นึกถึงสมัยก่อน หนังสือออนไลน์ยังไม่มี ถ้าจะซื้อหนังสือจริงก็แพง ร้านซีร๊อกช่วยนักศึกษาที่มีรายได้น้อย เพราะบางเล่มต้องซีร๊อกทั้งเล่มเพื่ออ่าน แต่เดี๋ยวนี้ดีหลายเล่มเปิดให้ดาวน์โหลดได้ มีไฟล์เอกสารให้เราโหลดฟรี สมัยผมเรียนยังใช้ Floppy Disk ซึ่งเป็นสื่อบันทึกข้อมูลแบบแม่เหล็กใช้กับคอมพิวเตอร์ยุคเก่า ประมาณปี 1980–2000 ต้น ๆ เดี๋ยวนี้เวลากดเซฟก็จะเห็นรูปไอคอน ปุ่ม Save 💾 อยู่บนเครื่องคอมทุกรุ่น ในปัจจุบัน …
งานหลายชิ้นคลาสสิค แต่ยังทันสมัยเสมอเพราะสามารถนำมาเป็นพื้นฐานในการวิพากษ์ถกเถียงในปัจจุบันได้ คลาสป.โท สัปดาห์หน้า เลยให้อ่านงาน Discipline and Punishment ของ Michel Foucault ผมก็ต้องรื้อของเดิมมี่ตัวเองเคยอ่าน เพื่อเตรียมสอน และเชิ่อมฐานติดเริ่มต้นของเขา ใน The Archaeology of knowledge &the discourse on language เอกสารเก่ามากเพราะZerox มานานแล้วตั้งแต่ปี 2547 ที่เรียนปริญญาโทมานุษยวิทยาที่ธรรมศาสตร์
ในภาคว่าด้วยวินัยของ Discipline and Punish ฟูโกเสนอแนวคิดเรื่อง docile bodies ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในภาพจำสำคัญที่สุดของงานเล่มนี้ วลีที่ถูกอ้างซ้ำอย่างกว้างขวางก็คือ “a body that is docile… may be subjected, used, transformed and improved” ซึ่งได้หมายถึงร่างกายที่อ่อนแอหรือไร้พลัง หากแต่หมายถึงร่างกายที่ถูกทำให้สามารถถูกจัดการได้อย่างละเอียด ร่างกายเช่นนี้เป็นร่างกายที่อยู่ภายใต้การควบคุม สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและพร้อมจะถูกนำไปใช้ ประเมิน ปรับปรุงและจัดวางใหม่อยู่เสมอในระบบอำนาจสมัยใหม่
ฟูโกจึงพลิกความเข้าใจเรื่องอำนาจแบบดั้งเดิมที่มักมองว่าอำนาจทำงานผ่านการกดขี่อย่างหยาบคายหรือความรุนแรงตรงไปตรงมา ในทางตรงกันข้าม วินัยในความหมายของฟูโกคือชุดของเทคนิคที่ทำให้ร่างกาย ร่วมมือกับอำนาจ ร่างกายไม่ได้ถูกบังคับเพียงอย่างเดียว แต่ถูกฝึกให้ทำงานไปในทิศทางที่อำนาจต้องการโดยสมัครใจในระดับหนึ่ง ความเชื่องในที่นี้จึงไม่ใช่การสูญเสียพลัง หากแต่เป็นการจัดรูปพลังของร่างกายใหม่ให้สอดคล้องกับตรรกะของสถาบัน
ฟูโกอธิบายว่าการทำให้ร่างกายเชื่องเกิดขึ้นผ่านการจัดการอย่างเป็นระบบในหลายมิติ มิติแรกคือการจัดการพื้นที่ ร่างกายถูกแยก ถูกจัดตำแหน่งและถูกกำหนดที่ทางอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นแถวในค่ายทหาร ที่นั่งในห้องเรียน เตียงในโรงพยาบาลหรือห้องขังในเรือนจำ การแบ่งพื้นที่เช่นนี้มิได้เป็นเพียงเรื่องของความเป็นระเบียบ หากแต่ทำให้ร่างกายสามารถถูกมองเห็น ตรวจสอบและเปรียบเทียบได้อย่างต่อเนื่อง พื้นที่จึงกลายเป็นเครื่องมือของอำนาจที่ทำให้การควบคุมดูเป็นธรรมชาติและหลีกเลี่ยงไม่ได้
