Jean Baudrillard: จากสิ่งของ สู่โลกที่ความจริงไม่จำเป็นอีกต่อไป
Jean Baudrillard คือหนึ่งในนักคิดฝรั่งเศสผู้เขย่าพื้นฐานการมองโลกของสังคมสมัยใหม่อย่างรุนแรงที่สุด เขาไม่ได้เพียงวิจารณ์ทุนนิยมในฐานะระบบเศรษฐกิจ แต่ตั้งคำถามต่อความจริงเองว่า ยังมีสถานะเป็นจุดตั้งต้นของสังคมหรือไม่ ในโลกที่ภาพ สัญญะ และการจำลองทำงานได้จริงยิ่งกว่าวัตถุและประสบการณ์ตรงของมานุษย์
Baudrillard เกิดที่เมืองแร็งส์ ประเทศฝรั่งเศส ในปี 1929 และได้รับการฝึกฝนทางสังคมวิทยาที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ ภายใต้อิทธิพลของ Henri Lefebvre แม้จะเริ่มต้นจากกรอบมาร์กซิสต์และสังคมวิทยาคลาสสิก แต่เขาค่อย ๆ ถอยห่างจากการอธิบายสังคมผ่านโครงสร้างการผลิต ชนชั้น และอำนาจแบบดั้งเดิม และหันไปสนใจสิ่งที่ดูเบากว่านั้น คือ สิ่งของ ภาพ สื่อ การบริโภค และสัญญะ ก่อนจะชี้ให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ต่างหากที่กลายเป็นแกนกลางของอำนาจในโลกสมัยใหม่
จุดตั้งต้นของ Baudrillard อยู่ที่คำถามง่ายแต่ลึกซึ้งว่า มนุษย์สมัยใหม่ไม่ได้ใช้ชีวิตท่ามกลางสิ่งของอย่างเป็นกลาง หากแต่ถูกระบบของสิ่งของจัดระเบียบชีวิต ความคิด และตัวตนอย่างแนบเนียน หนังสือ The System of Objects (1968) ไม่ได้ถามว่าเรานำวัตถุมาใช้ประโยชน์อย่างไร แต่ถามว่าสิ่งของเหล่านั้นทำงานอย่างไรในฐานะภาษา ระบบ และโครงสร้างความหมาย สิ่งของในบ้าน ตั้งแต่โซฟา โทรทัศน์ รถยนต์ ไปจนถึงอุปกรณ์อัตโนมัติ ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ หากแต่เป็นองค์ประกอบของระบบชีวิตที่กำหนดจังหวะเวลา บทบาท และความสัมพันธ์ของผู้คน
Baudrillard วิพากษ์มาร์กซิสต์คลาสสิกโดยชี้ว่า การอธิบายสินค้าด้วยเพียงประโยชน์ใช้สอย (use value) และมูลค่าแลกเปลี่ยน (exchange value) ไม่เพียงพออีกต่อไป ในสังคมบริโภค สิ่งที่มีอำนาจจริงคือ คุณค่าเชิงสัญญะ (sign value) สิ่งของไม่ได้ถูกซื้อเพื่อใช้แต่ถูกซื้อเพื่อสื่อสาร เช่น สื่อสารสถานะ รสนิยม ความสำเร็จ และตัวตน รถหรูไม่ได้พาไปถึงที่หมายเร็วกว่า แต่พาภาพของผู้ขับไปถึงก่อน บ้านมินิมอลไม่ได้เพียงเรียบง่าย แต่ทำหน้าที่เป็นประโยคหนึ่งในภาษาของชนชั้นกลางสมัยใหม่
จากการวิเคราะห์สิ่งของ Baudrillard ขยับไปสู่การมองทั้งสังคมในฐานะระบบการบริโภคใน The Consumer Society (1970) เขาทำลายมายาคติสำคัญของทุนนิยมเสรีที่เชื่อว่ามนุษย์มี ความต้องการตามธรรมชาติแล้วตลาดเพียงเข้ามาตอบสนอง ตรงกันข้าม เขาเสนอว่าความต้องการถูกผลิตขึ้นโดยระบบสัญญะ สังคมบริโภคไม่ได้ขายสินค้า แต่ขายความแตกต่าง ความหวัง และสถานะ การบริโภคจึงเป็นภาษา เป็นศีลธรรม และเป็นกลไกควบคุมทางสังคม ผู้คนถูกทำให้เชื่อว่า ความสุขคือหน้าที่ ต้องพัฒนา ต้องอัปเกรด และต้องไล่ตามอย่างไม่สิ้นสุด
