มองบันทึก ความโศกเศร้าและความตายผ่านงาน Mourning Diary: October 26, 1977 – September 15, 1979 ของ Barthes โดย นัฐวุฒิ สิงห์กุล

 







Mourning Diary: October 26, 1977 – September 15, 1979    Roland Barthes เขียนบันทึกนี้แบบวันต่อวัน ระหว่างวันที่ 26 ตุลาคม 1977 – 15 กันยายน 1979 โดยเขาเขียนเป็นบันทึกสั้น ๆ บนกระดาษแผ่นเล็ก (index cards) จริง ๆ แล้ว เขาไม่เคยตั้งใจให้ตีพิมพ์ เลย แต่มันก็ได้ถูกตีพิมพ์หลังการเสียชีวิตของ Barthes (1980) เป็นเวลานานถึง 32 ปี จึงได้ถูกตีพิมพ์พร้อมคำอธิบายจากบรรณาธิการอย่าง Éric Marty ซึ่งหนังสือนี้เขียนขึ้นในช่วงเวลาก่อนที่ Barthes จะเขียน  Camera Lucida (1980) บางครั้งเขาอาจจะเขียนในช่วงเวลาเดียวกันก็ได้ค่ะ

      หลังวันที่แม่จากไป โลกของ Roland Barthes ไม่ได้พังทลายลงในคราวเดียว หากแต่ค่อย ๆ ร่วงหล่นลงทีละชิ้น เหมือนข้าวของในบ้านที่ยังอยู่ที่เดิม แต่ความหมายของมันหายไปแล้ว

       ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 1977 Barthes เริ่มเขียนไม่ใช่เพื่อบันทึกชีวิต หากเพื่อประคับประคองต่อเองจากความสูญเสีย เขาเขียนบันทึกลงบนกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ประโยคสั้น เศษความคิด เศษอารมณ์ บางวันเป็นเพียงคำเดียว บางวันเป็นความเงียบที่ถูกบันทึกไว้แทนคำพูด การเขียนของเขาไม่ไหล ไม่ต่อเนื่อง และไม่พยายามเล่าเรื่อง เพราะความโศกเศร้าเองก็ไม่เคยดำเนินไปเป็นเส้นตรง

“Grief is not continuous; it is discontinuous.”

ความโศกเศร้าไม่ไหลต่อเนื่อง แต่มาเป็นช่วง ๆ…

     ความตายในหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ แต่เป็นสภาวะของการดำรงอยู่ แม่ไม่ได้ปรากฏในฐานะบุคคลที่มีประวัติ หากเป็นศูนย์กลางที่หายไป  การขาดหายของเธอ(แม่ของ Barthes) ทำให้กิจวัตรประจำวันกลายเป็นสนามของความเจ็บปวด การตื่นนอน การกินข้าว การกลับบ้าน ล้วนเป็นการเผชิญหน้ากับช่องว่างที่ไม่อาจเติมเต็มได้…

  ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าแม่ คือวัตถุแห่งความรักที่ไม่อาจทดแทน แม่ไม่ได้เป็นตัวละครแต่เป็น ศูนย์กลางของโลก ดังนั้นความตายของแม่ ก็คือการพังทลายของโลกประจำวัน เช่นเดียวกับการอยู่รอด ก็คือการอยู่กับความขาดหาย ดังที่ Barth บอกว่า  “I no longer have any reason to live, except to avoid suffering.”

     Barthes ไม่พยายามทำให้ความโศกเศร้ากลายเป็นบทเรียน เขาไม่แสวงหาการเยียวยา และไม่เชื่อในเวลาที่จะรักษาบาดแผลได้ สิ่งที่เขาพบคือ ความโศกเศร้าที่เข้ามาเป็นระลอก เป็นช่วง ๆ บางวันหนักหน่วง บางวันเหมือนหายไป แต่ไม่เคยจากไปจริง ๆ มันเพียงเปลี่ยนรูป เปลี่ยนตำแหน่ง เปลี่ยนวิธีปรากฏตัวเท่านั้นเอง

     Barthes ตระหนักอย่างเจ็บปวดว่า ภาษาไม่สามารถรองรับประสบการณ์นี้ได้ แม้แต่การเขียนบันทึกที่ใช้บรรยายความรู้สึก ทำได้เพียงแค่การอธิบาย  แต่ความรู้สึกนั้นยังอยู่ การเขียนกลายเป็นท่าทางเล็ก ๆ ของความซื่อสัตย์ เป็นความซื่อสัตย์ต่อแม่ และซื่อสัตย์ต่อความเศร้าที่ไม่อาจถูกจัดการให้เรียบร้อยได้ นั่นจึงเป็นสิ่งที่สะท้อนว่าภาษาไม่สามารถรองรับความสูญเสียได้ 

        ในฐานะนักสัญญวิทยา Barthes มองว่าภาษานั้นล้มเหลวต่อหน้าความตาย ดังนั้นการเขียนจึงไม่ใช่การอธิบาย แต่เป็นการยื้อชีวิตของความรู้สึกไว้ นี่คือจุดที่ Barthes เริ่มถอยห่างจากแนวคิดแบบโครงสร้างนิยม

