แนวคิด Cynical reason ของ Peter Sloterdijik โดย นัฐวุฒิ สิงห์กุล



ผมตั้งคำถามกับตัวเองเล่น ๆ ว่าทำไมคนเราถึงอยู่กับความอยติธรรม ความไม่โปร่งใสในบางอย่างได้ อย่างที่ไม่รู้สึก หรือรู้สึกแต่ก็อยู่กับมันได้

   ผมนึกถึงแนวคิดหนึ่งที่พูดว่า เหตุผลของคนยุคสมัยใหม่ไม่ได้เชื่อในคุณค่าศีลธรรมแบบ Enlightenment แต่ใช้เหตุผลเพื่ออยู่กับความอยุติธรรมอย่างรู้ตัว แบบที่มักได้ยินคำพูดว่า “รู้ว่าระบบโกง แต่โลกมันก็เป็นแบบนี้” “อุดมการณ์สวยงาม แต่ใช้ไม่ได้จริง” หรือ “ศีลธรรมมันก็เป็นคำสวย ๆ” นี่คือสิ่งที่ Peter Sloterdjik เรียกว่า เหตุผลถากถาง คือเหตุผลที่ ผู้คนรู้ว่าควรมีคุณธรรมแต่ไม่เชื่อว่ามันจริงหรือสำคัญ ที่สะท้อนผ่านหนังสือเล่มสำคัญเล่มแรกของ Sloterdijk คือ Critique of Cynical Reason (1983) ซึ่งเป็นงานสองเล่มรวมกว่า 600 หน้า ที่ว่าด้วยประวัติศาสตร์ของความคิดแบบถากถาง ตั้งแต่กรีกโบราณจนถึงปัจจุบัน 

     Sloterdijk ต้องการบอกว่า ยุค Enlightenment ก็คือ Pure Reason ( น่าจะล้อเลียนกับงานของ Emmanuel Kant ที่ชื่อ Critique of Pure Reason)  ในขณะที่ ยุค late modernity ก็คือ Cynical Reason ที่มองว่าเหตุผลไม่ได้บริสุทธิ์เพื่อปลดปล่อย แต่กลายเป็นเหตุผลถากถางเพื่ออยู่กับการครอบงำ ( domination)  

   ดังนั้นคำว่า Cynical ก็คือ การถากถาง การเย้ยหยัน และการสิ้นศรัทธา  ที่เรามักจะพบเห็นเหตุผลของคนในปัจจุบัน ที่มีลักษณะมีเหตุผลแบบถากถางของโลกสมัยใหม่  เหตุผลแบบสิ้นศรัทธาแต่ยังทำงานหรือเหตุผลแบบรู้แต่ไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไร เป็นต้น  ที่เรามีมักจะได้ยินภาษาในลักษณะถากถาง สิ้นหวัง หมดศรัทธา   เช่น “โลกสวยไปก็เท่านั้น” “อุดมการณ์กินไม่ได้” “พูดไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน” “ก็รู้ว่าโกง แต่ทำอะไรไม่ได้”

    มันคือสิ่งที่ถูกเรียกว่า  “ความสำนึกเท็จที่รู้เท่าทัน” (enlightened false consciousness) กล่าวคือ ผู้คนในปัจจุบันตระหนักถึงปัญหาสังคมอย่างเต็มที่ แต่เลือกที่จะอยู่นิ่งและไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง สิ่งนี้แตกต่างจาก cynic ในกรีกโบราณ หรือ “kynicism” ซึ่งมีท่าทีท้าทาย ยั่วยุ และลงมือปฏิบัติจริง พร้อมทั้งใช้อารมณ์ขันเป็นอาวุธในการวิพากษ์อำนาจ