ใน The Mirror of Production (1973) Baudrillard เดินไปไกลกว่านั้น ด้วยการโจมตีไม่เพียงทุนนิยม แต่รวมถึงภาษาที่ใช้วิจารณ์ทุนนิยมเอง เขาชี้ว่ามาร์กซิสต์ก็ยังติดกับดักอุดมการณ์การผลิต เพราะยังยึดแรงงาน ประสิทธิภาพ และผลผลิตเป็นศูนย์กลาง ทั้งทุนนิยมและสังคมนิยมต่างเชื่อในศีลธรรมเดียวกัน ยิ่งผลิตมาก ยิ่งดีมาก Baudrillard เสนอว่าการผลิตไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ แต่เป็นอุดมการณ์ของสังคมอุตสาหกรรม และการปฏิวัติที่ไม่รื้อภาษานี้ ก็เป็นเพียงการสลับตำแหน่งอำนาจเท่านั้น
จุดเปลี่ยนเชิงปรัชญาที่ลึกที่สุดมาถึงใน Symbolic Exchange and Death (1976) เมื่อ Baudrillard เสนอว่าสังคมสมัยใหม่ทำลายการแลกเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์และขับไล่ความตายออกจากชีวิต ความตายซึ่งไม่อาจวัด ควบคุม หรือผลิตซ้ำได้ กลายเป็นศัตรูของระบบ ชีวิตจึงถูกลดทอนเหลือเพียงการยืดเวลาการไม่ตาย และความหมายถูกแทนที่ด้วยการจัดการเชิงเทคนิค นี่คือรากฐานสำคัญของการวิพากษ์อำนาจเหนือชีวิตและความตายในเวลาต่อมา
ทั้งหมดนี้นำไปสู่ผลงานที่ทรงอิทธิพลที่สุด Simulacra and Simulation (1981) ซึ่ง Baudrillard เสนอว่า โลกไม่ได้อยู่ในยุคที่ภาพแทนความจริงอีกต่อไป แต่ในยุคที่ภาพมาก่อนและกำหนดความจริง เราอยู่ในภาวะไฮเปอร์เรียลลิตี (Hyperreality) ที่แบบจำลอง สถิติ เรตติ้ง และตัวชี้วัด ทำงานได้จริงยิ่งกว่าประสบการณ์ตรง ดังนั้น Simulacra ไม่ได้โกหก แต่แทนที่ของจริงไปแล้ว โลกโซเชียล อินฟลูเอนเซอร์ ข่าวไวรัล การเมืองเชิงภาพลักษณ์ ล้วนเป็นตัวอย่างของความจริงที่ถูกผลิตขึ้นจากการจำลอง
เมื่อมองผ่านกรอบนี้ โลกทุนนิยมร่วมสมัยจึงไม่ใช่เพียงเศรษฐกิจของการผลิตหรือการบริโภค แต่เป็นเศรษฐกิจของการสะสมสัญญะและอารมณ์ สิ่งที่ถูกสะสมไม่ใช่ของ หากคือความหวัง โอกาส ความใกล้เคียงกับชีวิตที่ดีกว่า เกมกาชาไม่ได้ขายไอเทม แต่ขายความเป็นไปได้ อินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้ขายสินค้า แต่ขายชีวิตจำลอง ไลฟ์โค้ชไม่ได้ช่วยชีวิต แต่แปรชีวิตให้กลายเป็นระบบอัปเกรด ตัวตนจึงกลายเป็นคลังสัญญะ และมนุษย์สมัครใจลงทุนเวลา เงิน และอารมณ์ เพื่อเอาตัวรอดในโลกที่ความหมายถูกทำให้เป็นระบบสุ่ม
ในท้ายที่สุด Baudrillard ไม่ได้บอกว่าไม่มีอะไรจริงแต่ชี้ให้เห็นว่า ความจริงไม่ใช่ฐานของระบบอีกต่อไป โลกยังทำงานได้ ยังมีอำนาจ ยังผลิตความเชื่อและการยอมรับแม้จะไม่มีต้นแบบของความจริงเหลืออยู่แล้ว และนี่เองคือความท้าทายทางปัญญาที่เขาทิ้งไว้ให้เราเผชิญและชวนตั้งคำถาม ชวนคิด ชวนวิพากษ์วิจารณ์ และตั้งคำถามว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างไร ในโลกที่ภาพนำหน้าความจริง และความหมายถูกผลิตอย่างไม่รู้จบ…








ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น