ในหนังสือ Coral Gardens and Their Magic: A Study of the Methods of Tilling the Soil and of Agricultural Rites in the Trobriand Islands (1935) ของ Bronisław Malinowski โลกของชาวโทรเบรียนด์ไม่ได้ถูกแบ่งแยกออกจากกันระหว่างเศรษฐกิจ ศาสนา หรือ เวทมนตร์แบบที่สังคมตะวันตกสมัยใหม่มักทำความเข้าใจ หากแต่ทุกสิ่งถักทออยู่ร่วมกันในชีวิตประจำวันอย่างแนบแน่น ราวกับรากของต้นมันเทศที่แผ่กระจายอยู่ใต้ดิน เชื่อมโยงผืนดิน ผู้คน บรรพบุรุษ และพลังเหนือธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกัน
แกนหลักของหนังสือคือการทำสวนมันเทศ (yam gardens) ของชาวโทรเบรียนด์ ไม่ใช่แค่การเกษตร แต่เป็นทั้งเศรษฐกิจ สังคม พิธีกรรม อำนาจ ความเชื่อ และอารมณ์ โดย Malinowski ศึกษาอย่างละเอียดว่า คนปลูกมันอย่างไร มีการใช้แรงงานแบบไหน มีพิธีกรรมอะไร จะใช้เวทมนตร์เมื่อใด ใครเป็นเจ้าของคาถา คาถาถ่ายทอดอย่างไรและเวทมนตร์ช่วยสร้างอำนาจทางสังคมอย่างไร ดังนั้น สวนในหนังสือจึงไม่ใช่พื้นที่ธรรมชาติธรรมดา แต่เป็น พื้นที่ทางวัฒนธรรมมากกว่า
Malinowski พาผู้อ่านเข้าไปในโลกของสวนมันซึ่งไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ผลิตอาหาร หากแต่เป็นหัวใจของชีวิตทางสังคม เป็นพื้นที่แห่งศักดิ์ศรี เกียรติยศ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน การปลูกมันเทศแต่ละครั้งจึงไม่ใช่เพียงการหว่านพืชลงดิน แต่คือการเข้าสู่กระบวนการทางพิธีกรรมที่เต็มไปด้วยข้อห้าม คาถา การท่องจำ และการปฏิบัติอันละเอียดอ่อน
ยามรุ่งเช้า ชาวสวนเดินเข้าสู่แปลงเพาะปลูกพร้อมเสียงคาถาที่ถูกสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ถ้อยคำเหล่านั้นไม่ได้เป็นเพียงภาษาเพื่อการสื่อสาร แต่เป็นการกระทำที่เชื่อกันว่าสามารถทำให้พืชเติบโต ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ และป้องกันภัยจากแมลงหรือพายุได้ ในสายตาของ Malinowski เวทมนตร์จึงไม่ใช่เรื่องงมงาย หากแต่เป็นกลไกทางวัฒนธรรมที่ช่วยให้มนุษย์สามารถเผชิญหน้ากับโลกอันไม่แน่นอนได้
เขาสังเกตว่า ชาวโทรเบรียนด์มีความรู้ด้านเกษตรกรรมอย่างลึกซึ้ง พวกเขารู้จักฤดูกาล ดิน ลม ฝน และวิธีเพาะปลูกอย่างแม่นยำ แต่แม้จะมีความรู้มากเพียงใด ธรรมชาติก็ยังเต็มไปด้วยสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ความแห้งแล้ง โรคพืช หรือพายุอาจทำลายผลผลิตทั้งหมดได้เสมอ ในพื้นที่แห่งความไม่แน่นอนนี้เองที่ magic เข้ามามีบทบาท
แนวคิดสำคัญของมาลีนอฟสกี้ มองว่า Magic ( เวทมนต์ คาถา) ไม่ใช่สิ่งที่ไร้เหตุผล ( Irrational) ก่อน Malinowski มีนักคิดตะวันตกจำนวนมากมองว่า magic คือวิทยาศาสตร์ปลอม คือการเล่นแร่แปรธาตุ หรือความคิดแบบดึกดำบรรพ์โบราณ เช่นแนวคิดของ James George Frazer ใน The Golden Bough ที่มองวิวัฒนาการว่า Magicไปสู่ Religionและไปสู่ขั้นปลายคือ Science แต่ Malinowski ไม่เห็นด้วยทั้งหมด เขาพบว่า ชาวโทรเบรียนด์มีความรู้เชิงปฏิบัติสูงมาก เช่น รู้ฤดูกาล รู้ดิน รู้พันธุ์พืช รู้เทคนิคเพาะปลูก และรู้การเดินเรือ ดังนั้นพวกเขาไม่ได้ ไร้เหตุผล” แต่เมื่อมนุษย์เผชิญสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ฝน พายุ แมลง ความไม่แน่นอนของผลผลิคและความกลัวความล้มเหลว มนุษย์จะใช้ magic เพื่อจัดการความไม่แน่นอนทางอารมณ์นี่คือจุดสำคัญมากของ Malinowski
