ภววิทยาที่แตกต่าง ระหว่างรัฐกับชาวบ้าน ในเรื่องการใช้ประโยชน์จากป่า โดย นัฐวุฒิ สิงห์กุล

 


เราคงคิดกันภายใต้  ontology คนละแบบ  ความจริงคนละชุด โดยรัฐอาจมองป่าตือสิ่งที่ต้องปกป้องจากมนุษย์ ในขณะที่ชาวบ้านที่อยู่กับป่า พวกเขามองป่า คือสิ่งที่อยู่ร่วมกับมนุษย์

    นักมานุษยวิทยาอย่าง James C. Scott จะบอกว่า รัฐสมัยใหม่พยายามทำให้ป่าอ่านออก อ่านได้ (legible) เช่น ทำแผนที่ กำหนดเขต สร้างนิยามทางกฎหมายที่ชัดเจนและควบคุม  แต่ชีวิตจริงของคนในป่ามันอ่านไม่ออกหรือไม่สามารถอ่านได้ง่ายอย่างนั้น (illegible) เช่น การเก็บเห็ดตามฤดูกาล การหาไข่มดแดง ซึ่งไม่เข้ากับระบบกฎหมายที่ตายตัวและไม่ยืดหยุ่นสอดคล้องกับบริบทและวิถีชีวิตของชาวบ้าน 

   แนวคิดอนุรักษ์สมัยใหม่จำนวนมากได้รับอิทธิพลจากตะวันตก ที่มองว่าธรรมชาติบริสุทธิ์ต้องไม่มีคนอยู่เว้นเสียแต่พืชพันธุ์และสัตว์ในป่า ตัวอย่างเชิงแนวคิดคือ John Muir ที่มีอิทธิพลต่อการสร้างอุทยานแห่งชาติแบบกันคนออก ผลก็คือคนที่เคยอยู่กับป่ามานาน ถูกทำให้กลายเป็นผู้บุกรุก ในขณะที่กิจกรรมอย่างเก็บเห็ด หาน้ำผึ้ง กลายเป็นผิดกฎหมาย

  ทั้งที่มุมมองทางมานุษยวิทยา หลายกิจกรรมเป็น subsistence practices หรือการผลิตแบบพอยังชีพและบางครั้งช่วยรักษาระบบนิเวศด้วยซ้ำไป

     กฎหมายป่าไม้จึงไม่ใช่แค่กฎหมายธรรมดาแต่เป็นเครื่องมือของอำนาจในการควบคุมร่างกายและการเคลื่อนไหวของคน เช่น ใครเข้าได้  เข้าไม่ได้ เก็บอะไรได้ ไม่ได้เวลาไหนทำได้ หรือทำไม่ได้ สิ่งเหล่านี้คือการ disciplineคนให้เชื่อฟังระเบียบของรัฐ

   โลกทุกวันนี้มันวิปริต ที่ใช้กระบวนการทำให้คนกลายเป็นผู้ร้าย (Criminalization of livelihood) ทำให้ กิจกรรมพื้นบ้าน เช่น หาไข่มดแดง เก็บเห็ดหาของผ่าหรือหาน้ำผึ้ง ถูกตีความใหม่ว่าเป็นการทำลายป่า ทั้งที่จริง ๆ แล้ว สิ่งเหล่านี้ เป็นภูมิปัญญาความรู้ท้องถิ่น (local ecological knowledge) ในการเอาตัวรอด การใช้ประโยชน์และการปรับตัวกับระบบนิเวศ เช่นเดียวกับนักคิดอย่าง David Garland จะช่วยอธิบายว่า สังคมสมัยใหม่มักสร้าง อาชญากรรมขึ้นจากพฤติกรรมบางอย่าง เพื่อควบคุมกลุ่มคน

  ความเลวร้ายกว่านั้นคือ ภาพสะท้อนของความไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้าง โดยประเด็นที่มักถูกพูดถึงกันในช่วงนี้กันอย่างมากก็คือ คนจนเข้าไปเก็บของป่าแต่ถูกจับ แต่ทุนใหญ่ โครงการพัฒนาของรัฐและเอกชน  กลับได้สัมปทานทำป่า ทำเหมืองและอื่น ๆ  นี่สะท้อนสิ่งที่นักมานุษยวิทยาเรียกว่าภาวะสองมาตรฐาน(  double standard ) หรือความยุติธรรมแบบเลือกปฏิบัติอจ่างชัดเจน 

   หากเรามองป่าในฐานะภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม (Cultural Landscape) ในมุมมานุษยวิทยา ป่าไม่ใช่แค่ธรรมชาติ แต่เป็นพื้นที่ความทรงจำ พื้นที่พพิธีกรรพื้นที่ทางชาติพันธุ์ หรือพื้นที่สร้างอัตลักษณ์ ดังนั้นการห้ามคนเข้าป่า จึงไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่คือการ ตัดขาดความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมด้วย 

   ในบ้านเรา สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะ คนอยู่กับป่าไม่ได้แต่เพราะรัฐนิยามว่าป่าต้องไม่มีคน ทำให้คนที่อยู่กับป่าจึงกลายเป็นคนผิดทั้งที่พวกเขาอยู่มาอย่างช้านาน …ก็ตาม 

      รัฐไม่ได้มั่นคงอย่างที่เห็น รัฐจึงต้องพยายาม แสดงความมีอำนาจตลอดเวลา เช่นเดียวกับการควบคุมป่า การจับคนเก็บของป่า จึงเป็นหนึ่งในวิธีที่รัฐยืนยันว่าตัวเองยังคุมสถานการณ์ได้ ตัวเองมีอำนาจอยู่ …ป่าไม่ได้ห้ามคน รัฐต่างหากที่ห้ามคน  เพราะชาวบ้านอยู่กับป่ามาช้านาน ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยประการดังกล่าวมานี้  

   ปล. ภาพประกอบไข่มดแดงที่ขายข้างทาง ภาพผมกับต้นไม้ในป่า ลุงอังคารกับต้นไม้ในป่าใหม่  และภาพพ่อผมการเก็บของป่ามนป่าดิบแล้งของอีสาน

ความคิดเห็น