แนวคิดเรื่องวิกฤตภูมิอากาศของ Andreas Malm ในหนังสือ How to Blow Up a Pipeline: Learning to Fight in a World on Fire (2021 ) โดยนัฐวุฒิ สิงห์กุล

 


ประโยคทองของ Andreas Malm ในหนังสือ How to Blow Up a Pipeline: Learning to Fight in a World on Fire  (2021) คือ “Climate fatalism is for those on top.” เป็นประโยคสั้นๆ แต่ลึกมากทางการเมือง สังคม และปรัชญา เพราะเขากำลังวิจารณ์ว่าความสิ้นหวังต่อโลกร้อนไม่ได้เป็นแค่ความรู้สึก แต่เป็นเสมือนอุดมการณ์ (ideology) รูปแบบหนึ่ง




    โดยความหมายของมัน  Climate คือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ส่วนคำว่า Fatalism คือความเชื่อว่าทุกอย่างถูกกำหนดแล้ว ไม่สามารถเปลี่ยนอะไรไม่ได้ ในขณะที่ประโยคที่ว่า  Those on top  หมายถึง ชนชั้นนำหรือ  ผู้มีอำนาจ หรือ กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากระบบเดิม ดังนั้นประโยคนี้แปลได้ประมาณว่าความคิดแบบยอมแพ้ต่อวิกฤตการณ์ของสภาพภูมิอากาศ ( climate crisis ) เป็นสิ่งที่เอื้อประโยชน์ต่อคนที่อยู่บนสุดของระบบ

   Malm กำลังถกเถียงโต้แย้งกับกระแสที่แพร่หลายมากในยุค climate anxiety เช่น “โลกพังแน่แล้ว” “สายเกินไป”

“มนุษย์ไม่มีทางหยุด climate change”“อีกไม่นานทุกอย่าง collapse” “ไม่มีอะไรเปลี่ยนได้”  “ทำไปก็แก้อะไรไม่ได้” และอื่น ๆ แล้วแต่จะสะท้อนความท้อแท้ิสิ้นหวัง 

      Malm มองว่า แนวคิดเหล่านี้ดูเหมือนจะค่อนข้างจะกล่าวแบบสุดขั้ว ( Radical) แต่จริงๆ อาจกลายเป็นการยอมจำนนทางการเมือง เพราะถ้าทุกคนเชื่อว่าไม่มีทางแก้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ ไม่มีการต่อต้าน ไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่มีแรงกดดันต่อรัฐและทุน ส่งผลให้ fossil capitalism ก็อยู่ต่อ

   บริษัทข้ามชาติจำนวนมากทำให้ climate crisis ดูเหมือนเป็นปัญหาของทุกคน ต้องแก้ด้วย lifestyle ลดใช้หลอด ลดใช้พลังงาน  แยกขยะ แต่ไม่ไปแตะโครงสร้างใหญ่ เช่นพันธกิตทางการทหาร ระบบทุนนิยม  การขยายอุตสาหกรรมน้ำมัน การเปิดเหมือง เปิดแท่งขุดเจาะใหม่  การขยายโรงกลั่น รวมถึงการล็อบบี้ทางการเมืองของบริษัทน้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซ ที่เชื่อมโยงเครือข่ายอำนาจ ผลประโยชน์ กลุ่มธุรกิจ รวมถึงอิทธิพลการเมือง   ที่น่าแปลกคือ ปัญหาเหล่านี้จะไม่ถูกพูดถึง แต่เน้นทำให้กลายเป็นปัญหาในเชิงปัจเจก ทำให้คนรู้สึกผิดส่วนตัว

     นี่คือ ความคิดแบบยอมแพ้ต่อวิกฤตการณ์ด้านสภาพอากาศ ( climate crisis ) ซึ่งเป็นสิ่งที่เอื้อประโยชน์ต่อคนที่อยู่บนสุดของระบบหรือคนที่มีอำนาจต่างหากที่ได้ประโยชน์จากการที่ผู้คนเชื่อว่าโลกช่วยไม่ได้แล้ว

