ภาพแรกนี้เป็นภาพประกอบจากตำราการแพทย์ยุโรปยุคกลางชื่อ Fasciculus Medicinae ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1491 โดยแพทย์ชื่อ Johannes de Ketham ตำราเล่มนี้ถือเป็นหนึ่งในตำราการแพทย์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในยุโรปช่วงปลายยุคกลางและต้นยุคเรอเนสซองส์ เนื้อหาผสมผสานความรู้ทางการแพทย์ กายวิภาคศาสตร์ และความเชื่อทางศาสนาเข้าไว้ด้วยกัน ใต้ภาพมีคำบรรยายว่า
“Gravida figure from de Ketham, Fasciculus Medicinae (1491). ‘In sorrow thou shall bring forth children’” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่อ้างอิงจากคัมภีร์ไบเบิล หมายความว่า “เจ้าจะให้กำเนิดบุตรด้วยความทุกข์เจ็บปวด” ข้อความนี้สะท้อนความเชื่อทางศาสนาคริสต์ที่มองว่าความเจ็บปวดจากการคลอดบุตรเป็นชะตากรรมของผู้หญิงตามคำสาปหลังการตกจากสวนเอเดน ภาพของหญิงตั้งครรภ์จึงไม่ได้เป็นเพียงภาพทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังแฝงนัยทางศาสนาและศีลธรรมเกี่ยวกับบทบาทของผู้หญิงและการให้กำเนิดชีวิต
เมื่อพิจารณาตัวหนังสือที่ปรากฏบนร่างกายในภาพ จะพบว่าข้อความเหล่านี้ไม่ได้เป็นการอธิบายกายวิภาคศาสตร์ในความหมายแบบวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ หากแต่ทำหน้าที่คล้ายแผนที่ของโรคที่เชื่อมโยงอวัยวะต่าง ๆ กับอาการเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นได้บนร่างกายมนุษย์ ข้อความจำนวนมากเป็นภาษาละตินและระบุชื่อโรคหรืออาการที่สัมพันธ์กับส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น บริเวณหน้าอกมีคำว่า Cancer mammillae ซึ่งหมายถึงมะเร็งเต้านม ขณะที่บริเวณลำตัวปรากฏคำว่า Tumor เพื่ออธิบายก้อนเนื้อหรือเนื้องอก รวมถึงคำว่า Dolor ventris ที่หมายถึงอาการปวดท้อง และ Colica ซึ่งหมายถึงอาการจุกเสียดในลำไส้
นอกจากนี้ยังมีเส้นที่ลากจากอวัยวะภายในไปยังข้อความคำอธิบาย เส้นเหล่านี้ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างอวัยวะกับโรคหรืออาการที่เกี่ยวข้อง เช่น เส้นที่เชื่อมจากมดลูกไปยังคำอธิบายเกี่ยวกับปัญหาการตั้งครรภ์ หรือเส้นที่เชื่อมจากลำไส้ไปยังคำอธิบายเกี่ยวกับอาการปวดท้องและความผิดปกติของระบบย่อยอาหาร โครงสร้างของภาพจึงคล้ายแผนผังที่พยายามอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอวัยวะและความเจ็บป่วย มากกว่าจะเป็นการแสดงโครงสร้างร่างกายอย่างละเอียดแบบกายวิภาคศาสตร์สมัยใหม่
บริเวณช่วงท้องและมดลูกของภาพยังมีคำอธิบายเกี่ยวกับการตั้งครรภ์และการกำเนิดชีวิต ซึ่งสะท้อนความรู้ด้านสูติศาสตร์ในยุคกลาง ข้อความเหล่านี้กล่าวถึงการก่อตัวของทารกในครรภ์ ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ ตลอดจนปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการคลอด ภาพของร่างกายหญิงตั้งครรภ์จึงทำหน้าที่เป็นพื้นที่ที่รวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับโรค การแพทย์ และการให้กำเนิดชีวิตไว้ในภาพเดียวกัน
ในมุมมองทางมานุษยวิทยา ภาพนี้สะท้อนให้เห็นวิธีคิดเกี่ยวกับร่างกายในสังคมยุโรปยุคกลางอย่างชัดเจน ประการแรก ร่างกายไม่ได้ถูกมองในฐานะวัตถุทางชีววิทยาที่สามารถอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว หากแต่ถูกมองเป็น “แผนที่ของโรค” ที่เชื่อมโยงอวัยวะ ความเจ็บป่วย และสภาวะของร่างกายเข้าด้วยกัน ประการที่สอง ร่างกายของผู้หญิงถูกเชื่อมโยงกับศาสนาและการให้กำเนิดชีวิตอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะแนวคิดที่ว่าการคลอดบุตรเป็นทั้งหน้าที่และความทุกข์ที่ผู้หญิงต้องเผชิญตามคำสอนทางศาสนา และประการที่สาม ความรู้ทางการแพทย์ในยุคกลางยังคงผสมผสานองค์ความรู้จากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดการแพทย์กรีกโบราณของ Galen ความเชื่อทางศาสนาคริสต์ และทฤษฎีเกี่ยวกับธาตุหรือของเหลวในร่างกาย
ดังนั้น หากมองจากมุมของมานุษยวิทยาร่างกาย ภาพนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงภาพประกอบตำราการแพทย์ แต่สามารถเข้าใจได้ว่าเป็น “แผนที่ทางวัฒนธรรมของร่างกาย” ที่สะท้อนการผสมผสานระหว่างความรู้ทางการแพทย์ ความเชื่อทางศาสนา และทัศนะของสังคมต่อร่างกายของผู้หญิงและการให้กำเนิดชีวิตในโลกยุโรปยุคกลาง.
