วันนี้ให้นักศึกษา ป.โท อ่านงาน Judith Butler ในหนังสือ Gender Trouble เอาเฉพาะบทที่ 1 เพื่อให้เขา เชื่อมโยงแนวคิดของ Butler กับการวิพากษ์วิพากษ์จิตวิเคราะห์ Freud, Lacan และแนวคิดของ Foucault และ Wittig ในความเป็นจริงแล้ว Butler ยังอ้างอิงกับวิธีคิดของ เฮเกล, ฟรีดิช นิชเช่ และ ฌอง พอล ชาร์ต
เริ่มต้นเนื้อหา Butler เริ่มจาก การชวนวิเคราะห์ Women ในฐานะ Subject ของสตรีนิยม
โดยทั่วไป ทฤษฎีสตรีนิยมมักสมมติว่ามีผู้หญิงเป็นอัตลักษณ์ที่มีอยู่ก่อน และถือว่าเป็น subject หลักของการเมืองสตรีนิยมที่ต้องได้รับการเป็นตัวแทนในภาษาและการเมือง อย่างไรก็ตาม แนวคิดเรื่องการเมือง(politics) และการเป็นตัวแทน(representation) เองก็เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างมาก ในด้านหนึ่ง การเป็นตัวแทนช่วยทำให้ผู้หญิงมองเห็นได้ในฐานะ subject ทางการเมือง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ภาษาและการเป็นตัวแทนก็มีหน้าที่กำหนดบรรทัดฐานว่าผู้หญิงคืออะไรและอาจบิดเบือนความจริงเกี่ยวกับหมวดหมู่นี้ด้วย
Butler ชี้ว่า แนวคิดเรื่องผู้หญิง ในฐานะ subject ที่มั่นคงกำลังถูกท้าทายจากภายในทฤษฎีสตรีนิยมเอง นักทฤษฎีจำนวนมากตั้งคำถามว่าผู้หญิงเป็นหมวดหมู่หรือการจัดประเภทที่แน่นอนหรือไม่ และใครกันแน่ที่ถูกนับรวมในหมวดหมู่นี้ ทำให้แทบไม่มีฉันทามติว่าผู้หญิงคือใคร
นอกจากนี้ การเป็นตัวแทนทางภาษาและการเมืองยัง กำหนดล่วงหน้าว่าใครสามารถเป็น subject ได้ กล่าวคือ ต้องถูกยอมรับว่าเป็น subject ก่อน จึงจะได้รับการเป็นตัวแทน
Foucault: อำนาจกฎหมายผลิต Subject
Butler ใช้ Foucault เพื่อชี้ว่า ระบบอำนาจเชิงกฎหมายไม่ได้เพียงเป็นตัวแทน subject แต่เป็นผู้ผลิต subject เอง ทำให้กฏหมายที่ดูเหมือนควบคุมผู้คนผ่านการห้าม ควบคุม หรือคุ้มครอง แต่ในความจริงแล้ว subject ถูกสร้างและนิยามขึ้นภายในโครงสร้างอำนาจเหล่านี้ การตกอยู่ภายใต้กฎหมายคือเงื่อนไขที่ทำให้เราเป็น subject ได้อย่างแท้จริง
ดังนั้น subject ของสตรีนิยม (เช่น ผู้หญิง) ก็ถูกผลิตผ่านวาทกรรมทางการเมืองเดียวกับที่สตรีนิยมคาดหวังว่าจะใช้ปลดปล่อยผู้หญิง หากระบบนี้ผลิต subject ในกรอบชายเป็นใหญ่ การพึ่งพามันอย่างไม่วิพากษ์ก็อาจย้อนทำลายการปลดปล่อยเสียเอง
ปัญหา Subject ต่อการเมืองสตรีนิยม
Butler ชี้ว่า subject ทางการเมืองมักถูกผลิตผ่านการกีดกันบางกลุ่ม เช่น ผู้หญิงบางแบบ คนข้ามเพศ และคนชายขอบทางเชื้อชาติหรือชนชั้น การเมืองจึงไม่ใช่แค่การเป็นตัวแทนแต่เป็นกระบวนการที่ทำให้บางคนถูกนับรวม และบางคนถูกตัดออก โดยกระบวนการนี้ถูกทำให้ดูเป็นธรรมชาติผ่านภาษาและกฎหมาย
อำนาจทางกฎหมายจึงทำสองอย่างพร้อมกันคือผลิต subject และปกปิดว่าตนเองเป็นผู้ผลิต แล้วใช้ subject ที่ผลิตขึ้นมาเป็นฐานเพื่อทำให้กฎหมายของตนมีความ ชอบธรรม
ประเด็นเชิงปรัชญาการเมืองที่ Butler เสนออย่างชัดเจนคือ Butler สรุปว่า การถามเพียงว่าจะเป็นตัวแทนผู้หญิงอย่างไร? ยังไม่เพียงพอ สิ่งสำคัญคือ ต้องถามว่า ผู้หญิงในฐานะ subject ถูกผลิตขึ้นโดยอำนาจอย่างไร และถูกจำกัดอย่างไร?
