นึกถึงหนังสือชื่อ Strategic Interaction ของ Erving Goffman ในปี 1969 เก่าแต่ยังใช้อธิบายปรากฏการณ์ในปัจจุบันได้ จำได้ว่าอาจารย์ธีรยุทธ บุญมี ให้อ่านตอนเรียนทฤษฎี ที่คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาป.โท ที่ธรรมศาสตร์ ผมยังเก็บสำเนาหนังสือไว้อยู่ และตัวเองก็นำมาใช้สอนป.โท ในอังคารนี้ด้วย
เมื่อ Goffman เขียนหนังสือ Strategic Interaction เขากำลังชวนผู้อ่านมองการปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ในฐานะพื้นที่ของการคำนวณคิดคำนวณเชิงกลยุทธ์ มากกว่าพื้นที่ของความจริงใจอย่างไร้เดียงสา ชีวิตประจำวันในสายตาของเขาไม่ได้เต็มไปด้วยการสื่อสารความหมายอย่างตรงไปตรงมา หากแต่ประกอบขึ้นจากสถานการณ์ที่ผู้คนต่างรับรู้ว่าตนเองกำลังถูกมอง ถูกประเมิน และถูกคาดเดา การปฏิสัมพันธ์จึงไม่ใช่เพียงการแลกเปลี่ยนถ้อยคำ หากเป็นการเล่นเกมภายใต้เงื่อนไขของความไม่แน่นอนและผลได้และผลเสียที่แท้จริง
Goffman เสนอว่า ในหลายสถานการณ์ การกระทำทางสังคมมีโครงสร้างคล้ายเกมเชิงกลยุทธ์ ผู้เล่นแต่ละฝ่ายไม่ได้รู้ข้อมูลทั้งหมด และไม่อาจเข้าถึงเจตนาที่แท้จริงของอีกฝ่ายได้โดยตรง สิ่งที่มีอยู่คือสัญญาณ การแสดงออก ท่าที น้ำเสียง ความเงียบ หรือแม้แต่จังหวะเวลา ซึ่งทั้งหมดล้วนทำหน้าที่เป็นข้อมูลให้ถูกตีความ ในโลกเช่นนี้ การสื่อสารไม่ใช่การเปิดเผย แต่คือการจัดการการรับรู้
หนึ่งในแนวคิดสำคัญของหนังสือคือสิ่งที่ Goffman เรียกว่า expression games หรือเกมของการแสดงออก เขาชี้ให้เห็นว่า การแสดงออกของมนุษย์นั้นไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่สามารถก็ตาม สามารถถูกอ่านเป็นร่องรอยของความจริงภายในได้เสมอ ขณะเดียวกันผู้ที่ถูกอ่านก็พยายามควบคุมสิ่งที่ตนเองแสดงออก เพื่อไม่ให้ผู้อื่นเข้าถึงข้อมูลที่อาจทำให้ตนเสียเปรียบ การปฏิสัมพันธ์จึงกลายเป็นพื้นที่ของการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ ที่ทั้งสองฝ่ายต่างพยายามอ่านใจและปิดบังใจไปพร้อมกัน
ในกรอบคิดนี้ การโกหกไม่ใช่สิ่งผิดปกติ และความจริงใจก็ไม่ใช่สภาวะตั้งต้นที่มีอยู่ก่อน หากแต่เป็นเพียงกลยุทธ์หนึ่งท่ามกลางกลยุทธ์อื่น ๆ การเงียบ การพูดครึ่งเดียว การพูดซ้ำ ๆ การแสดงความลังเล หรือการแสดงความมั่นใจเกินจริง ล้วนเป็นวิธีการจัดการข้อมูลทั้งสิ้น สำหรับ Goffman สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องศีลธรรม แต่เป็นข้อเท็จจริงเชิงสังคมของการอยู่ร่วมกันในโลกที่เต็มไปด้วยการประเมินและการตัดสินอยู่ในตัว