   ที่กล่าวอย่างนั้นเพราะความคิดของ  Barthes ในช่วงโครงสร้างนิยม (ราวทศวรรษ 1950–60) เชื่อว่าความหมายไม่ได้อยู่ในความรู้สึกส่วนตัว แต่อยู่ใน โครงสร้างของภาษา/สัญญะ ดังนั้นตัวตนของผู้พูดไม่ใช่ศูนย์กลาง(The Death of the Author) ที่สะท้อนว่าภาษา คือระบบ ความหมายคือผลของความสัมพันธ์ระหว่างสัญญะ  และอารมณ์ คือสิ่งที่ต้องถูกแปลให้เข้าโครงสร้าง กล่าวแบบง่าย ๆ คือ ความรู้สึกไม่มีสิทธิ์พูดด้วยตัวเอง ต้องผ่านโครงสร้างก่อนเสมอ 

    ต่อมาเมื่อแม่ตาย ตัวของ  Barthes ต้องเผชิญประสบการณ์ที่ ไม่เป็นระบบ ไม่ต่อเนื่อง ไม่เสถียร และ ต่อต้านการจัดวางเป็นโครงสร้าง เขาจึงค้นพบว่า ภาษาไม่สามารถอธิบายความโศกได้ ทฤษฎีไม่สามารถครอบความสูญเสียได้ การจัดระเบียบความหมายกลับทำให้ ทรยศต่อประสบการณ์ นี่คือจุดที่คำว่า ”ยื้อชีวิตของความรู้สึกไว้“ เกิดขึ้น …มันจึงไม่ใช่การอธิบาย ไม่ใช่การทำให้เข้าใจ และไม่ใช่การตีความ แต่คือ การเขียนเพื่อคงการมีอยู่  เช่นเดียวกับที่ Barthes เขียนเพื่อให้ความรู้สึกยังไม่ถูกทำให้ตาย ด้วยภาษาแบบโครงสร้างนิยม แต่สิ่งที่เรียกว่า grief ต้องการรักษาความคลุมเครือ ความไม่สมบูรณ์ และความแตกกระจาย ดังนั้นการเขียนจึงเป็นการประคองไม่ใช่นิยามแต่อย่างใด

      โครงสร้างนิยมมักทำให้ประสบการณ์กลายเป็นกรณีศึกษา เป็นหน่วยวิเคราะห์และเป็นตัวอย่างของระบบ Barthes ค้นพบว่า ถ้า grief ถูกทำให้เป็น object เมื่อไหร่  สิ่งเหล่านี้มันก็จะตายทันที เขาจึงเขียนแบบสั้น แบบไม่ปะติดปะต่อ และแบบไม่มีข้อสรุป เพื่อไม่ให้อารมณ์ที่เกิดขึ้นถูกจับใส่กรอบ นี่คือการถอยห่างจากโครงสร้างนิยม ไม่ใช่การปฏิเสธโครงสร้างนิยมตรง ๆ แต่เป็นการไม่ยอมให้โครงสร้างเป็นเจ้าอำนาจสูงสุดในชีวิตมนุษย์

     ผมชอบที่ Barthes ทำให้เห็นเรื่องของเวลาในความโศกเศร้า เวลาไม่เคนเยียวยาคน เวลาเพียงทำให้ความโศกเศร้าเปลี่ยนรูป ดังนั้นบางวันที่เราดีขึ้นไม่ใช่เพราะหาย แต่เพราะชินกับการขาด นั่นเอง 

    บันทึกเล่มนี้เต็มไปด้วยความโดดเดี่ยว แต่ไม่ใช่ความโดดเดี่ยวเชิงโรแมนติก หากเป็นความโดดเดี่ยวที่เงียบ แข็ง และยืดเยื้อ Barthes ใช้ชีวิตต่อไปโดยไม่มีเหตุผลอันยิ่งใหญ่ เหลือเพียงความตั้งใจเล็ก ๆ ที่จะไม่ทำให้ความเจ็บปวดนี้ถูกทรยศด้วยคำปลอบประโลมราคาถูก

     Mourning Diary ไม่ได้สอนให้เรารู้จักความตาย หากสอนให้เห็นว่าการอยู่กับความสูญเสียเป็นอย่างไร มันไม่ได้เรียกร้องความเข้าใจจากผู้อ่าน แต่เชื้อเชิญให้เรานั่งอยู่กับความเงียบนั้น ความเงียบที่เต็มไปด้วยความรัก ความผูกพัน และการจากลาที่ไม่มีวันสมบูรณ์

    สำหรับผมแล้วงาน  Mourning Diary คือสิ่งที่เรียกว่า  auto-ethnography ของความสูญเสีย ตัวตนถูกผลิตผ่าน grief …ความโศกเป็นโครงสร้างชีวิตไม่ใช่อาการ รวมทั้งการเขียนคือพิธีกรรมส่วนตัว ดังที่  Barthes บอกว่า “What I say, what I write, it is in order to be faithful.” หมายถึงการเขียนคือความซื่อสัตย์ต่อผู้ตายอย่างที่สุด …

      ช่วงนี้ผมค่อนข้างอินกับเรื่องความตายและความโศกเศร้าหน่อย

ความคิดเห็น