มานุษยวิทยากับประวัติศาสตร์ โดย นัฐวุฒิ สิงห์กุล

 


มานุษยวิทยากับประวัติศาสตร์

     มานุษยวิทยาทำความเข้าใจมนุษย์ผ่านชีวิตและความหมาย ในขณะที่ประวัติศาสตร์ทำความเข้าใจโลกผ่านเวลา….

   ในงานมานุษยวิทยายุคคลาสสิค เวลาเราอ่านงานของนักมานุษยวิทยาบุคบุกเบิกแล้วมันช่วยเปลี่ยนวิธีมองโลกของเรา เช่นงานคลาสสิคเรื่อง Argonauts of the Western Pacific (1922) ของ Bronisław Malinowski งานภาคสนามชิ้นนี้ทำให้เราเข้าใจว่าวิถีชีวินของชนพื้นเมืองในหมู่เกาะโทรเบี้ยน เห็นมิติที่แตกต่างจากสังคมของเรา ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของเราในยุคนั้น ว่าเศรษฐกิจไม่ได้มีแค่เงิน แต่คือความสัมพันธ์ ดังเช่นระบบแลกเปลี่ยนวงแหวนกูล่า ( Kula Ring) หรือหนังสือชื่อ The Gift (1925) ของ  Marcel Mauss ที่ชี้ว่าของขวัญไม่ใช่ของฟรี แต่มันผูกคนไว้ในระบบมี่เรียกว่าหนี้บุญคุณ การได้รับและการตอบแทนหรืองานมานุษยวิทยาเชิงตีความ ในหนังสือ The Interpretation of Cultures  (1973) ของ Clifford Geertz ที่ให้ แนวคิดเรือง การพรรณาอย่างท่วมท้น (thick description ) เราต้องอ่านวัฒนธรรมเหมือนอ่านตัวบทรวมทั้งมองวัฒนธรรมในฐานะของอำนาจ ในงาน Discipline and Punish (1975) ของ Michel Foucault ที่ทำให้เห็นว่าอำนาจไม่ได้อยู่แค่รัฐ แต่อยู่ในวิธีทำให้คนเชื่องหรือว่านอนสอนง่าย ไปจนถึงงานร่วมสมัย ที่ไปไกลพ้นขอบเขตของมนุษย์เป็นศูนย์กลางอย่าง The Mushroom at the End of the World (2015)  ของ  Anna Tsing ที่ทำให้เราเข้าไปในโลกของ คน ป่า ราและเห็ด โดยเฉพาะเห็ดมัตสึทาเกะพาเราไปเห็นโลกทุนนิยม ความเปราะบางและชีวิตชายขอบของผู้คน  แรงงานอพยพ ทหารรับจ้าง นักเดินป่า และอื่น ๆ 

       เมื่อมองกลับมาที่เรื่องประวัติศาสตร์ ในมุมมอง ของ  David Lowenthal  เขามองว่าอดีตไม่ใช่สิ่งคงที่ แต่ถูกสร้างและเลือกจำ  ด้วยความที่มนุษย์ไม่ได้มีอยู่แค่ในปัจจุบัน แต่ถูกประกอบสร้างขึ้นผ่านเวลา ดังนั้น ถ้ามานุษยวิทยาจะเข้าใจคนให้ลึกจริง ก็ไม่สามารถจะเลี่ยงศึกษาประวัติศาสตร์ได้ เหตุผลสำคัญก็คือสองสาขานี้ต้องพึ่งพากันไม่ใช่แค่การเชื่อมกันเท่านั้น 

      วัฒนธรรมจึงไม่ใช่ของนิ่งในปัจจุบัน แต่มันมีอดีต เช่นเดียวกับงานศึกษาทางมานุษยวิทยาศึกษาเกี่ยวกับความเชื่อ พิธีกรรม ความสัมพันธ์ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้โผล่มาเองโดยบังเอิญ เช่น ทำไมบางชุมชนต้องให้ของตอบแทนกันทำไมบางพื้นที่อยู่กับป่าแต่กลับถูกนิยามว่าเป็นผู้บุกรุก คำตอบของคำถามนี้มักต้องย้อนกลับไปที่ประวัติศาสตร์ของรัฐ อาณานิคม นโยบาย หรือแม้แต่ความทรงจำร่วมของผู้คน

