นอกจากหนังสือแนวของต่วนตูน หนังสิอนิตยาสารแปลก ที่ผมเห็นการเขียนถึงประวัติศาสตร์สังคม ผู้คน กลุ่มชาติพันธุ์ สิ่งเร้นลับ วิญญาณ ภูติผี อสูรปิศาจในตำนาน ไดโนเสาร์วานพันธุ์ต่างทๆ สิ่งก่อสร้างขนาดมหึมา ประเพณีที่แปลก ไปจนถึงมนุษย์ต่างดาว ทำให้เปิดโลกกับผมในวัยเด็กมาก แต่ยังไม่ใช่หนังสือแนววิชาการ
ผมนึกถึงหนังสือชื่อ E.T. Culture: Anthropology in Outerspaces หรือแปลเป็นภาษาไทยได้ว่าวัฒนธรรมอีที มานุษยวิทยาในห้วงอวกาศของความเป็นมนุษย์
หนังสือ E.T. Culture: Anthropology in Outerspaces บรรณาธิการโดย Debbora Battaglia เป็นงานมานุษยวิทยาที่ใช้มนุษย์ต่างดาวไม่ใช่ในฐานะวัตถุแห่งความเชื่อ แต่เป็น เครื่องมือทางความคิด เพื่อย้อนถามว่ามนุษย์คืออะไรและขอบเขตของมนุษย์อยู่ตรงไหนในยุคเทคโนโลยีและจินตนาการไร้พรมแดน
UFO ในมานุษยวิทยา จึงเป็นสนามที่ลึกกว่าที่หลายคนคิดเพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องว่ามันมีจริงไหมแต่ความสำคัญคือ มนุษย์ตีความสิ่งลี้ลับอย่างไร และสิ่งนั้นสะท้อนวัฒนธรรม อำนาจ และความหมายของมนุษย์อย่างไร
Battaglia เชื้อเชิญให้นักมานุษยวิทยาออกจากสนามชาติพันธุ์วรรณนาแบบดั้งเดิม แล้วเดินทางไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “outer spaces” ไม่ใช่ในเชิงภูมิศาสตร์ แต่ในเชิงแนวคิด—พื้นที่ที่มนุษย์ปะทะกับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ หรือภาพฝันของชีวิตนอกโลก
***มนุษย์ต่างดาวในฐานะกระจกสะท้อนมนุษย์***
ในเล่มนี้ มนุษย์ต่างดาวไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะสิ่งมีชีวิตจากจักรวาลอื่น หากแต่เป็น ภาพสะท้อนของมนุษย์เองการจินตนาการถึงสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ทำให้มนุษย์ต้องถามตัวเองว่า อะไรคือมนุษย์ อะไรคือชีวิตอะไรคือสติปัญญาและอะไรคือศีลธรรม
มนุษย์ต่างดาวจึงทำหน้าที่คล้ายชนพื้นเมืองในมานุษยวิทยายุคอาณานิคม แต่ถูกย้ายจากพื้นที่ป่าเถื่อนบนโลกไปสู่จักรวาลภายนอกเป็นการเคลื่อนย้าย ความเป็นอื่น (otherness) จากภูมิศาสตร์สู่จักรวาลวิทยา
***มานุษยวิทยาในห้วงนอกมนุษย์ (Anthropology Beyond the Human)***
Battaglia เสนอว่ามานุษยวิทยาไม่ควรจำกัดอยู่แค่มนุษย์ แต่ควรขยายไปสู่ สิ่งที่อยู่ขอบเขตของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องจักร หุ่นยนต์มสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม หรือแม้แต่มนุษย์ต่างดาวในจินตนาการ ดังนััน มนุษย์ต่างดาวจึงเป็นร่างสมมติของอนาคตมนุษย์ เป็นตัวแทนของสิ่งที่มนุษย์กำลังจะกลายเป็นในยุคเทคโนโลยีชีวภาพและไซบอร์ก
***วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเครือข่ายความรู้ของ Alien***
หนังสือชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ต่างดาวไม่ได้อยู่ในโลกแฟนตาซีล้วน ๆ แต่ฝังอยู่ใน เครือข่ายของวิทยาศาสตร์ การเมือง และเทคโนโลยี ตัวอย่างเช่น โครงการค้นหาชีวิตนอกโลก เช่น SETI หรือ astrobiology ไม่ได้เป็นเพียงความฝันทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็น พื้นที่การต่อรองงบประมาณ อำนาจ และความชอบธรรมของรัฐและกองทัพ
มนุษย์ต่างดาวจึงกลายเป็น ตัวแสดง (actant) ในเครือข่ายความรู้ มันทำให้เกิดการพัฒนาเรดาร์ ดาวเทียม การสื่อสารอวกาศ รวมถึงวัฒนธรรมสื่อมวลชนและอุตสาหกรรมภาพยนตร์
***จักรวาลในฐานะพื้นที่อาณานิคมใหม่***
หนังสือยังชี้ให้เห็นว่าเรื่องเล่าเกี่ยวกับการรุกรานของมนุษย์ต่างดาวสะท้อน จินตนาการอาณานิคมของมนุษย์อาทิ ภาพยนตร์อย่าง War of the Worlds หรือ Independence Day ทำให้มนุษย์จินตนาการถึงการถูกยึดครองซึ่งย้อนสะท้อนประวัติศาสตร์ที่มนุษย์เคยยึดครองผู้อื่น ดังนั้นมนุษย์ต่างดาวในเรื่องเล่าเหล่านี้จึงเป็น เงาของอดีตอาณานิคมของมนุษย์เอง
***มนุษย์ต่างดาวในฐานะ assemblage ทางวัฒนธรรม***
Battaglia และผู้เขียนร่วมเสนอว่ามนุษย์ต่างดาวไม่ได้มีอยู่ในฐานะสิ่งมีชีวิตเดียว หากแต่เป็น assemblage ทางสังคมและสื่อ มันประกอบขึ้นจาก ข่าวลือ ภาพยนตร์ เอกสารลับของรัฐ ชุมชนแฟนคลับ ทฤษฎีสมคบคิด และงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มากกว่ามนุษย์ต่างดาวจึงเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่มีชีวิตในเครือข่ายของมนุษย์แม้จะไม่มีอยู่จริงก็ตาม
***มานุษยวิทยาแบบ speculative: เมื่อไซไฟกลายเป็นสนามชาติพันธุ์วรรณนา***
หนึ่งในข้อเสนอที่ทรงพลังที่สุดของเล่มนี้คือ science fiction เป็นห้องทดลองทางชาติพันธุ์วรรณนา
นิยายและภาพยนตร์ไซไฟทำให้มนุษย์ทดลองจินตนาการโลกอื่น สังคมอื่น และสิ่งมีชีวิตอื่น เพื่อสะท้อนความกลัว ความหวัง และความไม่แน่นอนของโลกปัจจุบัน มนุษย์ต่างดาวจึงไม่ใช่เพียงตัวละครแต่เป็นเครื่องมือเชิงปรัชญาและมานุษยวิทยาในการคิดถึงอนาคตของมนุษยชาติ
***มนุษย์ต่างดาว และการสะท้อนตัวนักมานุษยวิทยาเอง**
หนังสือยังสะท้อนเชิงวิพากษ์ว่า นักมานุษยวิทยาเองก็เป็นมนุษย์ต่างดาวเมื่อเข้าไปในสนาม เพราะเมือเวลานักมานุษยวิทยาทำการศึกษาคนอื่นคือการเผชิญหน้ากับความเป็นอื่น และการตั้งคำถามต่อความเป็นมนุษย์ของตนเอง ดังนั้น Alien ในเล่มนี้ไม่ใช่แค่สิ่งมีชีวิตจากอวกาศ แต่คือ สภาวะของการเป็นคนนอก ที่นักมานุษยวิทยาประสบอยู่ตลอดเวลา
ความสำคัญเชิงทฤษฎีของหนังสือมE.T. Culture ถูกมองว่าเป็นงานบุกเบิกในแนวคิดของ posthuman anthropology, anthropology of science fiction, anthropology of technologyและแนวคิด speculative anthropology ที่มันเปิดทางให้มานุษยวิทยาศึกษาไม่เพียงมนุษย์ แต่ โลกที่มนุษย์กำลังสร้างขึ้นร่วมกับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์