Butler เปิดคำถามเชิงรากฐานว่า อาจไม่มี subject ใดที่มีอยู่ก่อนกฎหมายเพื่อรอการเป็นตัวแทน แต่ subject เองอาจเป็นผลผลิตของอำนาจและวาทกรรม
Judith Butler ตั้งคำถามพื้นฐานต่อแนวคิดเรื่อง subject ที่ถูกสมมติว่ามีอยู่ก่อนกฎหมายหรือก่อนโครงสร้างสังคม โดยชี้ว่าแนวคิดเช่นนี้เป็น เรื่องเล่าฐานราก (foundational myth) ที่กฎหมายและอำนาจสร้างขึ้นเพื่อทำให้ตนเองดูชอบธรรม คล้ายกับแนวคิดสภาวะธรรมชาติในทฤษฎีการเมืองเสรีนิยมที่สมมติว่ามีปัจเจกชนเสรีอยู่ก่อนมีรัฐและสัญญาประชาคม การสมมติว่ามี subject ที่เป็นอิสระอยู่ก่อนสังคม ทำให้การปกครองดูเหมือนเกิดจากความยินยอมของปัจเจก ทั้งที่ในความเป็นจริง subject เองถูกผลิตผ่านกฎหมาย ภาษา และระเบียบอำนาจตั้งแต่ต้น
ในทำนองเดียวกัน Butler วิพากษ์แนวคิดเรื่องผู้หญิงในฐานะอัตลักษณ์ร่วมที่มั่นคง เธอชี้ว่าผู้หญิงไม่ใช่หมวดหมู่ที่เป็นเอกภาพ แต่เต็มไปด้วยความแตกต่างและความขัดแย้งภายใน เนื่องจากเพศสภาพและประสบการณ์ของผู้หญิงถูกก่อรูปผ่านแกนอำนาจหลายมิติ เช่น ชนชั้น เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ เพศวิถี และบริบททางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ดังนั้นผู้หญิงจึงไม่ใช่สารัตถะเดียว หากแต่เป็นจุดตัดของวาทกรรมและโครงสร้างอำนาจที่หลากหลาย
จากจุดนี้ Butler วิจารณ์แนวคิดปิตาธิปไตยสากล ที่มองว่าผู้หญิงทั่วโลกถูกกดขี่ในรูปแบบเดียวกัน เธอเห็นว่าแนวคิดเช่นนี้ลดทอนความแตกต่างทางวัฒนธรรม ทำให้บริบทนอกตะวันตกถูกทำให้เป็นเพียงกรณีศึกษาของทฤษฎีตะวันตก และมีลักษณะคล้ายจักรวรรดินิยมทางทฤษฎี (theoretical colonialism) สำหรับ Butler การกดขี่ทางเพศจึงไม่มีรูปแบบสากล หากแต่ทำงานแตกต่างกันไปในแต่ละบริบทสังคมและประวัติศาสตร์
Butler ยังตั้งคำถามต่อแนวคิดความเป็นผู้หญิงร่วมกัน ว่ามีตัวตนของผู้หญิงที่มีอยู่ก่อนการกดขี่หรือไม่ หรือการเป็นผู้หญิงถูกผูกโยงเข้าด้วยกันผ่านประสบการณ์ของการถูกกดขี่ เธอชี้ว่าการคิดอัตลักษณ์แบบเดียวมีแนวโน้มตัดขาดเพศออกจากชนชั้น เชื้อชาติ และแกนอำนาจอื่น ๆ ทำให้การเมืองอัตลักษณ์กลายเป็นการทำให้ความแตกต่างภายในถูกลบเลือน
ในเชิงการเมือง Butler วิพากษ์การเมืองอัตลักษณ์ของสตรีนิยมที่ยืนยันผู้หญิงเป็น subject ที่มั่นคง เพราะการสร้างหมวดหมู่ที่มั่นคงเช่นนี้อาจนำไปสู่การกีดกันผู้หญิงบางกลุ่มโดยไม่ตั้งใจ ความแตกแยกภายในสตรีนิยมจึงไม่ใช่เพียงปัญหาปฏิบัติการ แต่สะท้อนข้อจำกัดเชิงทฤษฎีของการเมืองอัตลักษณ์เอง ซึ่งการขยายการเป็นตัวแทนให้กับ subject ที่ถูกสร้างขึ้น อาจย้อนทำลายเป้าหมายของการปลดปล่อย