อีกประเด็นหนึ่งที่ Goffman ให้ความสำคัญคือความแตกต่างระหว่างคำพูด กับ การกระทำ เขาชี้ว่าในสถานการณ์เชิงกลยุทธ์ คำพูดมักมีน้ำหนักน้อยกว่าการกระทำ เพราะคำพูดสามารถถูกถอน เปลี่ยน หรืออธิบายย้อนหลังได้ ขณะที่การกระทำบางอย่างกลับผูกมัดตัวผู้กระทำเองโดยไม่อาจถอยกลับ การวางเดิมพัน การตัดสินใจเชิงสาธารณะ หรือการแสดงท่าทีที่ชัดเจนต่อหน้าผู้อื่น ล้วนเป็นการกระทำที่สร้างความน่าเชื่อถือในเชิงกลยุทธ์ เพราะมันทำให้ผู้กระทำต้องรับผลของการตัดสินใจนั้นจริง ๆ
จากมุมมองนี้ การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมไม่ได้ดำเนินไปบนฐานของความเข้าใจร่วมอย่างสงบ หากแต่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและการคาดเดาอยู่ตลอดเวลา ผู้คนต้องตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ และพยายามใช้สิ่งที่ตนมไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกหรือการกระทำเพื่อสร้างตำแหน่งที่ได้เปรียบกว่า ในโลกของ Goffman ความไม่แน่นอนจึงไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นเงื่อนไขปกติของการอยู่ร่วมกัน
Strategic Interaction จึงเป็นงานที่ทำให้เราเลิกมองปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในเชิงศีลธรรมแบบง่าย ๆ และหันมามองมันในฐานะโครงสร้างของเกม อำนาจ และการจัดการการรับรู้ หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงช่วยให้เราเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น แต่ยังบังคับให้เราหันกลับมามองตัวเองว่า ในชีวิตประจำวันนั้น เรากำลังเล่นเกมอะไรอยู่ และกำลังใช้การแสดงออกของตนเองเป็นกลยุทธ์มากเพียงใดโดยไม่รู้ตัว
ผมจะลองเอาแนวคิดของ Goffman มาอ่าน การหาเสียงในเมืองไทย ผ่านคำปราศรัย นโยบายขายฝัน ในฐานะ expression games และ การจัดการการรับรู้ ไม่ใช่การตรวจความจริงเชิงนโยบาย
การหาเสียงเลือกตั้งในเมืองไทย หากมองผ่านสายตาของ Erving Goffman จะปรากฏไม่ใช่พื้นที่ของการสื่อสารเชิงเนื้อหา หากแต่เป็นเวทีของการปฏิสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ที่อาศัยคำพูด ท่าที และสัญญะเพื่อจัดการการรับรู้ของผู้ฟัง ผู้สมัครและพรรคการเมืองไม่ได้เพียงเสนอนโยบาย หากแต่กำลังเล่นเกมของการแสดงออก เพื่อให้ประชาชนอ่านพวกเขาในแบบที่พวกเขาต้องการด้วย
ในกรอบของ Strategic Interaction คำปราศรัยหาเสียงทำหน้าที่เป็น การแสดงออกเชิงกลยุทธ์ (strategic expression) มากกว่าคำอธิบายเชิงเหตุผล นโยบายจำนวนมากถูกออกแบบไม่ใช่เพื่อให้ตรวจสอบได้ในทันที แต่เพื่อส่งสัญญาณบางอย่างเกี่ยวกับตัวตน เจตนา และจุดยืนของผู้พูด เช่น คำอย่าง “จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” “คืนความสุขให้ประชาชน” “แก้จนอย่างยั่งยืน” “โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน” “คนไทยไร้จน” “คนไทยหายจน” “คนไทยมีกินมีใช้ มีศักดิ์ศรี” หรือ “ประเทศไทยต้องมาก่อน” และอื่น ๆถ้อยคำเหล่านี้มีพลังไม่ใช่เพราะความชัดเจนเชิงปฏิบัติ แต่เพราะความคลุมเครือที่เปิดให้ผู้ฟังแต่ละกลุ่มสามารถอ่านความหมายในแบบของตนเองได้