มิติที่สองคือการจัดการเวลา ฟูโกชี้ว่าเวลาไม่เคยเป็น กลาง ตารางเวลา จังหวะการทำกิจกรรม ความเร็ว ความช้า และการทำซ้ำ ล้วนเป็นกลไกสำคัญของวินัย ตั้งแต่ระเบียบชีวิตของทหารที่ถูกแบ่งเป็นช่วงตื่น กิน ฝึก และนอน ไปจนถึงชีวิตของเด็กที่ถูกตัดแบ่งเป็นคาบ นาที และคะแนน เวลาในสังคมสมัยใหม่จึงทำหน้าที่ผลิตร่างกายที่ตรงต่อเวลา มีวินัย และสามารถถูกคาดการณ์ได้ ซึ่งสอดคล้องกับตรรกะของประสิทธิภาพและผลิตภาพในระบบเศรษฐกิจและแรงงาน
มิติที่สามคือการฝึกท่าทางและการเคลื่อนไหว ฟูโกเน้นว่าประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงว่าทำอะไรแต่คือทำอย่างไร ร่างกายถูกสอนให้เดิน ยืน นั่ง ถืออาวุธ หรือแม้แต่นั่งเรียนในลักษณะที่ถูกต้องเหมาะสม การฝึกเช่นนี้ทำให้ร่างกายค่อย ๆ ซึมซับบรรทัดฐานจนกลายเป็นธรรมชาติ ท่าทางที่เรียบร้อยของเด็ก กิริยาที่เหมาะสมตามเพศ หรือการเคลื่อนไหวที่แม่นยำของทหาร ล้วนเป็นผลของกระบวนการฝึกซ้ำที่ทำให้วินัยฝังอยู่ในเนื้อหนังมังสา
จากสามมิตินี้ ฟูโกสรุปว่าวินัยไม่ได้มีหน้าที่เพียงกดทับหรือจำกัดร่างกาย หากแต่ทำหน้าที่เพิ่มพลังให้ร่างกายไปพร้อมกัน ร่างกายที่เชื่องคือร่างกายที่มีความสามารถมากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้นและพร้อมจะถูกใช้งานมากขึ้น นี่คือจุดสำคัญที่ฟูโกพลิกความเข้าใจเรื่องอำนาจ อำนาจสมัยใหม่ไม่ได้ทำให้มนุษย์อ่อนแอลงแต่ทำให้มนุษย์ถูกจัดการได้ดีขึ้น
แนวคิดนี้นำไปสู่บทว่าด้วย The Means of Correct Training ซึ่งถือเป็นหัวใจของอำนาจเชิงวินัย ฟูโกเสนอว่า วินัยทำงานผ่านเครื่องมือหลักสามประการที่ประสานกันอย่างแนบแน่น เครื่องมือแรกคือการเฝ้ามองแบบลำดับชั้น หรือ hierarchical observation ฟูโกอธิบายว่าการถูกมองเห็นอย่างต่อเนื่องสร้างเงื่อนไขให้มนุษย์เริ่มควบคุมตนเอง แม้ไม่จำเป็นต้องมีการลงโทษตลอดเวลา เพียงแค่ความเป็นไปได้ของการถูกมองก็เพียงพอแล้ว วลีที่ว่า “visibility is a trap” สะท้อนให้เห็นว่า การมองเห็นในสังคมสมัยใหม่ไม่ใช่ความโปร่งใส หากแต่เป็นกับดักที่ทำให้ผู้ถูกมองต้องปรับพฤติกรรมของตนเองอยู่เสมอ
เครื่องมือที่สองคือการตัดสินตามบรรทัดฐาน หรือ normalizing judgment การลงโทษสมัยใหม่ไม่ได้มุ่งแยกผิดกับถูกอย่างชัดเจน หากแต่มุ่งวัดว่าบุคคลนั้นดีพอหรือไม่ ปกติหรือเบี่ยงเบน สูงหรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ย การตัดสินเช่นนี้ทำให้การควบคุมแปรสภาพเป็นการจัดอันดับ การให้คะแนน และการประเมินอย่างต่อเนื่อง มนุษย์จึงไม่ได้ถูกลงโทษด้วยความรุนแรง หากแต่ถูกวางตำแหน่งในลำดับชั้นของความปกติ
