การสร้างโลกใหม่หลังความรุนแรง: ความทุกข์ ความทรงจำ และการดำรงชีวิต
หนังสือ Remaking a World: Violence, Social Suffering, and Recovery เป็นงานสำคัญในทางมานุษยวิทยาการแพทย์และสังคมศาสตร์เชิงวิพากษ์ที่พยายามทำความเข้าใจความรุนแรงไม่ใช่ในฐานะเหตุการณ์ชั่วคราว แต่ในฐานะกระบวนการที่ฝังลึกอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน ผู้เขียนในเล่มประกอบด้วย Veena Das , Arthur Kleinman , Margaret Lock , Mamphela Ramphele และ Pamela Reynolds เสนอว่า ความรุนแรงไม่ได้จบลงเมื่อการสู้รบหรือการจลาจลสิ้นสุด หากแต่ยังคงดำรงอยู่ในรูปแบบของความสัมพันธ์ทางสังคม ความทรงจำ ความเงียบงัน และโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ยังคงกดทับผู้คนอย่างต่อเนื่อง
หัวใจสำคัญคือ ความคิดที่ว่าความรุนแรงไม่ได้อยู่แค่ในเหตุการณ์แต่ ฝังอยู่ในชีวิตประจำวัน ภาษา ความสัมพันธ์ และสถาบัน
ดังนั้นความรุนแรง (Violence ) เป็นกระบวนการ (process )ไม่ใช่เหตถการณ์( event) ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงในอินเดียหลังเหตุจลาจลทางศาสนา ความรุนแรงไม่ได้หยุดอยู่ที่การฆ่าแต่ดำรงอยู่ภายใต้การถูกตราหน้า การสูญเสียเครือญาติ และการถูกกีดกันออกจากชุมชน หรือ ผู้รอดชีวิตจาก apartheid ในแอฟริกาใต้ แม้กฎหมายเปลี่ยน แต่ความยากจนและการเหยียดเชื้อชาติยังคงอยู่ในชีวิตประจำวัน
ความรุนแรง (Violence ) จึงสะท้อนให้เราเห็นโครงสร้าง (structural) ที่สัมพันธ์กับประสบการณ์ (experiential) ในชีวิตของมนุษย์ที่ทำงานประสานกันอยู่
แนวคิดเรื่อง social suffering เป็นแกนกลางของหนังสือเล่มนี้ โดยชี้ให้เห็นว่าความเจ็บปวดทางกายและจิตใจของปัจเจกบุคคลไม่สามารถเข้าใจได้ในฐานะปัญหาส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องถูกมองว่าเป็นผลผลิตของโครงสร้างทางสังคม ประวัติศาสตร์การเมือง และความไม่เท่าเทียมเชิงระบบ ความทุกข์จึงไม่ใช่เพียงประสบการณ์ภายในของตัวบุคคล แต่เป็นปรากฏการณ์ทางศีลธรรมและการเมืองที่สะท้อนความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคม
ดังนั้นภายใต้แนวคิด Social Suffering มองว่าความทุกข์ที่ไม่ได้เป็นเรื่องส่วนบุคคลอย่างเดียว ดังที่ Kleinman และVeena Das ชี้ให้เห็นว่า ความเจ็บปวดทางกายและใจของบุคคลล้วนเป็นผลมาจากของโครงสร้างสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และประวัติศาสตร์ ตัวอย่างเช่น ภาวะ PTSD ของผู้ลี้ภัยสงคราม ภาวะซึมเศร้าในชุมชนยากจนและความเจ็บป่วยเรื้อรังจากความไม่เท่าเทียมด้านสาธารณสุข นี่ทำให้มุมมองต่อความทุกข์ไม่ใช่เรื่องของพยาธิวิทยา (pathology ) ส่วนบุคคล แต่เป็นเงื่อนไขในเชิงการเมืองและศีลธรรม (political and moral condition) คำถามที่ท้าทายคือ ผู้คนสร้างโลกใหม่อย่างไรภายหลังความรุนแรง? การฟื้นฟู (Recovery )ไม่ใช่กลับไปเหมือนเดิมแต่คือการสร้างความหมายใหม่ของชีวิตผู้คน เช่น แม่ที่สูญเสียลูกในสงคราม ได้สร้างอัตลักษณ์ใหม่ผ่านการเป็นนักกิจกรรมเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิ( activism) หรือ ชุมชนที่ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์( genocide) สร้างพิธีกรรม ความทรงจำ และสถาบันใหม่ ดังนั้น การฟื้นฟู (Recovery ) จึงเป็นกระบวนการประกอบสร้างสังคมและศีลธรรมใหม่( process of moral and social reconstruction)