Malinowski เป็นนักมานุษยวิทยาสาย Functionalism เขามองว่า ทุกสถาบันทางวัฒนธรรม มีหน้าที่ต่อสังคม ในกรณี magic เขาเสนอว่า magic มีหน้าที่หลายอย่าง เช่น การลดความวิตกกังวล (Anxiety Reduction) ตัวอย่างเช่น เวลาปลูกพืช คนไม่สามารถควบคุมธรรมชาติได้ทั้งหมด ดังนั้นmagic จึงช่วยให้คนรู้สึกควบคุมได้ เช่น สวดคาถา ทำพิธีและใช้วัตถุศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้าง psychological confidence
Malinowski อธิบายอีกว่า เวทมนตร์ทำหน้าที่คล้ายสะพานเชื่อมระหว่างมนุษย์กับความหวาดกลัววิตกกังวลในชีวิตมันช่วยสร้างความมั่นใจและความรู้สึกว่าชีวิตยังสามารถจัดระเบียบได้ แม้โลกภายนอกจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนก็ตาม ดังนั้น คาถา พิธีกรรม หรือวัตถุศักดิ์สิทธิ์ จึงไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์แต่เป็นเทคโนโลยีทางอารมณ์ (emotional technology) ที่ช่วยประคับประคองจิตใจของผู้คน
สิ่งที่น่าสนใจคือพื้นที่สวนมันยังเป็นเวทีแห่งอำนาจและเกียรติยศในสังคมโทรเบรียนด์ ปริมาณมันเทศที่สะสมไว้ในยุ้งฉางสะท้อนสถานะทางสังคม ความสามารถ และเครือข่ายความสัมพันธ์ของบุคคล ยุ้งฉางที่เต็มไปด้วยมันจำนวนมากไม่ได้หมายถึงความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการได้รับการยอมรับจากชุมชน การมีเครือญาติที่เข้มแข็ง และความสามารถในการสร้างพันธะทางสังคม
ในโลกเช่นนี้เวทมนตร์จึงไม่อาจแยกออกจาก เศรษฐกิจหรือสังคมได้ ผู้ครอบครองคาถามักเป็นผู้มีอำนาจ ความรู้เรื่อง magic ถูกถ่ายทอดอย่างระมัดระวังผ่านสายเครือญาติและความไว้วางใจ การถือครองคาถาจึงเท่ากับการถือครองอำนาจเชิงสัญลักษณ์ชนิดหนึ่ง
สิ่งสำคัญที่สุดที่ Malinowski พยายามชี้ให้เห็น คือ มนุษย์ไม่ได้ดำรงชีวิตอยู่ด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว แต่ดำรงอยู่ท่ามกลางความหวัง ความกลัว ความไม่แน่นอน และความปรารถนาที่จะควบคุมโลกที่เปราะบางรอบตัว เวทมนตร์ในสังคมโทรเบรียนด์จึงไม่ใช่ ความคิดแบบดึกดำบรรพ์หากแต่เป็นวิธีการหนึ่งที่มนุษย์ใช้สร้างความหมายและความมั่นคงให้แก่ชีวิต
งานของ Malinowski ทำให้มานุษยวิทยาเริ่มมองเห็นว่า สิ่งที่สังคมตะวันตกเรียกว่าไสยศาสตร์หรือความงมงายอาจมีตรรกะทางวัฒนธรรมของมันเอง และเมื่อมองจากภายในโลกของผู้คนเหล่านั้น เวทมนตร์อาจเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลที่สุดในการดำรงชีวิตท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลกมนุษย์ก็เป็นได้





ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น