Butler ยืนยันว่าไม่มีตำแหน่งใดอยู่นอกภาษา กฎหมาย และการเมืองของการเป็นตัวแทน สิ่งที่เป็นไปได้คือการทำ genealogy ของหมวดหมู่อัตลักษณ์ เพื่อเปิดเผยว่าหมวดหมู่เหล่านี้ถูกผลิตและทำให้ดูเป็นธรรมชาติอย่างไร และเพื่อเปิดพื้นที่ความเป็นไปได้ทางการเมืองใหม่ ๆ เธอเสนอว่าสตรีนิยมควรทบทวนการสร้าง subject ของตนเอง ไม่จำเป็นต้องยึดฐานอัตลักษณ์เดียวหรือถาวร และควรเปิดพื้นที่ให้ความหลากหลายและการต่อต้านอัตลักษณ์
ในระดับทฤษฎีเพศ Butler ตั้งคำถามต่อการแบ่ง sex และ gender แบบคลาสสิก แม้การแบ่งดังกล่าวช่วยโต้แย้งว่า ชีววิทยาไม่ใช่ชะตากรรมแต่ก็เปิดคำถามใหม่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และการผลิตของ sex เอง Butler เสนออย่างสุดขั้วว่า sex, gender และร่างกายไม่ได้เป็นธรรมชาติ หากแต่ถูกผลิตผ่านวาทกรรมและความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ข้อเสนอนี้กลายเป็นฐานสำคัญของ queer theory และทฤษฎีหลังมนุษยนิยมในเวลาต่อมา
โดยสรุป Butler วิจารณ์การเมืองสตรีนิยมที่ยึดผู้หญิงเป็น subject ที่มั่นคงและพึ่งพามายาคติของ subject ก่อนกฎหมาย เธอเสนอให้ทำ genealogy ของหมวดหมู่ผู้หญิงเพื่อทำให้เห็นว่ามันถูกผลิตอย่างไร และเพื่อเปิดการเมืองอัตลักษณ์ที่ไม่ตายตัว พร้อมทั้งชี้ว่า sex, gender และร่างกายเองเป็นผลผลิตของวาทกรรมและอำนาจ ไม่ใช่สารัตถะทางธรรมชาติ
การวิพากษ์จิตวิเคราะห์ของ Freud และ Lacan
Butler เริ่มต้นด้วยการชี้ว่า จิตวิเคราะห์ของ Freud และ Lacan ไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎีทางจิตวิทยาที่อธิบายเรื่องเพศอย่างเป็นกลาง หากแต่เป็น ระบอบความรู้ที่มีพลังในการผลิตบรรทัดฐานทางเพศ โดยเฉพาะการทำให้ความสัมพันธ์ต่างเพศ (heterosexuality) กลายเป็นมาตรฐานสากลของมนุษย์
ในกรอบของ Freud การพัฒนาอัตลักษณ์ทางเพศถูกอธิบายผ่าน Oedipus complex และโครงสร้างครอบครัวแบบพ่อ–แม่–ลูก ซึ่งตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าความปรารถนาต่างเพศเป็นธรรมชาติและเป็นเส้นทางปกติของการเติบโตทางจิตใจ Butler วิจารณ์ว่า สมมติฐานนี้ไม่ได้เป็นข้อเท็จจริงทางชีววิทยา แต่เป็น โครงสร้างเชิงอำนาจที่ทำให้รูปแบบความปรารถนาอื่นถูกมองว่าเบี่ยงเบน ผิดปกติ หรือด้อยค่า