**Critique of Cynical Reason : เหตุผลแบบถากถางในโลกสมัยใหม่**

     Peter Sloterdijk เสนอว่า สังคมสมัยใหม่ไม่ได้อยู่ภายใต้อุดมการณ์ที่ทำให้ผู้คนไม่รู้ตัวว่าถูกครอบงำ เหมือนที่  Karl Marx ได้เคยอธิบายไว้ แต่กลับอยู่ในภาวะที่ผู้คนนั้นรู้เท่าทันระบบอำนาจและความไม่ยุติธรรม แต่ยังคงดำรงชีวิตและทำงานอยู่ภายในระบบนั้นต่อไป เขาเรียกภาวะนี้ว่า “Enlightened False Consciousness” ซึ่งหมายถึงการมีความรู้สึกตัวเชิงวิพากษ์ แต่ไม่สามารถหรือไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่ตนเองวิพากษ์

      Sloterdijk ใช้คำว่า Cynical Reason  เพื่ออธิบายรูปแบบของเหตุผลเช่นนี้ ซึ่งแตกต่างจากเหตุผลแบบตรัสรู้ (Enlightenment Reason) ที่มุ่งปลดปล่อยมนุษย์จากอำนาจและอคติ ในทางกลับกัน Cynical Reason คือเหตุผลที่ยอมรับโลกอย่างถากถาง รู้ว่าระบบเต็มไปด้วยความอยุติธรรม แต่ก็ปรับตัวและใช้ชีวิตร่วมกับมันอย่างมีเหตุผลรองรับ ซึ่งแตกต่างจากเหตุผลเชิงวิพากษ์ (Critique) 


**Cynicism ดั้งเดิมและ Cynicism สมัยใหม่**

    Sloterdijk แยก Cynicism แบบโบราณ (Ancient Cynicism) ออกจาก Cynicism แบบสมัยใหม่ (Modern Cynicism) อย่างชัดเจน

    Cynicism แบบโบราณ เช่น ของ Diogenes เป็นท่าทีต่อต้านอำนาจและค่านิยมที่ครอบงำ เป็นการใช้ชีวิตแบบท้าทายและเปิดโปงความหน้าซื่อใจคดของสังคม ในความหมายนี้ Cynicism เป็นรูปแบบของการปลดปล่อยและการต่อต้านเชิงจริยธรรม

     แต่ Cynicism แบบสมัยใหม่กลับมีลักษณะตรงกันข้าม มันไม่ใช่การต่อต้าน แต่เป็น การปรับตัวเชิงปฏิบัติ (pragmatic adaptation) ผู้คนรู้ว่าระบบไม่ยุติธรรม แต่ยอมรับมันในฐานะความจริงของโลกและดำเนินชีวิตต่อไปด้วยความถากถางเชิงปัญญา นั่นคือ  Cynicism คืออุดมการณ์ของคนที่หมดศรัทธา แต่ยังอยู่ในระบบ


**ภาวะของการรู้แต่ยังทำในสังคมสมัยใหม่**

    Sloterdijk อธิบายว่า มนุษย์สมัยใหม่ไม่ได้ถูกครอบงำด้วยอุดมการณ์แบบเดิม แต่ถูกครอบงำด้วย post-ideological ideology นั่นคือสภาวะที่อุดมการณ์ใหญ่ดูเหมือนล่มสลาย แต่โครงสร้างอำนาจยังคงทำงานอยู่ผ่านการยอมรับอย่างถากถางและหมดส้นศรัทธาของผู้คน

     ในภาวะนี้ ผู้คนสามารถวิจารณ์ระบบได้อย่างชาญฉลาด แต่การวิจารณ์นั้นกลับไม่แปรเปลี่ยนเป็นการต่อต้านเชิงการเมือง พวกเขากลายเป็น “Cynical Subjects” ที่ตระหนักถึงการครอบงำ แต่ยังคงปฏิบัติการให้ระบบนั้นดำรงอยู่ต่อไป