หนังสือเสนอแนวคิดเรื่องการสร้างโลกใหม่ (remaking a world) เพื่ออธิบายว่าผู้คนดำรงชีวิตและสร้างความหมายใหม่หลังจากประสบกับความรุนแรงอย่างไร การฟื้นฟูไม่ได้หมายถึงการกลับไปสู่สภาพเดิมก่อนเกิดเหตุการณ์ แต่เป็นกระบวนการของการจัดระเบียบชีวิตใหม่ การสร้างอัตลักษณ์ใหม่ และการต่อรองความหมายของการมีชีวิตอยู่ในโลกที่เปลี่ยนไป ความทรงจำของความสูญเสีย ความเงียบงันของผู้รอดชีวิต และการเล่าเรื่องของรัฐหรือสถาบันต่าง ๆ กลายเป็นสนามการเมืองที่แข่งขันกันในการกำหนดความจริงเกี่ยวกับอดีต
Veena Das เสนอแนวคิดเรื่อง “ordinary ethics” เพื่อชี้ให้เห็นว่าจริยธรรมไม่ได้อยู่เพียงในหลักการนามธรรมแต่ฝังอยู่ในวิธีที่ผู้คนดำเนินชีวิตในแต่ละวัน การตัดสินใจที่จะพูดหรือไม่พูดเกี่ยวกับความรุนแรง การเลือกที่จะอยู่ร่วมกับผู้กระทำหรือชุมชนเดิม ล้วนเป็นการปฏิบัติทางจริยธรรมในระดับชีวิตประจำวัน แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับภาพของความรุนแรงที่ลดระดับลงสู่ชีวิตปกติซึ่งทำให้ความรุนแรงกลายเป็นสิ่งที่ถูกทำให้เป็นเรื่องสามัญและถูกทำให้เงียบงันในสังคม
Veena Das เน้นย้ำว่า จริยธรรมไม่ได้อยู่ในหลักการใหญ่ แต่ในชีวิตประจำวันเล็ก ๆ ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงที่ถูกข่มขืน เลือกไม่พูด เพื่อรักษาความสัมพันธ์ครอบครัว
หรือชุมชนเลือกที่จะไม่พูดถึงความรุนแรงเพื่อให้คนในชุมชนอยู่ร่วมกันได้ จริยธรรม จึงเป็นสิ่งที่ถูกบ่มเพาะ แฝงวังอยู่ในชีวิตประจำวัน ที่เงียบเชียบและประนีประนอม ดังนั้นความรุนแรงจึงแทรกซึมเข้าไปในชีวิตปกติประจำวันของผู้คน ดังการที่คนเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตกับ trauma บาดแผลและความทรงจำ ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องธรรมดาในครอบครัวและชุมชน
ร่างกายถูกมองว่าเป็นพื้นที่ที่เก็บความทรงจำของความรุนแรงทางสังคม( Body Archive)
ในมิติของมานุษยวิทยาการแพทย์ หนังสือวิพากษ์กรอบคิดทางชีวการแพทย์ที่ทำให้ trauma ถูกทำให้เป็นปัญหาทางคลินิกของปัจเจกบุคคล โดยชี้ว่าร่างกายเป็นเสมือนจดหมายเหตุทางสังคมที่บันทึประวัติศาสตร์ของความรุนแรง ความยากจน และการกดทับเชิงโครงสร้างไว้ในรูปของอาการป่วย ความเจ็บปวดเรื้อรัง และความผิดปกติทางจิตใจ การรักษาและการฟื้นฟูจึงไม่สามารถแยกออกจากบริบททางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมได้
โดยรวมแล้ว Remaking a World ทำให้เห็นว่า การอยู่รอดหลังความรุนแรงคือกระบวนการของการต่อรองความหมายของชีวิต การสร้างความสัมพันธ์ใหม่ และการจัดระเบียบโลกทางศีลธรรมใหม่ หนังสือเล่มนี้จึงไม่เพียงเสนอภาพของความทุกข์ หากแต่เปิดพื้นที่ให้เห็นการดำรงชีวิต ความหวัง และการเมืองของการเยียวยาในระดับชีวิตประจำวัน






ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น