ในทำนองเดียวกัน Lacan เสนอแนวคิด Symbolic Order และ phallus เพื่ออธิบายว่าตัวตนและเพศถูกจัดระเบียบผ่านภาษาและสัญลักษณ์ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่เพศชาย Butler เห็นว่า กรอบคิดนี้ทำให้เพศชายถูกวางเป็นศูนย์กลางเชิงสัญลักษณ์ ขณะที่เพศหญิงและอัตลักษณ์ทางเพศอื่นถูกทำให้เป็นรอง และทำให้ heterosexuality ดูเหมือนเป็นโครงสร้างสากลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
โดยสรุป Butler ต้องการชี้ว่า เพศไม่ได้เป็นความจริงที่มีอยู่ก่อน แต่ถูกผลิตผ่านทฤษฎี ความรู้ และสถาบัน และจิตวิเคราะห์เองก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสถาปนาระบบ heteronormativity มากกว่าที่จะเป็นผู้สังเกตที่เป็นกลาง
Foucault และการผลิตเพศผ่านวาทกรรมอำนาจ
Butler ใช้แนวคิดของ Foucault เพื่อโต้แย้งกรอบคิดจิตวิเคราะห์ในระดับหนึ่ง โดยเห็นด้วยกับข้อเสนอสำคัญของ Foucault ว่าเพศไม่ใช่แก่นแท้ภายในของมนุษย์ แต่เป็น ผลผลิตของวาทกรรมอำนาจ ที่เกิดจากการแพทย์ กฎหมาย ศาสนา และสถาบันทางสังคมต่าง ๆ
ในมุมนี้ ตัวตนทางเพศไม่ได้มีอยู่ก่อนภาษา แต่ถูกสร้างขึ้นผ่านการพูด การจัดประเภท และการควบคุมของความรู้สมัยใหม่ เช่น การนิยามคนว่าเป็นชายรักชาย หรือ หญิงรักหญิง ซึ่งไม่ได้เพียงอธิบาย แต่ยังทำให้ตัวตนเหล่านั้นกลายเป็นวัตถุของการจัดการและควบคุม
อย่างไรก็ตาม Butler วิจารณ์ Foucault ด้วยว่า เขายังไม่ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่า ตัวตนสามารถดำรงอยู่และต่อต้านอำนาจได้อย่างไร หากทุกสิ่งเป็นผลผลิตของอำนาจแล้ว ตัวตนจะมี agency หรือพื้นที่การเมืองได้จากที่ไหน
คำถามนี้เองที่ Butler พัฒนาต่อไปเป็นแนวคิด performativity โดยเสนอว่า ตัวตนถูกสร้างผ่านการทำซ้ำของบรรทัดฐาน แต่การทำซ้ำนี้เองเปิดช่องให้การบิดเบือนและการต่อต้านเกิดขึ้นได้
Monique Wittig และ Lesbian Body
Monique Wittig เสนอแนวคิดที่เข้มข้นเด็ดขาดและเป็นการเมืองอย่างชัดเจนว่า หมวดหมู่ผู้หญิงเป็นผลผลิตของระบบ heterosexuality และ lesbian คือการปฏิเสธระบบนั้นอย่างสิ้นเชิง
สำหรับ Wittig heterosexuality ไม่ใช่เพียงรสนิยมทางเพศ แต่เป็น ระบอบการเมือง ที่จัดระเบียบสังคม เพศหญิงถูกนิยามขึ้นมาเพื่อรองรับความสัมพันธ์ชาย–หญิง ดังนั้น lesbian จึงไม่ใช่ “ผู้หญิง” ในความหมายของระบบนี้ แต่เป็นการหลุดออกจากระบอบนั้นโดยพื้นฐาน