**Cynicism และการทำให้ความอยุติธรรมเป็นเรื่องปกติ**

      Sloterdijk ชี้ว่า Cynicism ทำหน้าที่เป็น กลไกทางจิตสำนึก (mode of consciousness) ที่ทำให้ความอยุติธรรมกลายเป็นเรื่องธรรมดา ตัวอย่างเช่น บุคคลในระบบราชการหรือองค์กรธุรกิจอาจตระหนักถึงการคอร์รัปชันหรือการเอาเปรียบ แต่กลับอธิบายมันผ่านถ้อยคำเชิงเหตุผล เช่น “มันเป็นขั้นตอนของระบบ”  “ทุกองค์กรก็เป็นแบบนี้”“โลกมันก็แบบนี้” “ถ้าไม่โกง คนอื่นก็โกง”  “ผมไม่สามารถเปลี่ยนระบบได้”หรือ “มันคือเกมอำนาจ” เป็นต้น 

      เหตุผลเช่นนี้ไม่เพียงแต่ลดทอนความรู้สึกผิดทางศีลธรรม แต่ยังทำให้การกระทำที่ไม่ยุติธรรมกลายเป็น ความปกติทางสังคม (normalized injustice)


**Cynical Reason ในฐานะสภาวะทางโครงสร้าง**

    Sloterdijk เสนอว่า Cynicism ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงท่าทีส่วนบุคคล แต่เป็น สภาวะเชิงโครงสร้างของสังคมสมัยใหม่ (structural condition of modernity) ระบบสมัยใหม่ผลิตปัจเจกที่มีความรู้วิพากษ์ แต่ขาดพลังทางการเมืองและจินตนาการเชิงปฏิวัติ

     ผลลัพธ์คือสังคมที่ผู้คนมีความรู้ แต่ไร้ศรัทธา มีการวิจารณ์ แต่ไร้การเปลี่ยนแปลง และมีการเปิดโปง แต่ไม่มีการปลดปล่อย


**ความสำคัญเชิงทฤษฎี**

      Critique of Cynical Reason จึงเป็นงานที่สำคัญในการทำความเข้าใจ ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ ความรู้ และการยอมรับเชิงถากถางในโลกสมัยใหม่ มันเสนอว่าการครอบงำในยุคหลังอุดมการณ์ไม่ได้ดำเนินผ่านการหลอกลวง แต่ผ่านการรู้เท่าทันที่ถูกทำให้ไร้พลังทางการเมือง

      ในแง่นี้ Sloterdijk ชี้ให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดความรู้หรือการวิพากษ์ แต่เป็นการที่การวิพากษ์ถูกดูดกลืนเข้าสู่ระบบและกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการคงอยู่ของอำนาจ

    ในท้ายที่สุด  Sloterdijk โต้แย้งว่า cynicism ร่วมสมัย ซึ่งเขาเรียกว่า “จิตสำนึกที่ไม่มีความสุขในรูปแบบสมัยใหม่” (modernized unhappy consciousness) ผู้คนไม่ได้แสวงหารูปแบบชีวิตใหม่ แต่กลับช่วยค้ำจุนสถานะเดิมอย่างประชดประชัน ในทางตรงกันข้าม สิ่งนี้แตกต่างจาก “kynicism” ในยุคกรีกโบราณ ซึ่งมีท่าทีท้าทาย ยั่วยุ และลงมือปฏิบัติจริง พร้อมทั้งใช้อารมณ์ขันเป็นอาวุธในการวิพากษ์อำนาจ

      เขาจึงเสนอว่าการหวนกลับไปสู่ kynicism อาจเป็นแนวทางที่สร้างสรรค์และเผชิญหน้ากับปัญหาสังคมสมัยใหม่ได้อย่างมีพลังมากกว่า

    จริงๆ ยังมีงานเขาอีกหลายเล่มที่พูดถึงประเด็นทางปรัชญาความคิด ประวัติศาสตร์ รวมถึงนิเวศวิทยา ที่น่าสนใจเดี๋ยวอ่านแล้วมีเวลาจะนำมาเล่าให้ฟัง










ความคิดเห็น