หนังสือเล่มนี้ไม่ได้บอกว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริงหรือไม่ แต่ทำให้เห็นว่า มนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริงในฐานะวัฒนธรรมมันมีชีวิตในความกลัว ความฝัน เทคโนโลยี นโยบายรัฐ และจินตนาการของมนุษย์และในท้ายที่สุด การคิดถึงมนุษย์ต่างดาวคือการคิดถึง ขอบเขตของความเป็นมนุษย์เอง
อีกเล่มที่ผมคิดว่าน่าสนใจคือ American Cosmic: UFOs, Religion, Technology เมื่อ UFO กลายเป็นศาสนาในยุคเทคโนโลยี ของ Diana Walsh Pasulka พาผู้อ่านเข้าไปสู่โลกของนักวิทยาศาสตร์ วิศวกรอวกาศ และชนชั้นนำทางเทคโนโลยีของอเมริกา เพื่อสำรวจสิ่งที่ดูเหมือนขัดแย้งกับภาพลักษณ์ของโลกสมัยใหม่ ความเชื่อในมนุษย์ต่างดาวและ UFO
แต่แทนที่จะถามว่า UFO มีจริงหรือไม่ Pasulka กลับตั้งคำถามที่ลึกกว่า นั่นคือ มนุษย์สมัยใหม่เชื่อในอะไร เมื่อศาสนาแบบดั้งเดิมถูกแทนที่ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
การมอง UFO ในฐานะศาสนาแบบใหม่ โดย Pasulka เสนอว่า ความเชื่อเรื่อง UFO ทำหน้าที่คล้ายศาสนาอย่างน่าทึ่ง มันมีเรื่องเล่าการพบเห็นที่คล้ายประสบการณ์ศักดิ์สิทธิ์ มีผู้รู้เฉพาะกลุ่มที่เข้าถึงข้อมูลลับ มีวัตถุที่ถูกยกให้เป็นของศักดิ์สิทธิ์ และมีการเผยแพร่ความเชื่อผ่านชุมชนผู้ศรัทธา
เธอพบว่า สำหรับหลายคน UFO ไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ แต่เป็นแหล่งความหมายทางจิตวิญญาณเป็นหลักฐานว่ามนุษย์ไม่ได้โดดเดี่ยวในจักรวาล และอาจมีปัญญาที่สูงกว่าคอยสังเกตหรือชี้นำมนุษยชาติ
หนึ่งในข้อค้นพบที่สำคัญคือ เทคโนโลยีได้กลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ใหม่ของมนุษย์สมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางสู่อวกาศ ปัญญาประดิษฐ์และความฝันเรื่องการมีชีวิตอมตะผ่านข้อมูลดิจิทัล ถูกเล่าในภาษาที่คล้ายคำพยากรณ์และสวรรค์ในศาสนา
ใน Silicon Valley เทคโนโลยีไม่ใช่เพียงเครื่องมือ แต่เป็น วิสัยทัศน์เกี่ยวกับชะตากรรมของมนุษยชาติ การออกไปตั้งถิ่นฐานบนดาวอังคาร หรือการรวมสมองมนุษย์กับเครื่องจักร ถูกพูดถึงราวกับเป็นปลายทางแห่งวิวัฒนาการ
Pasulka เล่าถึงการเดินทางกับนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งไปยังสถานที่ที่เชื่อว่ามีเศษซากจากยานอวกาศตกในอดีต เศษโลหะและวัตถุเหล่านี้ถูกเก็บรักษา ศึกษา และเล่าขานด้วยความเคารพ คล้ายการเก็บ relic ของนักบุญในศาสนาคริสต์ นั่นคือเศษซาก UFO ได้กลายเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์
ในสายตาของนักมานุษยวิทยา นี่คือช่วงเวลาที่ วิทยาศาสตร์และศาสนามาบรรจบกัน วัตถุทางเทคโนโลยีกลายเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ และการวิเคราะห์โลหะกลายเป็นการตีความเชิงอภิปรัชญาเกี่ยวกับจักรวาลและชีวิต