เครื่องมือที่สามคือการสอบ ซึ่งฟูโกมองว่าเป็นจุดบรรจบของอำนาจทุกแบบ การสอบรวมถึงการเฝ้ามอง การตัดสินและการผลิตความรู้เข้าไว้ด้วยกันในคราวเดียว ผ่านการสอบ มนุษย์กลายเป็นทั้งวัตถุของอำนาจและแหล่งข้อมูลของอำนาจในเวลาเดียวกัน ตัวบุคคลถูกทำให้กลายเป็นกรณีศึกษา แฟ้มประวัติ และข้อมูลที่สามารถถูกสะสม เปรียบเทียบ และนำไปใช้ในการควบคุมต่อไป
เมื่อมองภาพรวม แนวคิดเรื่อง docile bodies และเครื่องมือของการฝึกที่ถูกต้อง ทำให้เห็นว่าอำนาจในสายตาของฟูโก้ไม่ได้อยู่เหนือมนุษย์อย่างเปิดเผย หากแต่ฝังตัวอยู่ในกิจวัตร พื้นที่ เวลา ท่าทาง และกระบวนการประเมินผล มนุษย์ในสังคมสมัยใหม่จึงไม่ได้ถูกควบคุมเพราะกระทำผิดเพียงอย่างเดียว หากแต่ถูกทำให้เป็นแบบหนึ่งที่สามารถถูกมอง วัด ตัดสิน และจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือแก่นกลางของ Discipline and Punish ที่ทำให้เราเข้าใจว่าอำนาจสมัยใหม่ไม่โหดร้ายน้อยลง หากแต่แนบเนียน ละเอียด และแทรกซึมลึกเข้าไปถึงตัวตนของมนุษย์มากกว่าเดิม
ฟูโกต์อธิบายว่า การก่อรูปของอำนาจเชิงวินัยในสังคมสมัยใหม่ ไม่ได้เกิดขึ้นผ่านการบังคับลงโทษอย่างเปิดเผย หากแต่ดำเนินไปผ่านกระบวนการที่ดูเหมือนเป็นกลาง เป็นวิชาการ และมีเหตุมีผล นั่นคือกระบวนการของ “การฝึก” และ “การตรวจสอบ” ซึ่งค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปในสถาบันหลักของสังคม เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน กองทัพ และระบบราชการ การฝึกในความหมายนี้มิใช่เพียงการพัฒนาความสามารถของปัจเจก แต่เป็นเทคโนโลยีของอำนาจที่มุ่งทำให้ร่างกายมนุษย์เชื่อง ว่าง่าย และสามารถถูกใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ในกรณีของโรงพยาบาล ฟูโกต์ชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ซึ่งเดิมเคยเป็นเพียงสถานที่พักพิงของผู้ป่วยยากจน ค่อย ๆ ถูกแปรสภาพให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการสังเกต การบันทึกและการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ เมื่อการตรวจร่างกาย การซักประวัติและการเฝ้าดูอาการกลายเป็นกิจวัตรซ้ำแล้วซ้ำเล่า โรงพยาบาลจึงไม่ได้ทำหน้าที่รักษาเพียงอย่างเดียว หากยังกลายเป็นแหล่งผลิตความรู้ทางการแพทย์ ผู้ป่วยถูกจัดวางให้อยู่ในฐานะวัตถุของความรู้ที่สามารถถูกมองเห็น เปรียบเทียบและจัดประเภทได้ อำนาจทางการแพทย์ในรูปแบบนี้จึงไม่ใช่อำนาจที่ปะทุออกมาอย่างรุนแรง หากแต่เป็นอำนาจที่ถูกทำให้มีวินัย มีระเบียบและฝังตัวอยู่ในกระบวนการทางวิชาชีพอย่างแนบเนียน