    อุดมการณ์ที่ทรงพลังที่สุดของระบบทุน

ไม่ใช่การทำให้คนรักระบบ แต่คือทำให้คนเชื่อว่า ไม่มีทางเลือกอื่น คล้ายคำของ Mark Fisher เรื่อง Capitalist Realism ที่ว่า It is easier to imagine the end of the world than the end of capitalism. โดย Malm เห็นว่าหลายคนจินตนาการโลกพังได้ง่ายแต่จินตนาการหลังทุนนิยมฟอสซิลไม่ออก

    Malm ได้อิทธิพลจาก Fanon มาก เพราะFanon พูดว่า:อาณานิคมทำให้ผู้ถูกกดขี่ ทำให้เชื่อว่าตัวเองไม่มีพลัง ใยฃนขณะที่ Malm มองว่า fossil capitalism ก็ทำคล้ายกัน คือทำให้คนรู้สึกว่า ระบบใหญ่เกินไป เราเปลี่ยนไม่ได้ และในท้ายที่สุดแล้วบริษัทน้ำมันก็ชนะเสมอ

   ดังนั้นการต่อสู้จึงเริ่มจากการปฏิเสธความสิ้นหวัง ประโยคนี้จึงไม่ได้หมายถึงการคิดบวก แต่มันคืข้อโต้แย้งทางการเมือง ว่าความสิ้นหวังไม่เป็นกลางเพราะเมื่อคนยอมแพ้ ผู้มีอำนาจเดิมจะยังคงได้ประโยชน์ต่อไป

    Malm ไม่ได้บอกให้เราต้องโลกสวย เขายอมรับว่าวิกฤตการณ์ของสภาพอากาศรุนแรงมาก บางอย่างไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้แล้ว ( โลกยุคก่อนก่อนอุตสาหกรรม) ที่สำคัญคือเวลาของเรามีน้อย แต่เขามองว่าการรู้ว่าโลกกำลังวิกฤต ควรนำไปสู่การมี action บางอย่างร่วมกัน ควรมีการต่อสู้ต่อรองทางการเมือง และสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้ว (radical transformation) 

      ผมสนใจปรากฏการณ์ในยุคสมัยใหม่กับภาวะของคนรุ่นใหม่กับสิ่งที่เรียกว่า ความกังวลทางนิเวศ( eco-anxiety)  ภายใต้การนำเสนอปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อมในสื่อสารมวลชน  ภาพโลกแตกสลาย หรือหนังแนว cyber punk แนว dystopia การไถเฟสดูข่าววิกฤตโลกร้อน ภัยพิบัติ สิ่งแวดล้อมพังทะลาย หรือข่าวร้ายด้าน ภูมิอากาศอย่างต่อเนื่องจนเกิดความเครียด วิตก หรือสิ้นหวังจนทำให้หลายคนรู้สึกว่า ไม่มีอนาคต ไม่อยากมีลูกและโลกกำลังตาย ซึ่ง Malm ไม่ปฏิเสธความรู้สึกนี้ แต่เขาบอกว่าถ้าความเศร้ากลายเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกไม่ต้องทำอะไร การไม่อยากทำอะไร นั้นก็แสดงว่าระบบฟอสซิลกำลังชนะ

   ดังนั้นหากมองจากงานของ  Malm  สิ่งที่น่าสนใจคือการที่เราตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า ใครได้ประโยชน์จากการที่ผู้คนหมดหวัง? และ:ความสิ้นหวังถูกผลิตทางสังคมอย่างไร? เราต้องอย่ายอมให้ใครบังคับจินตนาการในอนาคตของเรา หรือมาผลิตความสิ้นหวังให้เรา แต่เราต้องสร้างความหวังและอนาคตของเรา  เอาจริง ถ้าเราไม่ยอมจำนน เราสามารถลดความรุนแรง ชะลอหายนะ หรือป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม รวมถึงเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานและเศรษฐกิจได้ หากเราร่วมมือกัน …


ความคิดเห็น