เมื่อมองความเป็นนักวิทยาศาสตร์ในฐานะนักบวชยุคใหม่ หนังสือเผยให้เห็นว่า ผู้ที่เชื่อใน UFO ไม่ใช่เพียงกลุ่มชายขอบ แต่รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ระดับสูงและผู้เชี่ยวชาญด้านอวกาศ อย่างไรก็ตามความเชื่อนี้มักถูกเก็บเป็นความลับเพราะขัดกับบรรทัดฐานของวิทยาศาสตร์กระแสหลัก
Pasulka ชี้ให้เห็นว่า ความรู้เรื่อง UFO ถูกทำให้เป็นความรู้ต้องห้าม มีเพียงผู้ที่ผ่านการริเริ่มและได้รับความไว้วางใจเท่านั้นจึงจะเข้าถึงได้ โครงสร้างนี้คล้ายศาสนาลึกลับ ที่มีผู้รู้เฉพาะกลุ่มและพิธีกรรมการถ่ายทอดความรู้
สิ่งที่พบได้บ่อยก็คือประสบการณ์ของผู้พบ UFO ในฐานะการเปลี่ยนชีวิต โดยผู้ให้ข้อมูลหลายคนเล่าว่าการพบเห็น UFO ทำให้ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไปอย่างลึกซึ้ง บางคนรู้สึกว่าตนได้รับภารกิจในการเผยแพร่ความจริง บางคนมองโลกใหม่ในฐานะส่วนหนึ่งของจักรวาลที่มีปัญญาหลากหลาย
สำหรับ Pasulka เรื่องเล่าเหล่านี้มีโครงสร้างคล้าย การเปลี่ยนศาสนา (conversion) ในคริสต์ศาสนา
UFO จึงทำหน้าที่เป็น “ประสบการณ์ศักดิ์สิทธิ์แบบฆราวาสที่ให้ความหมายใหม่แก่ชีวิต
นอกจากนี้หนังสือยังแสดงให้เห็นว่า ชนชั้นนำทางเทคโนโลยีกำลังสร้าง จักรวาลวิทยาใหม่ (cosmology) ของมนุษย์ แทนที่พระเจ้าและสวรรค์ด้วย AI อวกาศ และวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี ในจักรวาลวิทยานี้ มนุษย์ไม่ได้รอการไถ่บาปแต่กำลังออกแบบอนาคตของตนเองและมนุษย์ต่างดาวกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไปได้สูงสุดของสติปัญญาและชีวิต
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดของ American Cosmic คือการแสดงให้เห็นว่า โลกสมัยใหม่ไม่ได้ไร้ศาสนา แต่เพียงย้ายความศักดิ์สิทธิ์ไปสู่พื้นที่ใหม่ จากโบสถ์และคัมภีร์ ไปสู่ห้องแล็บ ห้องควบคุมจรวด และศูนย์ข้อมูล นี่คือความศักดิ์สิทธิ์ในโลกฆราวาส ดังนััน UFO จึงเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของความศักดิ์สิทธิ์แบบใหม่ สิ่งที่ท้าทายขอบเขตของมนุษย์และเปิดพื้นที่ให้กับความหวัง ความกลัว และความหมายในจักรวาล
ดังนั้น American Cosmic จึงไม่ได้เป็นหนังสือเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว หากแต่เป็นหนังสือเกี่ยวกับ มนุษย์ในยุคจักรวาลและเทคโนโลยี แต่มันแสดงให้เห็นว่าแม้ในโลกที่ถูกครอบงำด้วยวิทยาศาสตร์ มนุษย์ยังคงแสวงหาความหมายเชิงจักรวาลและสร้างศาสนาใหม่ผ่านภาษาแห่งเทคโนโลยีและอวกาศ
มนุษย์ต่างดาวในหนังสือเล่มนี้จึงไม่ใช่สิ่งมีชีวิตจากดวงดาวอื่นเท่านั้น แต่คือภาพสะท้อนของความหวังและความศักดิ์สิทธิ์ที่มนุษย์สมัยใหม่ยังคงต้องการ
ผมต้องหาวัตถุดิบลงบล๊อก และเรื่องนี้น่าจะเป็นประเด็นที่น่าสนใจในช่วงนี้ นับจากนโยบายของพี่เต้





ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น