทำงานและความรับผิดชอบในครอบครัว
ประเด็นเรื่องพัฒนาการและการเล่นของเด็ก ในหนังสือกล่าวถึงบทบาทของการเล่นในชีวิตเด็ก ซึ่งมีความสำคัญทั้งในด้านการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะทางสังคม ผ่านการเปรียบเทียบรูปแบบการเล่นและของเล่นในวัฒนธรรมต่างๆ และความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการเล่น
ประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงของวัยเด็ก โดยการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของวัยเด็กตามช่วงเวลาและผลกระทบจากกระบวนการศึกษาสมัยใหม่ เช่น การศึกษาในระบบและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ Lancy พิจารณาถึงผลกระทบของการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมต่อวิถีชีวิตและประสบการณ์ของเด็ก
ผมว่าความน่าสนใจของหนังสือ อยู่ที่การนำเสนอมุมมองเชิงเปรียบเทียบระหว่างวัฒนธรรมที่หลากหลายทำให้ผู้อ่านเข้าใจถึงความหลากหลายและความซับซ้อนของการเลี้ยงดูเด็กในสังคมต่างๆ
วิธีการศึกษาที่มีการสำรวจเชิงลึกถึงบทบาทและสถานะของเด็กในบริบททางสังคมและวัฒนธรรมต่างๆ โดยใช้ตัวอย่างและกรณีศึกษาจากทั่วโลก
รวมทั้งมุมมองการวิพากษ์วิจารณ์ โดย Lancy วิพากษ์วิจารณ์มุมมองและแนวคิดเกี่ยวกับวัยเด็กในสังคมตะวันตก โดยนำเสนอข้อมูลที่ช่วยให้เห็นถึงทางเลือกและแนวทางที่แตกต่างในการเลี้ยงดูและสอนเด็กในสังคมที่ไม่ใช่ตะวันตก
หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นว่าเด็กเรียนรู้ผ่านการมีส่วนร่วมมากกว่าการสอนตรง โดย Lancy เสนอว่า ในหลายสังคม เด็กไม่ได้ถูกสอนแบบห้องเรียน แต่เรียนรู้ผ่านการสังเกต การเลียนแบบ และการเข้าไปช่วยงานผู้ใหญ่ เช่น เด็กในสังคมเกษตรหรือ hunter-gatherer จะค่อย ๆ เรียนรู้ผ่านงานบ้าน งานไร่ การดูแลน้อง หรือการอยู่ร่วมกับชุมชน โดย แนวคิดนี้เชื่อมกับสิ่งที่เรียกว่า การเรียนรู้ผ่านการสังเกต( observational learning) การเรียนรู้ผ่านการเป็นลูกมือ(apprenticeship) การเรบีนรู้ผ่านการร่วมกิจกรรม (learning by pitching in)
เด็กไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาลเสมอไป ในหลายสังคม เด็กต้องปรับตัวเข้ากับโลกผู้ใหญ่ ไม่ใช่ผู้ใหญ่ปรับโลกเพื่อเด็กต่างจากพ่อแม่บนชั้นกลาง ( middle-class parenting สมัยใหม่ ที่มักจัดทุกอย่างรอบตัวเด็ก
งานของเด็ก (child labor) ไม่ได้ถูกมองเหมือนกันทุกวัฒนธรรม ซึ่ง Lancy ไม่ได้สนับสนุนการเอาเปรียบเด็ก แต่ชี้ว่างานอาจเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างตัวตน ความรับผิดชอบ และการเรียนรู้ทางสังคม จึงต้องแยก
งานที่เป็นการขูดรีด กับงานที่เป็นการมีส่วนร่วมทาสังคม ( social participation)
สุดท้าย โรงเรียนไม่ใช่รูปแบบการเรียนรู้เดียวหนังสือวิจารณ์ความคิดแบบ modernist ที่เชื่อว่าโรงเรียนคือเส้นทางเดียวของพัฒนาการมนุษย์ ในหลายสังคม เด็กเรียนรู้จาก เครือญาติ พี่น้อง ชุมชนพิธีกรรมและการทำงานจริง มากกว่าจากโรงเรียน
หนังสือเล่มนี้จึงเป็นผลงานที่สำคัญสำหรับผู้ที่สนใจศึกษามานุษยวิทยา วัฒนธรรมเด็ก และการเลี้ยงดูเด็กในบริบทที่หลากหลายทั่วโลก ซึ่งDavid F. Lancy ก็ได้นำเสนอหลากหลายตัวอย่างจากสังคมต่างๆ ทั่วโลก เพื่อแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมในการเลี้ยงดูและปฏิบัติต่อเด็ก ตัวอย่างบางส่วนที่น่าสนใจผ่านตัวอย่างในสังคมต่างๆได้แก่
1. สังคม Aka Pygmies ในแอฟริกากลาง โดยในสังคม Aka Pygmies เด็กเล็กมีอิสระในการสำรวจโลกโดยรอบและมีการเลี้ยงดูที่ไม่เข้มงวด เด็กๆ มักจะถูกพาไปทุกที่กับพ่อแม่และมีการให้นมลูกบ่อยครั้งโดยไม่มีการจำกัดเวลา ดังนั้นพ่อมีบทบาทสำคัญในการเลี้ยงดูเด็ก ซึ่งแตกต่างจากหลายสังคมที่มักเน้นบทบาทของแม่
2. ชุมชน Gusii ในเคนยา ที่ซึ่งเด็ก Gusii มีการฝึกฝนให้ช่วยงานในครัวเรือนตั้งแต่อายุยังน้อย เช่น การดูแลน้องเล็กและการช่วยงานในไร่นา การฝึกฝนนี้เน้นการเตรียมตัวให้เด็กพร้อมสำหรับบทบาทและความรับผิดชอบในฐานะสมาชิกของครอบครัวและชุมชน
3. สังคม Inuit ในแถบอาร์กติก เด็ก Inuit ได้รับการเลี้ยงดูให้พร้อมเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก เด็กๆ ได้เรียนรู้การล่าสัตว์และการดำรงชีวิตในสภาพอากาศหนาวเย็นผ่านการสังเกตและการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมกับผู้ใหญ่ ดังนั้นการเล่นของเด็ก Inuit มักจะเป็นการจำลองกิจกรรมของผู้ใหญ่ เช่น การล่าและการตั้งแคมป์