ลักษณะเดียวกันนี้ปรากฏอย่างชัดเจนในระบบโรงเรียน ฟูโกต์อธิบายว่า เมื่อการสอบกลายเป็นเทคนิคหลักของการจัดการความรู้ โรงเรียนก็แปรสภาพจากพื้นที่แห่งการถ่ายทอดความรู้ไปสู่เครื่องจักรแห่งการตรวจสอบ การสอบไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะกิจ หากแต่ฝังอยู่ในกิจกรรมการเรียนการสอนประจำวัน ครูสามารถสังเกต วัด เปรียบเทียบ และตัดสินนักเรียนได้อย่างต่อเนื่อง นักเรียนแต่ละคนจึงไม่เพียงถูกประเมินว่ารู้หรือไม่รู้ แต่ยังถูกจัดวางให้อยู่ในตำแหน่งเฉพาะภายในลำดับชั้นของความสามารถ กระบวนการนี้ทำให้ความรู้ค่อย ๆ กลายเป็นคุณสมบัติของปัจเจก และตัวตนของผู้เรียนก็ถูกนิยามผ่านผลของการสอบและการประเมินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ฟูโกต์ชี้ว่า การสอบเป็นจุดบรรจบสำคัญระหว่างการเฝ้าระวังและการตัดสินตามบรรทัดฐานเพราะมันทำให้ปัจเจกถูกมองเห็นในฐานะกรณีศึกษา เป็นข้อมูล เป็นแฟ้มประวัติ ในขณะเดียวกัน การสอบยังทำหน้าที่ผลิตความรู้เกี่ยวกับตัวบุคคลอย่างเป็นระบบ จึงไม่อาจแยกอำนาจออกจากความรู้ได้ การสอบไม่ได้เพียงตรวจสอบสิ่งที่มีอยู่ก่อน หากแต่สร้างความจริงเกี่ยวกับปัจเจกขึ้นมาใหม่ผ่านการจัดหมวดหมู่ การจัดลำดับและการบันทึกอย่างต่อเนื่อง
หัวใจสำคัญของกระบวนการนี้อยู่ที่การพลิกกลับความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจกับการมองเห็น ในสังคมก่อนสมัยใหม่ อำนาจมักแสดงตัวผ่านพิธีกรรม การลงโทษอย่างเปิดเผย และภาพอันน่าตื่นตะลึงของอำนาจอธิปไตย ทว่าในระบอบวินัย อำนาจกลับถอยหายออกจากสายตา ในขณะที่ผู้ถูกควบคุมกลับเป็นฝ่ายที่ต้องถูกมองเห็นอยู่ตลอดเวลา ดังที่ฟูโกต์กล่าวว่า ในระบอบวินัย ผู้ที่ต้องถูกมองเห็นคือผู้ที่อยู่ภายใต้อำนาจ การถูกมองอย่างต่อเนื่องทำให้ปัจเจกเริ่มควบคุมตนเอง วินัยจึงไม่จำเป็นต้องใช้กำลังบังคับแต่ทำงานผ่านความเป็นไปได้ของการถูกสังเกตอยู่เสมอ
ด้วยเหตุนี้ การสอบจึงเป็นเทคโนโลยีทางอำนาจที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งเพราะมันทำให้อำนาจสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องแสดงตัวทำให้การควบคุมดูเป็นกลาง ดูเป็นวิทยาศาสตร์ และดูเป็นสิ่งจำเป็นทางวิชาชีพ ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้มนุษย์ถูกทำให้เป็นวัตถุของการรู้ การจัดการ และการเปรียบเทียบอย่างต่อเนื่อง อำนาจเชิงวินัยจึงไม่ได้กดทับมนุษย์จากภายนอก หากแต่ฝังตัวอยู่ในกระบวนการปกติของชีวิตประจำวัน จนการถูกตรวจสอบ การถูกประเมิน และการถูกจัดลำดับ กลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงอยู่ในสังคมสมัยใหม่อย่างแทบไม่อาจแยกออกจากกันได้





ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น