เมืองและความยุติธรรมเชิงพื้นที่ (The City and Spatial Justice)ของ Edward W. Soja โดย นัฐวุฒิ สิงห์กุล

 





เมืองและความยุติธรรมเชิงพื้นที่ (The City and Spatial Justice) โดย Edward W. Soja






    แนวคิดเรื่องความยุติธรรมเชิงพื้นที่(spatial justice) เป็นประเด็นที่เพิ่งได้รับความสนใจอย่างจริงจังในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา แม้ในปัจจุบัน นักภูมิศาสตร์และนักวางผังเมืองจำนวนไม่น้อยก็ยังหลีกเลี่ยงการใช้คำว่าเชิงพื้นทีอย่างตรงไปตรงมา เมื่อต้องอธิบายการแสวงหาความยุติธรรมและประชาธิปไตยในสังคมร่วมสมัย

     ที่ผ่านมา มิติด้านพื้นที่ของความยุติธรรมมักถูกละเลย หรือถูกกลืนหายไปภายใต้แนวคิดอื่น ๆ เช่น ความยุติธรรมเชิงดินแดน ความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม การลดความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาค หรือแนวคิดเรื่องเมืองที่ยุติธรรม และสังคมที่ยุติธรรม แม้แนวคิดเหล่านี้จะสำคัญและเกี่ยวข้องกัน แต่ก็มักทำให้ความหมายเฉพาะของความยุติธรรมเชิงพื้นที่เลือนหายไป

    สำหรับ Soja ความยุติธรรมเชิงพื้นที่ไม่ใช่เพียงแนวคิดทางทฤษฎี หากแต่เป็นมุมมองใหม่ที่เปิดโอกาสสำคัญทั้งต่อการวิเคราะห์สังคม การเมือง และการลงมือปฏิบัติจริง เพราะมันทำให้เราเห็นว่าพื้นที่ไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของชีวิตมนุษย์ แต่เป็นพลังสำคัญที่มีส่วนสร้างทั้งความยุติธรรมและความอยุติธรรมขึ้นมา

     เป้าหมายสำคัญของ Soja คือการชี้ให้เห็นว่า เราจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับมิติทางพื้นที่ของความยุติธรรมอย่างจริงจัง ไม่ใช่เฉพาะในระดับเมือง แต่รวมถึงทุกระดับ ตั้งแต่ครัวเรือน ชุมชน เมือง ภูมิภาค รัฐชาติ ไปจนถึงระดับโลก เพราะความอยุติธรรมจำนวนมากไม่ได้เกิดขึ้นอย่างลอย ๆ หากแต่ฝังตัวอยู่ในภูมิศาสตร์ การจัดสรรทรัพยากร และโครงสร้างของพื้นที่ที่มนุษย์สร้างขึ้น

คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่าทำไมต้องเชิงพื้นที่ และทำไมต้องให้ความสำคัญตอนนี้

     Soja เสนอว่า ไม่ว่าความสนใจของเราจะอยู่ในเรื่องใด การมองผ่านมุมมองเชิงพื้นที่แบบวิพากษ์จะช่วยให้เราเข้าใจโลกได้ลึกขึ้น เขาเชื่อว่าการคิดเรื่องความยุติธรรมในเชิงพื้นที่ไม่ได้ช่วยเพียงขยายกรอบทางทฤษฎี แต่ยังนำไปสู่การค้นพบใหม่ ๆ ที่สามารถเปลี่ยนเป็นการปฏิบัติทางสังคมและการเมืองที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา โลกวิชาการได้เกิดสิ่งที่เรียกว่า spatial turn หรือการหันกลับมาสนใจพื้นที่ซึ่งทำให้มิติทางพื้นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในแทบทุกสาขาวิชา ตั้งแต่มานุษยวิทยา วรรณกรรมศึกษา นิติศาสตร์ ไปจนถึงศาสนศึกษาและบัญชีศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้แนวคิดเรื่องสิทธิในเมือง(right to the city) ของ Henri Lefebvre กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งอย่างเข้มข้น

    วิธีคิดเรื่องพื้นที่เองก็เปลี่ยนไปอย่างมาก จากเดิมที่มองพื้นที่เป็นเพียงเวทีที่มนุษย์ใช้ดำเนินชีวิต กลายมาเป็นการมองว่าพื้นที่คือพลังเชิงรุกที่มีผลต่อชีวิตมนุษย์โดยตรง เมืองไม่ได้เป็นเพียงที่ตั้งของกิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือสังคม แต่ยังมีส่วนกำหนดนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ ความเหลื่อมล้ำ การเมือง สิ่งแวดล้อม และการผลิตทั้งความยุติธรรมและความอยุติธรรม