4. ชุมชน Beng ในโกตดิวัวร์ ในวัฒนธรรม Beng เด็กทารกถือว่ามาจากโลกของบรรพบุรุษและจะได้รับการปฏิบัติอย่างดี เด็กจะถูกอาบน้ำด้วยสมุนไพรและน้ำมันทุกวัน ดังนั้นพิธีกรรมต่างๆ ในการเลี้ยงดูเด็กสะท้อนถึงความเชื่อในเรื่องจิตวิญญาณและการปกป้องจากพลังชั่วร้าย
5. ชุมชน Tongan ในหมู่เกาะแปซิฟิก เด็ก Tongan มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลืองานในครอบครัว ตั้งแต่การทำงานบ้านจนถึงการช่วยในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น การทำสวนหรือการประมง ดังนั้นการเลี้ยงดูเด็กในชุมชน Tongan เน้นการเคารพผู้ใหญ่และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชน
ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนความหลากหลายของการเลี้ยงดูเด็ก ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการเลี้ยงดูเด็กมีความหลากหลายอย่างมากขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน
บทบาทของเด็กในชุมชน เด็กในสังคมต่างๆ มีบทบาทที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยงานในครอบครัว สมาชิกที่ต้องเรียนรู้ทักษะสำคัญ หรือผู้ที่มีการฝึกฝนเพื่อการอยู่รอด
ความเชื่อและพิธีกรรมการเลี้ยงดูเด็กในหลายวัฒนธรรมเกี่ยวข้องกับความเชื่อและพิธีกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เช่น การปกป้องจากพลังชั่วร้ายหรือการเตรียมตัวเข้าสู่บทบาททางสังคม
David F. Lancy ใช้ตัวอย่างเหล่านี้เพื่อชี้ให้เห็นถึงความหลากหลายและความซับซ้อนของวัยเด็กในบริบททางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน และเพื่อทำลายความเข้าใจแบบสากลที่มักเกิดขึ้นในสังคมตะวันตกเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็ก หนังสือเล่มนี้จึงเป็นแหล่งข้อมูลที่มีคุณค่าสำหรับการศึกษาทางมานุษยวิทยาและการทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตของเด็กในสังคมทั่วโลก
ถ้าจะให้พูดถึงข้อดีของหนังสือ The Anthropology of Childhoodฯ เล่มนี้ ..
ผมมองว่า หนังสือเล่มนี้ใช้มุมมองเชิงเปรียบเทียบที่หลากหลายโดย Lancy ใช้วิธีการเปรียบเทียบทางวัฒนธรรมเพื่อสำรวจและนำเสนอการเลี้ยงดูและปฏิบัติต่อเด็กในสังคมต่างๆ ทั่วโลก ทำให้ผู้อ่านเข้าใจความหลากหลายและความซับซ้อนของวัยเด็กในบริบทที่แตกต่างกัน
อย่างที่สองคือ ข้อมูลเชิงลึกจากการวิจัยภาคสนาม
หนังสือเล่มนี้มีการใช้กรณีศึกษาจากงานวิจัยภาคสนามจริงและการสัมภาษณ์กับคนในชุมชนต่างๆ ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกและเป็นจริงเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็ก
อย่างที่สาม การวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดแบบสากล โดย Lancy วิพากษ์แนวคิดแบบสากลที่มักมาจากมุมมองของสังคมตะวันตกเกี่ยวกับวัยเด็กและการเลี้ยงดูเด็ก โดยชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดและข้อผิดพลาดของแนวคิดเหล่านั้น
อย่างที่สี่ คือการเขียนที่เข้าถึงง่ายและน่าสนใจ แม้ว่าจะเป็นงานวิจัยทางมานุษยวิทยา แต่ Lancy เขียนในลักษณะที่เข้าใจง่ายและมีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ ทำให้ผู้อ่านทั่วไปสามารถเข้าถึงได้
สุดท้าย ความครอบคลุมในหัวข้อ โดยหนังสือครอบคลุมหลากหลายประเด็นเกี่ยวกับวัยเด็ก ตั้งแต่การเลี้ยงดู การศึกษา การทำงาน การเล่น และบทบาททางสังคม ซึ่งทำให้ผู้อ่านได้ภาพรวมที่ครบถ้วนเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กในวัฒนธรรมต่างๆ
เอาเป็นว่าเมื่ออ่าน เราจะได้ความรู้ใหม่และช่วยเปิดมุมมองของเราต่อประเด็นเรื่องเด็ก หนังสือเล่มนี้ช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับวัยเด็ก และทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าการเลี้ยงดูเด็กไม่ได้มีเพียงแบบเดียว แต่มีความหลากหลายตามบริบททางวัฒนธรรม รวมทั้งสามารถ นำไปใช้ในวิชาการและการปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับเด็ก เป็นประโยชน์ทั้งกับ นักวิจัย นักการศึกษา และผู้ปฏิบัติงานทางสังคมสามารถใช้ข้อมูลและแนวคิดจากหนังสือเล่มนี้ในการศึกษาหรือพัฒนานโยบายและวิธีการเลี้ยงดูเด็กที่เหมาะสมกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น