ในขณะที่ภาพอันที่สองเกี่ยวกับร่างกายนี้เป็นภาพประกอบจากตำราการแพทย์ยุโรปยุคปลายยุคกลาง/ต้นยุคเรอเนสซองส์ในหนังสือ Fasciculus Medicinae ซึ่งเขียนโดยแพทย์ชื่อ Johannes de Ketham และตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1491 ภาพประเภทนี้เรียกว่า “Figure of the Matrix” หรือภาพแผนผัง มดลูกและระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง
คำว่า matrix ในภาษาละตินในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “เมทริกซ์” แบบคณิตศาสตร์ แต่หมายถึง มดลูก (uterus)
ข้อความด้านบนของภาพ หรือข้อความตรงหัวภาพเขียนว่า “Figura dela matrice dal natural dua Dona” ความหมายโดยสังเขปคือ ภาพแสดงมดลูกของผู้หญิงตามธรรมชาติ หรือภาพโครงสร้างมดลูกของสตรีตามธรรมชาติ
ข้อความใต้ภาพหรือด้านล่างของภาพเขียนว่า “Fumosita dela Matrice” แปลว่า “ไอระเหยหรือควันจากมดลูก” แนวคิดนี้สะท้อนความเชื่อทางการแพทย์ยุคกลางว่า มดลูกสามารถปล่อยไอหรือควันที่ลอยขึ้นสู่ร่างกายและสมอง ซึ่งเชื่อว่าเป็นสาเหตุของอาการต่าง ๆ เช่น เวียนศีรษะ เป็นลม อาการคลุ้มคลั่และอารมณ์แปรปรวน แนวคิดนี้ต่อมาพัฒนาเป็นความคิดเรื่อง hysteria(โรคฮิสทีเรีย) ซึ่งคำว่า hysteria มาจากคำกรีกว่า hystera ที่แปลว่า มดลูก
ตัวหนังสือรอบร่างกายหรือข้อความรอบภาพเขียนเป็น คำอธิบายอวัยวะสืบพันธุ์และอาการที่เกี่ยวข้องกับมดลูก ประกอบด้วย
1. อวัยวะภายในเส้นที่ลากจากท้องไปยังคำอธิบายหมายถึง มดลูก ท่อนำไข่ ช่องคลอด และอวัยวะสืบพันธุ์อื่น ๆ แม้จะไม่ตรงกับกายวิภาคศาสตร์สมัยใหม่ แต่เป็นความรู้แพทย์ยุคกลาง
2. โรคที่เกี่ยวกับมดลูก ข้อความหลายส่วนกล่าวถึง ปัญหาการมีประจำเดือน การอักเสบของมดลูก ความผิดปกติของการตั้งครรภ์ และภาวะมีบุตรยาก
3. อาการที่เชื่อว่าเกิดจากมดลูก แพทย์ยุคกลางเชื่อว่า
มดลูกมีอิทธิพลต่อทั้งร่างกายและจิตใจของผู้หญิง จึงเชื่อมโยงมดลูกกับอาการ เช่น ปวดศีรษะ เป็นลม หายใจติดขัดและอารมณ์ผิดปกติ
สิ่งที่ภาพนี้สะท้อนในเชิงมานุษยวิทยา ภาพนี้สะท้อนวิธีคิดของยุโรปยุคกลางว่า
1. ร่างกายผู้หญิงถูกมองผ่านมดลูก โดยมดลูกถูกมองว่าเป็น ศูนย์กลางของร่างกายผู้หญิง
2. ความรู้แพทย์ยังผสมกับความเชื่อ ความเข้าใจเกี่ยวกับร่างกายมาจากการผสมกันของ แพทย์กรีกโบราณ เช่น Galen ความเชื่อทางศาสนา และทฤษฎีของเหลวในร่างกาย (humoral theory)
3. ร่างกายถูกมองเป็นแผนที่ของโรค ภาพไม่ได้แสดงกายวิภาคอย่างเดียว แต่ทำหน้าที่เป็น แผนผังความสัมพันธ์ระหว่างอวัยวะกับอาการเจ็บป่วย
ดังนั้น ถ้าหากมองลึกในเชิงมานุษยวิทยา ภาพแบบนี้สำคัญมาก เพราะมันแสดงว่า ในยุโรปยุคกลาง ร่างกายของผู้หญิงถูกทำให้เป็นพื้นที่ของความรู้ การแพทย์ และศีลธรรมพร้อมกัน


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น