ในภาษาของ Goffman นี่คือ expression game ที่ผู้พูดพยายามควบคุมข้อมูลที่ถูกอ่าน ขณะเดียวกันก็หลีกเลี่ยงการผูกมัดตนเองมากเกินไป คำปราศรัยจึงมักเต็มไปด้วยภาพฝัน อุดมคติ และคำสัญญาที่ยังไม่ถูกแปลงเป็นการกระทำ เพราะการกระทำคือสิ่งที่สร้าง commitment และลดพื้นที่การถอยกลับ ซึ่งในช่วงหาเสียงถือเป็นความเสี่ยง
การขายฝันเช่น ค่าแรง 600 บาททันที เกิดปุ๊ปรับทันที กองทัพอเวนเจอร์ หรือ เรียนฟรีตั้งแต่อนุบาลถึงปริญญาตรี เมื่อมองในเชิง Goffman ไม่ใช่เพียงนโยบาย สังคม เศรษฐกิจหรือการศึกษา แต่คือ หมากเชิงการแสดงออก ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความประทับใจและกำหนดกรอบการอ่าน ผู้ฟังจำนวนมากไม่ได้ถามว่านโยบายนี้จะทำอย่างไร แต่ถามโดยนัยว่า พรรคนี้ยืนอยู่ข้างใคร หรือ พรรคนี้กล้าพอไหมที่จะเปลี่ยนแปลง นโยบายจึงทำหน้าที่เป็นสัญญะของความกล้า ความเอาจริง หรือความเป็นตัวแทน มากกว่าพิมพ์เขียวเชิงเทคนิค
ในขณะเดียวกัน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเองก็ไม่ได้เป็นผู้รับสารอย่างไร้เดียงสา พวกเขาอ่านการแสดงออกของนักการเมืองด้วยความสงสัย รับรู้ว่าคำพูดอาจไม่ตรงกับการกระทำ และพยายามตีความระหว่างบรรทัด” หรือคำว่าผู้สมัครกำลังปกปิดอะไร หรือหลีกเลี่ยงการพูดเรื่องใดอยู่ ความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับประชาชนจึงเป็นเกมสองฝ่าย ที่ต่างฝ่ายต่างรู้ว่ากำลังเล่นเกมอยู่
Goffman จะช่วยให้เราเข้าใจว่าทำไมคำอย่าง ปฏิรูปหรือปราบโกงจึงถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกยุค แม้เนื้อหาจะเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย เพราะคำเหล่านี้เป็น สัญญะที่ผ่านการทดสอบทางวัฒนธรรมแล้ว ว่าสามารถกระตุ้นความหวัง ความโกรธ หรือความคาดหวังของสาธารณะได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยรายละเอียดเชิงปฏิบัติให้ครบถ้วน การพูดเช่นนี้จึงเป็นการควบคุมข้อมูลในระดับการรับรู้ไม่ใช่ระดับข้อเท็จจริงแต่อย่างใด
นอกจากนี้ การเลือกไม่พูดบางเรื่องก็เป็นกลยุทธ์ที่มีพลังไม่แพ้การพูดเช่นกัน การหลีกเลี่ยงประเด็นอ่อนไหว เช่น บทบาทกองทัพ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 112 หรือโครงสร้างอำนาจนอกระบบ ในบางเวทีหาเสียง คือการจัดการการแสดงออกเพื่อไม่ให้ตัวเองถูกอ่านในแบบที่เสียเปรียบ ความเงียบในที่นี้จึงไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่เป็นการวางหมากอย่างระมัดระวัง
