เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ในมุมมองมานุษยวิทยาเศรษฐกิจ สังคมสูงวัย และมานุษยวิทยาการแพทย์ โดย นัฐวุฒิ สิงห์กุล


 

ด้วยตัวเองสอนมานุษยวิทยาเศรษฐกิจ มุมมองแบบนี้ต้องนำมาใช้เป็นตัวอย่างในการสอนเชิงวิพากษ์  เลยอยากเขียนไว้เพื่อบอกนักศึกษาว่า ความเป็นปัญญาชนต้องไม่เพิกเฉยต่อปัญหาสังคม ต้องสลัดตัวเองออกจากความคุ้นชินในการมองบางสิ่งแบบผ่านเลยและตั้งคำถามกับความไม่ปกติในความปกติของสังคม 


**เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ในมุมมองทางมานุษยวิทยาเศรษฐกิจ สังคมสูงวัย  และมานุษยวิทยาการแพทย์***

       ผมเคยคุยกับคนเฒ่าคนแก่ที่ส่งเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ หรือให้ลูกหลานช่วยส่ง มีเหตุผลเหมือนกันคือกลัวเสียชีวิตแล้ว ไม่มีเงินจัดงานศพ  ลูกหลานต้องเตรียมเงินเตรียมสิ่งของในการจัดการ พูดง่ายๆ ท่านไม่อยากให้ลูกหลานลำบาก ..สิ่งที่น่าสนใจคือปัญหาที่เกิดขึ้นกับสมาคมฌาปนกิจใยปัจจุบัน ที่เกี่ยวกับการได้รับเงินเมื่อเสียชีวิตน้อยลง บางคนส่งมาหลายสิบปีเป็นจำนวนเงินหลักแสน และปัจจุบันได้เพียงหลักหมื่น เพราะสมาชิกลดลงจากตอนแรกที่ส่ง  เพราะคนที่เสียชีวิตได้รับเงินก็ไม่ต้องส่งต่อ สมาชิกเข้าใหม่ก็ไม่มีเพิ่มขึ้น 

    ผมเห็นคำสัมภาษณ์ของข้าราชการบางคน บอกว่าชาวบ้านเข้าใจผิดมันว่าเป็นการออมเงิน การทำประกันชีวิต แต่ไม่ใช่เพราะมันคือการใส่ซองทำบุญ มันคือลักษณะการให้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน ผมว่าวิธีคิดแบบนี่้แม้จะถูกต้องในหลักการของการตั้งกองทุนฌาปนกิจ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ดูจะไม่เป็นธรรมกับชาวบ้านที่เป็นสมาชิกฌาปนกิจที่ส่งเงินสม่ำเสมอ เพราะถ้าตามความถูกต้องมันควรใส่ซองเท่าไหร่ควรได้คืนเท่านั้น  ไม่ใช่ช่วยคนอื่นมาเสมอถึงคราวตัวเองไม่ได้ บ่อยครั้งที่ต้องจัดงานศพเสร็จแล้ว กว่าจะได้เงินช้ามาก เพราะกว่าจะรวบรวมเงินจากสมาชิกได้ครบใช้เวลา สมาชิกแต่ละคนต้องจ่ายศพละ 10-20 บาทตามข้อกำหนด… ที่น่าเจ็บใจคือการปิดชมรมฌาปนกิจสงเคราะห์ในหลานพื้นที่ แบบที่ไม่แจ้งสมาชิก บางคนยังส่งเงินต่อ และบางสมาตมมีการทุจริต  ยักยอกเงินฌาปนกิจไปใช้อย่างอื่น …ในประเทศที่สวัสดิการแทบจะไม่ค่อยมีให้คนตัวเล็กตัวน้อยต้องช่วยเหลือตัวเองตั้งแค่เกิด เจ็บป่วยยันตาย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ควรปล่อยผ่าน  มันแย่กว่าการทุจริตในประเด็นประกันสังคมของชนชั้นกลางอีก

       เงินฌาปนกิจสงเคราะห์เป็นหนึ่งในรูปแบบของ สวัสดิการชุมชนที่ฝังตัวอยู่ในวิถีชีวิตชนบทไทยและสังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาอย่างช้านาน มันคือกลไกพื้นฐานของระบบนี้ตั้งอยู่บนหลักการของการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในยามเสียชีวิต สมาชิกในชุมชนร่วมกันสมทบเงินจำนวนเล็กน้อยเมื่อมีสมาชิกเสียชีวิต เพื่อให้ครอบครัวผู้ตายมีทรัพยากรสำหรับจัดงานศพและลดภาระทางเศรษฐกิจของญาติพี่น้อง