      การคิดเชิงพื้นที่แบบวิพากษ์ในปัจจุบันตั้งอยู่บนหลักการสำคัญสามประการ ได้แก่

1. มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตเชิงพื้นที่ เราดำรงอยู่ไม่เพียงในมิติทางสังคมและเวลา แต่ยังอยู่ในมิติของพื้นที่ด้วย

2. พื้นที่ถูกผลิตขึ้นจากสังคม พื้นที่ไม่ได้เป็นธรรมชาติที่คงที่ หากแต่ถูกสร้าง จัดระเบียบ และเปลี่ยนแปลงได้ผ่านอำนาจและความสัมพันธ์ทางสังคม

3. สังคมและพื้นที่กำหนดกันและกัน พื้นที่ส่งผลต่อสังคม ขณะเดียวกันสังคมก็สร้างและเปลี่ยนแปลงพื้นที่อยู่เสมอ

       แนวคิดนี้ทำให้เราเห็นว่าภูมิศาสตร์ไม่เคยเป็นกลาง พื้นที่สามารถเป็นทั้งเครื่องมือของการกดขี่และการปลดปล่อยได้ ดังที่ Michel Foucault ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ ความรู้ และอำนาจ ขณะที่ Edward Said กล่าวไว้อย่างทรงพลังว่า ไม่มีใครหลุดพ้นจากภูมิศาสตร์ และไม่มีใครหลุดพ้นจากการต่อสู้เหนือภูมิศาสตร์ เพราะการต่อสู้นั้นไม่ได้เกิดขึ้นแค่ผ่านอาวุธหรือสงคราม แต่ยังเกิดผ่านความคิด ภาพแทน และจินตนาการด้วย

    ในความหมายกว้างที่สุดความยุติธรรมเชิงพื้นที่หมายถึง การให้ความสำคัญอย่างเฉพาะเจาะจงกับมิติทางพื้นที่ของความยุติธรรมและความอยุติธรรม โดยเฉพาะเรื่องการกระจายทรัพยากร โอกาส และการเข้าถึงบริการต่าง ๆ อย่างเป็นธรรมในเชิงภูมิศาสตร์

      แนวคิดนี้ไม่ได้มาแทนที่ความยุติธรรมทางสังคมหรือเศรษฐกิจ แต่เป็นการมองความยุติธรรมผ่านเลนส์เชิงพื้นที่ เพราะในความเป็นจริง ความยุติธรรมทุกประเภทล้วนมีมิติทางพื้นที่แฝงอยู่เสมอ เช่นเดียวกับที่ทุกพื้นที่ต่างก็มีทั้งความยุติธรรมและความอยุติธรรมฝังตัวอยู่ภายใน

    Soja ยังชี้ว่า คำว่าความยุติธรรมกลายเป็นคำที่ทรงพลังอย่างมากในโลกปัจจุบัน เพราะมันเชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายชนชั้น เชื้อชาติ และเพศ ผ่านประสบการณ์ร่วมของความไม่เป็นธรรม ความยุติธรรมจึงไม่ใช่เพียงอุดมคติทางศีลธรรม แต่กลายเป็นพลังทางการเมืองที่สามารถระดมผู้คนและสร้างขบวนการทางสังคมใหม่ ๆ ได้

     นอกจากความยุติธรรมเชิงพื้นที่แล้ว ยังเกิดคำใหม่อีกมาก เช่น ความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม ความยุติธรรมทางเชื้อชาติ ความยุติธรรมของแรงงาน ความยุติธรรมชายแดน หรือความยุติธรรมระดับโลก ซึ่งล้วนสะท้อนความพยายามที่จะขยายการต่อสู้เรื่องความยุติธรรมออกไปสู่มิติใหม่ ๆ

     ในเชิงประวัติศาสตร์ แนวคิดเรื่องความยุติธรรมเชิงพื้นที่สามารถย้อนกลับไปถึงนครรัฐกรีกและแนวคิดของ Aristotle ที่มองว่าความเป็นเมืองคือหัวใจของการเมือง ก่อนจะพัฒนาผ่านยุคประชาธิปไตยเสรีนิยม จนมาถึงวิกฤตเมืองในทศวรรษ 1960 โดยเฉพาะในกรุงปารีส ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญของ Henri Lefebvre และ Michel Foucault

