ร่างกาย สุขภาพ จิตวิญญาณ และ AI โดย นัฐวุฒิ สิงห์กุล

       


ในโลกอดีต มนุษย์ไม่เคยมองสุขภาพเป็นเพียงเรื่องของร่างกายทางชีวภาพเท่านั้น ความเจ็บป่วยไม่ได้หมายถึงความผิดปกติของอวัยวะ แต่สัมพันธ์กับโลกของวิญญาณ บรรพบุรุษ ธรรมชาติ ความสัมพันธ์ทางสังคม และจักรวาลที่มนุษย์อาศัยอยู่ร่วมกัน ในหลายสังคม โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความป่วยอาจถูกอธิบายว่าเกิดจากผิดผี การล่วงละเมิดบรรพบุรุษ การทอดทิ้งไม่ดูแลบรรพบุรุษ การเสียสมดุลของชีวิต การละเมิดข้อห้าม หรือการขาดการดูแลจากบรรพบุรุษ การเยียวยาจึงไม่ใช่เพียงการรักษาทางกาย แต่รวมถึงพิธีกรรม การเรียกขวัญ การขอขมา การใช้สมุนไพร และการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกที่มองไม่เห็น

     ระบบสุขภาพแบบจิตวิญญาณเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ร่างกายของมนุษย์ไม่เคยเป็นวัตถุโดดเดี่ยวแต่เป็นร่างกายที่พัวพันกับสิ่งอื่นเสมอ ทั้งคน สัตว์ วิญญาณ ธรรมชาติ และสิ่งเหนือมนุษย์ นี่คือสิ่งที่มานุษยวิทยาการแพทย์ร่วมสมัยเรียกว่า more-than-human worlds หรือโลกที่มากกว่ามนุษย์ ซึ่งตั้งคำถามต่อแนวคิดการแพทย์สมัยใหม่ที่มักมองร่างกายในฐานะ biological object ที่สามารถวัด ควบคุม และจัดการได้ผ่านเทคโนโลยีและความรู้ทางวิทยาศาสตร์

     เมื่อเข้าสู่โลกสมัยใหม่ โดยเฉพาะยุคดิจิทัลและ AI ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสุขภาพได้เปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง หากในอดีตมนุษย์ใช้พิธีกรรมและความเชื่อเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของชีวิต ปัจจุบันมนุษย์กลับใช้ข้อมูล เซนเซอร์ และปัญญาประดิษฐ์ในการเฝ้าระวังร่างกายของตนเอง ผู้สูงวัยจำนวนมากเริ่มใช้ smartwatch เครื่องวัดความดัน เครื่องตรวจน้ำตาล แอปพลิเคชันสุขภาพ หรือ AI health assistant เพื่อเฝ้าดูสัญญาณของร่างกายอยู่ตลอดเวลา ร่างกายจึงไม่ใช่สิ่งที่ “เงียบ” หรือ “หายไปจากการรับรู้” อีกต่อไป แต่กลายเป็นร่างกายที่ถูกทำให้ปรากฏผ่านตัวเลข กราฟ การแจ้งเตือน และข้อมูลสุขภาพตลอดทั้งวัน


แนวคิดนี้สามารถเชื่อมโยงกับหนังสือ The Absent Body ของ Drew Leder ซึ่งเสนอว่า ในชีวิตประจำวัน มนุษย์มักไม่รับรู้ถึงร่างกายของตนเอง ร่างกายจะหายไป จากความสนใจจนกว่าจะเกิดความเจ็บป่วย ความผิดปกติ หรือความไม่สบาย แต่ในโลกดิจิทัลร่วมสมัย เทคโนโลยีสุขภาพกลับทำให้ร่างกายไม่เคย “absent” อีกต่อไป เพราะมนุษย์ถูกทำให้ตระหนักถึงชีพจร การนอน ความเสี่ยง หรือระดับน้ำตาลของตนเองอยู่เสมอ ร่างกายจึงกลายเป็น monitored body หรือ quantified body ที่ดำรงอยู่ผ่านข้อมูลและการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

      สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ หากมองในเชิงมานุษยวิทยา ระบบความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษในอดีต และระบบ AI health monitoring ในปัจจุบัน อาจทำหน้าที่คล้ายกันบางประการ ทั้งสองระบบต่างเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นที่เข้ามามีอำนาจต่อการจัดการชีวิตและสุขภาพของมนุษย์ ในอดีต ผู้คนอาจกลัวว่าผีบรรพบุรุษจะเห็นการกระทำผิด หรือเตือนผ่านความเจ็บป่วย ขณะที่ปัจจุบัน ผู้คนอาจกังวลกับค่าความดันผิดปกติ heart rate alert หรือ risk prediction จากอัลกอริทึม ทั้งสองกรณีต่างสร้างระเบียบทางศีลธรรมและการควบคุมตนเองในชีวิตประจำวัน

     ประเด็นนี้จึงเปิดพื้นที่สำคัญให้กับแนวคิด Decolonizing Medicine ซึ่งตั้งคำถามต่ออำนาจของความรู้แบบตะวันตกและการแพทย์สมัยใหม่ว่า เหตุใด cosmology แบบ AI และ biomedical data จึงถูกมองว่า “มีเหตุผล” ขณะที่ cosmology ของผีบรรพบุรุษหรือพิธีกรรมท้องถิ่นกลับถูกมองว่า “งมงาย” ทั้งที่ทั้งสองต่างเป็นระบบความหมายที่มนุษย์ใช้เพื่ออธิบายและจัดการกับความไม่แน่นอนของชีวิต ความแก่ ความเจ็บป่วย และความตาย

     ในบริบทของผู้สูงวัย ประเด็นนี้ยิ่งน่าสนใจ เพราะผู้สูงวัยจำนวนมากไม่ได้เลือกใช้เพียงระบบสุขภาพแบบเดียว แต่ใช้ทั้งโรงพยาบาล พระ หมอพื้นบ้าน พิธีกรรม ความเชื่อ และเทคโนโลยีสุขภาพร่วมกันในชีวิตประจำวัน นี่สะท้อนปรากฏการณ์ medical pluralism หรือความหลากหลายของระบบการเยียวยาในยุคดิจิทัล ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามนุษย์ร่วมสมัยไม่ได้ละทิ้งโลกจิตวิญญาณไปเสียทั้งหมด แต่กำลังดำรงชีวิตอยู่ระหว่างโลกของวิญญาณ ข้อมูล เทคโนโลยี และความเป็นมนุษย์ที่พัวพันกันอย่างซับซ้อน

      ท้ายที่สุด ประเด็นเหล่านี้ทำให้เราเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า สุขภาพอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของร่างกายทางชีววิทยาอีกต่อไป แต่คือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ เทคโนโลยี ความเชื่อ สิ่งแวดล้อม และสิ่งที่มากกว่ามนุษย์ในโลกสมัยใหม่ การศึกษาสุขภาพในปัจจุบันจึงอาจต้องก้าวข้ามกรอบ biomedical แบบเดิม ไปสู่การทำความเข้าใจ “ชีวิตที่พัวพัน” ระหว่างมนุษย์ ข้อมูล วิญญาณ เทคโนโลยี และโลกที่มองไม่เห็นร่วมกันอีกครั้ง ผ่านสายตาของมานุษยวิทยาการแพทย์ แนวคิด decolonial และ more-than-human studies ร่วมสมัย

ความคิดเห็น