Butler เห็นว่าแนวคิดของ Wittig เปิดพื้นที่การเมืองสำคัญ เพราะทำให้เห็นว่าเพศและเพศสภาพเป็นโครงสร้างทางการเมือง ไม่ใช่ธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม เธอวิจารณ์ว่า การเสนอ lesbian เป็นตัวตนที่อยู่นอกระบบเพศอย่างบริสุทธิ์ อาจนำไปสู่ essentialism แบบใหม่ คือการสมมติว่ามีอัตลักษณ์หรือร่างกายที่อยู่นอกอำนาจอย่างแท้จริง
สำหรับ Butler ไม่มีร่างกายหรืออัตลักษณ์ใดอยู่นอกวาทกรรม แม้แต่ lesbian body ก็ยังถูกสร้างผ่านภาษาและอำนาจในรูปแบบหนึ่ง
Lesbian Body และปัญหาของตัวตนบริสุทธิ์จากอำนาจ
Butler ตั้งคำถามเชิงทฤษฎีว่า หาก lesbian ถูกเสนอว่าอยู่นอก heterosexuality จริง แล้วเราจะเข้าใจ lesbian body ได้อย่างไรโดยไม่ใช้ภาษาและหมวดหมู่ที่ถูกผลิตโดยระบบเดียวกัน
เธอเสนอว่า ตัวตนทั้งหมดถูกสร้างผ่าน การทำซ้ำของบรรทัดฐานทางสังคม ไม่มีตัวตนใดบริสุทธิ์หรืออยู่นอกอำนาจโดยสิ้นเชิง การต่อต้านจึงไม่ได้อยู่ภายนอกระบบ แต่เกิดจากการบิดเบือน การเล่นกับ และการทำซ้ำแบบไม่สมบูรณ์ของบรรทัดฐานเดิม
นี่คือพื้นฐานสำคัญของแนวคิด gender performativity ซึ่งมองว่าเพศเป็นการแสดงซ้ำ ๆ ที่ทำให้ดูเหมือนเป็นธรรมชาติ ทั้งที่จริงแล้วเปิดช่องให้ถูกทำให้ผิดเพี้ยนและถูกท้าทายได้เสมอ
ตัวตนถูกสร้างผ่านการทำซ้ำ(performativity) ของบรรทัดฐาน
Butler บอกว่า เราไม่ได้มีเพศแล้วจึงแสดงออก แต่เรากลายเป็นเพศผ่านการแสดงซ้ำ ๆ เช่น การแต่งตัว การพูด การเดิน การถูกเรียกชื่อ และอื่น ๆ การทำซ้ำเหล่านี้ทำให้เพศดูเหมือนเป็นธรรมชาติ ทั้งที่จริงเป็นผลของการฝึกฝนทางสังคม
การต่อต้านจึงเกิดจากการบิดเบือน เช่น drag queen lesbian masculinity และ gender nonconforming bodies สิ่งเหล่านี้ไม่ได้อยู่นอกระบบ แต่ ใช้บรรทัดฐานเดิมแล้วทำให้มันผิดเพี้ยน จนเห็นว่ามันไม่ธรรมชาติอย่างแท้จริง
สรุป Argument ใหญ่ของงานชิ้นนี้ของ Butler ก็คือ
1. Butler วิพากษ์งานของ Freud และ Lacan ว่าทำให้ heterosexuality ดูเป็นธรรมชาติและเป็นบรรทัดฐานสากล
2 .Butler ใช้ Foucault เพื่อเสนอว่าเพศเป็นผลผลิตของอำนาจและวาทกรรม
3. Butler วิจารณ์ Wittig ว่าการเมืองของ lesbian สำคัญ แต่ยังเสี่ยงการสร้างสารัตถะนิยมใหม่
4. Butler วางฐานแนวคิด performativity โดยเสนอว่าตัวตนทางเพศถูกสร้างผ่านการทำซ้ำของบรรทัดฐาน และการต่อต้านเกิดขึ้นจากการบิดเบือนภายในระบบ ไม่ใช่นอกระบบ


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น