เมื่อมองในกรอบ Strategic Interaction การเมืองแบบเลือกตั้งในไทยจึงไม่ใช่สนามของความจริงกับความเท็จ หากแต่เป็นสนามของการจัดการความไม่แน่นอน ผู้สมัครต้องพูดมากพอให้ถูกอ่านว่ามีวิสัยทัศน์แต่ไม่มากจนผูกมัดตนเอง ผู้ฟังต้องเชื่อมากพอให้เกิดความหวัง แต่ก็สงสัยมากพอที่จะไม่ฝากชะตากรรมทั้งหมดไว้กับคำพูดเพียงอย่างเดียว
ในความหมายนี้นโยบายขายฝัน ไม่ได้เป็นความล้มเหลวของการเมือง หากแต่เป็นรูปแบบปกติของการปฏิสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ในสังคมที่การตัดสินใจทางการเมืองที่อาศัยการรับรู้ ความรู้สึก และความคาดหวังพอ ๆ กับเหตุผลเชิงเทคนิค Strategic Interaction ของ Goffman ช่วยให้เราเห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นบนเวทีปราศรัยไม่ใช่ความไร้สาระ หากแต่เป็นเกมของการแสดงออกที่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่มีส่วนร่วมอย่างรู้เท่าทันในระดับหนึ่ง
ตรงจุดนี้ Goffman จะช่วยให้เราเห็นว่า คำปราศรัยดังกล่าวคือการเล่น expression games อย่างแยบยล ผู้พูดแสดงออกถึงความห่วงใย หรือความมุ่งมั่น โดยไม่ผูกมัดตนเองในระดับการกระทำ ขณะเดียวกัน affective politics จะชี้ว่า สิ่งที่ถูกผูกมัดจริง ๆ คือ อารมณ์ของผู้ฟัง ไม่ใช่ตัวนักการเมืองเอง ความหวัง ความโกรธ และความคาดหวังถูกลงทุนลงไปในตัวผู้สมัคร จนทำให้ความสัมพันธ์ทางการเมืองกลายเป็นความสัมพันธ์เชิงอารมณ์
คำว่า เปลี่ยนแปลง หรือ ปฏิรูป ในการเมืองไทยจึงมีพลังไม่ใช่เพราะเนื้อหา แต่เพราะมันสะสมความรู้สึกจากความผิดหวังในอดีต ทุกครั้งที่คำเหล่านี้ถูกเปล่งออก อารมณ์เก่าที่คั่งค้าง ความไม่พอใจ ความรู้สึกถูกเอาเปรียบ ความหวังที่ยังไม่สมหวัง จะถูกปลุกขึ้นมาใหม่ เช่นเดียวกับ Sara Ahmed เรียกกระบวนการนี้ว่า affective economy คือการที่อารมณ์หมุนเวียน สะสม และยึดเกาะกับคำ สัญลักษณ์ หรือบุคคลบางประเภทอย่างต่อเนื่อง
ในบริบทนี้ นโยบายขายฝันไม่ได้ล้มเหลวเพราะทำไม่ได้จริง หากแต่ประสบความสำเร็จในฐานะกลไกทางอารมณ์ ที่ช่วยจัดวางตำแหน่งให้ผู้พูดเป็นความหวังขณะที่โครงสร้างรัฐ ระบบราชการ หรือฝ่ายตรงข้ามถูกวาดให้เป็นต้นตอของความกลัว ความโกรธ หรือความล่าช้า การเมืองจึงถูกทำให้เป็นเรื่องของความรู้สึกก่อนจะเป็นเรื่องของการบริหาร
ยิ่งไปกว่านั้น affective politics ยังช่วยอธิบายว่าทำไมความคลุมเครือของคำปราศรัยจึงเป็นข้อได้เปรียบ ไม่ใช่จุดอ่อน แต่เพราะความคลุมเครือเปิดโอกาสให้อารมณ์หลากหลายไหลเข้าไปยึดเกาะได้พร้อมกัน คนชั้นกลางอาจอ่านความมั่นคงเป็นเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ขณะที่คนชายขอบอาจอ่านคำเดียวกันเป็นความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน คำพูดเดียวกันจึงรองรับอารมณ์ที่แตกต่างได้โดยไม่ต้องแตกตัวเองออกเป็นนโยบายหลายชุด