      แนวคิดของ Clifford Geertz ที่พูดถึง thick description จริง ๆ ก็ไม่ได้แค่บรรยายปัจจุบัน แต่ต้องขุดชั้นความหมายของมันในช่วงเวลาต่างๆ ซึ่งก็คือการขุดอดีตในตัวมันเอง บางสิ่งที่เราคิดว่ามันเป็นธรรมชาติมักถูกสร้างขึ้นในประวัติศาสตร์ หลายอย่างที่ดูเหมือนปกติ เช่น รัฐต้องควบคุมป่า หรือคนบางกลุ่มล้าหลัง จริง ๆ แล้วล้วนเป็นผลของกระบวนการทางประวัติศาสตร์ เช่น การทำให้พื้นที่อ่านง่าย ควบคุมง่าย ตรงนี้สอดคล้องกับสิ่งที่  James C. Scott อธิบายชัดว่า รัฐสร้างความจริงแบบหนึ่งขึ้นมา แล้วทำให้มันดูเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นมานุษยวิทยาที่ไม่มีประวัติศาสตร์ จะเผลอเชื่อความปกติแบบรัฐโดยไม่รู้ตัว

      เช่นเดียวกับตัวของนุษย์เองก็เป็นผลผลิตของเวลา สิ่งที่เราเรียกว่า ตัวตน อัตลักษณ์ เพศหรือความดีหรือความชั่ว สิ่งเหล่านี้ไม่ได้คงที่ แต่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สอดคล้องกับสิ่งที่ Michel Foucault ชี้ว่า สิ่งเหล่านี้ถูกสร้างผ่านสถาบัน ความรู้ และอำนาจในช่วงเวลาต่าง ๆ ดังนั้น ถ้ามานุษยวิทยาจะเข้าใจคนก็ต้องเข้าใจว่าคนแบบนี้ถูกสร้างมายังไง ในช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการเติบโตของความรู้ อำนาจและสถาบันทางสังคม  

       หัวใจของมานุษยวิทยา การลงพื้นที่ (fieldwork) คือการเจออดีตที่ยังไม่หายไป  แม้ว่านักมานุษยวิทยาจะลงไปศึกษาปัจจุบันแต่ในความจริงแล้ว พิธีกรรมก็คืออดีตที่ยังถูกทำซ้ำ ในขณะที่ความทรงจำก็คือประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต รวมทั้งความขัดแย้งก็คือประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จบเพราะยังมีการต่อสู้ ช่วงชิงพื้นที่ ความหมายและการเคลื่อนไหวต่อรองตลอดเวลา  ในงานเรื่อง  The Past is a Foreign Country (2015) ของ David Lowenthal ก็เตือนให้เรารู้ว่าอดีตไม่ได้หายไป แต่มันถูกเลือกจำ เลือกลืม และถูกเลือกใช้อยุู่ตลอดเวลา

   ถ้าหากไม่มีประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยาจะตื้นเขิน ถ้าเรามองเพียงแค่ปัจจุบัน เราจะเห็นแค่สิ่งที่เป็น แต่ไม่เห็นว่ามันกลายมาเป็นแบบนี้ได้ยังไง ใครได้ประโยชน์จากมัและใครถูกกดทับอยู่ในนั้น ดังนั้น มานุษยวิทยาไม่ใช่แค่การดูคนแต่มันคือการดูเวลาในตัวคน  และประวัติศาสตร์ไม่ใช่แค่เรื่องอดีตแต่มันคือโครงสร้างที่ยังทำงานอยู่ในปัจจุบัน

ความคิดเห็น