     Lefebvre เสนอแนวคิดสิทธิในเมือง (right to the city) ซึ่งเรียกร้องให้ผู้คนมีสิทธิในการกำหนด ควบคุม และสร้างเมืองของตนเอง ไม่ใช่ปล่อยให้เมืองถูกครอบงำโดยทุนหรือรัฐเพียงฝ่ายเดียว ข้อเรียกร้องนี้กลายเป็นรากฐานสำคัญของแนวคิดความยุติธรรมเชิงพื้นที่ในเวลาต่อมา

     ต่อมา David Harvey ได้ต่อยอดแนวคิดนี้ผ่านหนังสือ Social Justice and the City แม้ Harvey จะไม่ได้ใช้คำว่า spatial justice โดยตรง แต่เขาอธิบายเรื่อง ความยุติธรรมเชิงดินแดน (territorial justice) เพื่อชี้ให้เห็นว่าความอยุติธรรมจำนวนมากถูกสร้างขึ้นผ่านโครงสร้างเชิงพื้นที่ของเมืองในระบบทุนนิยม

      อย่างไรก็ตาม สำหรับ Soja การทำความเข้าใจความยุติธรรมเชิงพื้นที่ไม่ได้ควรหยุดอยู่เพียงการวิพากษ์ หากแต่ต้องนำไปสู่การปฏิบัติจริง และหนึ่งในตัวอย่างสำคัญที่สุดก็คือกรณีของนครลอสแอนเจลิส

     Los Angeles กลายเป็นพื้นที่สำคัญของการเคลื่อนไหวเรื่องความยุติธรรมเชิงพื้นที่ ทั้งในระดับวิชาการและระดับขบวนการสังคม องค์กรแรงงานและชุมชนต่าง ๆ ได้นำแนวคิดเรื่องภูมิศาสตร์ที่ไม่ยุติธรรมมาใช้ในการต่อสู้ทางการเมืองอย่างจริงจัง

    ตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดคือ Bus Riders Union ซึ่งเป็นองค์กรของแรงงานยากจนและผู้อพยพที่พึ่งพาระบบรถเมล์สาธารณะ พวกเขาออกมาต่อต้านนโยบายของ Metropolitan Transit Authority (MTA) ที่ทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับระบบรางซึ่งเอื้อประโยชน์แก่ชนชั้นกลางและคนร่ำรวยในชานเมือง ขณะที่คนจนในใจกลางเมืองกลับต้องเผชิญระบบรถเมล์ที่ขาดประสิทธิภาพ

    ในปี 1996 ศาลมีคำสั่งให้ MTA เปลี่ยนลำดับความสำคัญของงบประมาณ โดยหันมาปรับปรุงระบบรถเมล์ เพิ่มจำนวนรถ ลดอาชญากรรมบริเวณป้าย และพัฒนาเส้นทางให้ตอบสนองชีวิตของแรงงานยากจนมากขึ้น กรณีนี้ถือเป็นชัยชนะสำคัญของการต่อสู้เชิงพื้นที่ เพราะเป็นครั้งแรก ๆ ที่แนวคิดเรื่อง “การเลือกปฏิบัติเชิงพื้นที่” ถูกนำมาใช้ร่วมกับข้อเรียกร้องเรื่องความยุติธรรมทางเชื้อชาติและชนชั้นอย่างมีพลัง

     ท้ายที่สุด Soja เห็นว่า การฟื้นคืนของแนวคิดสิทธิในเมืองและความยุติธรรมเชิงพื้นที่ในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นผลจากการตระหนักมากขึ้นว่า เมืองและพื้นที่ไม่เคยเป็นกลาง พวกมันถูกสร้างขึ้นผ่านอำนาจ ความเหลื่อมล้ำ และการต่อสู้ทางสังคมเสมอ

    ดังนั้น การแสวงหาความยุติธรรมในโลกปัจจุบัน จึงไม่อาจมองข้ามคำถามเรื่องพื้นที่ได้อีกต่อไป เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความยุติธรรมไม่ได้มีอยู่เพียงในกฎหมายหรืออุดมคติ แต่ฝังตัวอยู่ในถนน ระบบขนส่ง ที่อยู่อาศัย เขตเมือง ชายแดน และภูมิศาสตร์ของชีวิตประจำวันของผู้คนทุกคน

ความคิดเห็น