เมื่อเชื่อม Goffman กับ affective politics เราจะเห็นว่า การหาเสียงในเมืองไทยคือพื้นที่ที่ การจัดการการแสดงออก (expression management) และ การจัดการอารมณ์ (affective management) ทำงานร่วมกันอย่างแนบแน่น นักการเมืองไม่เพียงควบคุมว่าตนจะถูกอ่านอย่างไร แต่ยังพยายามกำกับว่าผู้ฟังควรรู้สึกอย่างไรต่ออนาคต ต่อรัฐ และต่อตัวเองในฐานะพลเมือง
ในความหมายนี้ การเมืองแบบเลือกตั้งไม่ได้ล้มเหลวเพราะประชาชนเชื่อคำพูดง่ายเกินไป หากแต่ดำรงอยู่ได้เพราะอารมณ์เป็นโครงสร้างพื้นฐานของการตัดสินใจทางการเมือง Strategic Interaction ทำให้เราเห็นกลไกของเกม แนวคิด affective politics ทำให้เราเข้าใจว่า เกมนี้เดิมพันด้วยความรู้สึกของผู้คนมากเพียงใด และทำไมการเมืองจึงยังคงทรงพลัง แม้คำสัญญาจะถูกผลิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า..และเป็นเพียงลมปาก…
Goffman จะช่วยให้เราเห็นว่า วลีเหล่านี้เป็นการสื่อสารที่หลีกเลี่ยง commitment อย่างชาญฉลาด ไม่มีตัวเลข ไม่มีกรอบเวลา ไม่มีตัวชี้วัดที่ผูกมัดผู้พูด การแสดงออกจึงสร้างผลทางอารมณ์สูง แต่ความเสี่ยงเชิงการกระทำต่ำ นี่คือกลยุทธ์ที่ทำให้ผู้พูดยังคงความยืดหยุ่น หากผลลัพธ์ไม่เกิดขึ้นจริง ก็สามารถอธิบายย้อนหลังได้ว่าโอกาสมีแล้วแต่บางคนยังเข้าไม่ถึง มีไอเดียแต่ยังไม่ได้เข้ามาบริหาร หรือ กระบวนการยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เป็นต้น
ในขณะเดียวกัน วลีเหล่านี้ยังจัดวางความรับผิดชอบบางส่วนกลับไปที่ประชาชนอย่างแนบเนียน เช่น โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน โดยนัยหมายความว่า โอกาสถูกเปิดแล้ว เหลือเพียงว่าใครจะคว้าไว้ได้หรือไม่ การเมืองเชิงอารมณ์ในลักษณะนี้จึงทำให้ความล้มเหลวในอนาคตสามารถถูกอธิบายว่าเป็นเรื่องของปัจเจก มากกว่าโครงสร้าง
เมื่อมองผ่านเลนส์ Strategic Interaction และ affective politics วลีอย่าง คนไทยหายจน คนไทยจะไม่จน ความจนหายไป ไม่ได้เป็นคำโกหกหรือความจริง แน่อย่างใด หากแต่เป็นเครื่องมือจัดการความรู้สึกของความไม่แน่นอน ที่ช่วยให้สังคมสามารถอยู่กับความจนต่อไปได้ โดยมีความหวังเป็นตัวรองรับทางอารมณ์ การเมืองจึงไม่จำเป็นต้องแก้ปัญหาในทันที แต่สามารถเลื่อนมันออกไป พร้อมกับรักษาความชอบธรรมของตนเองไว้ได้
ในความหมายนี้ ถ้อยคำขายฝันไม่ได้สะท้อนความล้มเหลวของประชาชนที่เชื่อง่าย แต่สะท้อนความสำเร็จของการเมืองแบบ affective ที่รู้ดีว่า สิ่งที่ต้องบริหารไม่ใช่แค่ทรัพยากรหรือระบบเศรษฐกิจ หากแต่คืออารมณ์ ความคาดหวัง และความสามารถของผู้คนในการทนอยู่กับปัจจุบันที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง….


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น