      ในมุมมานุษยวิทยา เงินฌาปนกิจไม่ได้เป็นเพียงกลไกทางการเงิน หากแต่เป็นเศรษฐกิจศีลธรรม(moral economy) ที่สะท้อนค่านิยมเรื่องความสัมพันธ์ เครือญาติ และหน้าที่ทางสังคมของสมาชิกในชุมชน การสมทบเงินไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการคำนวณความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ หากแต่ขับเคลื่อนด้วยบรรทัดฐานทางศีลธรรม ความคาดหวังทางสังคม และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน


***เงินฌาปนกิจในฐานะเศรษฐกิจที่ฝังอยู่ในสังคม***

     จากมุมมองของมานุษยวิทยาเศรษฐกิจ ระบบฌาปนกิจสะท้อนแนวคิดของ Karl Polanyi ที่ว่าเศรษฐกิจไม่ได้แยกออกจากสังคม แต่ฝังตัวอยู่ในความสัมพันธ์ทางสังคม วัฒนธรรม และพิธีกรรม ความตายในที่นี้ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ชีวภาพ หากแต่เป็นเหตุการณ์ทางสังคมที่ต้องได้รับการจัดการผ่านพิธีกรรม การรวมกลุ่ม และการกระจายทรัพยากร

     เงินฌาปนกิจจึงทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของพิธีกรรมความตาย ช่วยให้ชุมชนสามารถจัดการความตายในฐานะเหตุการณ์ที่ต้องรักษาเกียรติยศของครอบครัวผู้ตาย และคงไว้ซึ่งความเป็นปึกแผ่นของชุมชน


     ***สังคมสูงวัยและความเปราะบางของสวัสดิการชุมชน***

     อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยทำให้กลไกของเงินฌาปนกิจเผชิญกับความเปราะบางเชิงโครงสร้าง เมื่อสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้น อัตราการเสียชีวิตในกลุ่มสมาชิกย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้สมาชิกที่ยังมีชีวิตต้องสมทบเงินถี่ขึ้นและสูงขึ้น ภาระดังกล่าวนำไปสู่การถอนตัวของสมาชิกและการลดลงของฐานสมาชิกใหม่

      ในขณะเดียวกัน การย้ายถิ่นของคนรุ่นใหม่ไปสู่เมืองและตลาดแรงงานสมัยใหม่ ทำให้ชุมชนขาดกลไกการเติมเต็มสมาชิกใหม่ เงินฌาปนกิจซึ่งเคยตั้งอยู่บนสัญญาทางสังคมระหว่างรุ่น (intergenerational contract) จึงเผชิญกับการสลายตัวของระบบการสืบทอดทางสังคมและเศรษฐกิจ


***มานุษยวิทยาการแพทย์: ความตาย ค่าใช้จ่าย และชีวการเมือง***

      ในมุมมานุษยวิทยาการแพทย์ งานศพและการเสียชีวิตสามารถมองได้ว่าเป็นเหตุการณ์ของชีวิตที่ค่าใช้จ่ายสูง(catastrophic expenditure) ที่อาจทำให้ครัวเรือนต้องมีภาระเพิ่มขึ้น มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมและอาจยากจนลง เงินฌาปนกิจจึงทำหน้าที่คล้ายระบบคุ้มครองทางสุขภาพแบบไม่เป็นทางการ (informal social health protection) ซึ่งเกิดจากชุมชนเองในบริบทที่รัฐและตลาดยังเข้าไม่ถึงหรือไม่มีทรัพยากรในการอุดหนุน 

      นอกจากนี้ เงินฌาปนกิจยังสะท้อนมิติของชีวการเมือง (biopolitics) ในระดับชุมชน กล่าวคือ เป็นการจัดการชีวิตและความตายผ่านกลไกทางสังคมจากล่างขึ้นบน แสดงให้เห็นว่าการดูแลสุขภาพและความตายไม่ได้เป็นหน้าที่ของรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ถูกต่อรองและจัดการผ่านสถาบันท้องถิ่นและความสัมพันธ์ทางสังคม


***วิกฤตความไว้ใจและการเมืองของชุมชน***

      การล่มสลายของกองทุนฌาปนกิจในหลายพื้นที่ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาการบริหารจัดการ แต่สะท้อนการเมืองของชุมชนและความสัมพันธ์เชิงอำนาจ คณะกรรมการกองทุนมักเป็นผู้มีทุนทางสังคมและทุนเชิงสัญลักษณ์สูงในหมู่บ้าน เมื่อเกิดการทุจริตหรือความไม่โปร่งใส ความไว้ใจซึ่งเป็นทุนทางสังคมสำคัญของระบบจะถูกกัดกร่อน และนำไปสู่การพังทลายของสถาบัน

     จากมุมมองของ Pierre Bourdieu กองทุนฌาปนกิจสามารถมองเป็น “สนาม” (field) ที่มีการต่อรองอำนาจและทุนหลายรูปแบบ ทั้งทุนเศรษฐกิจ ทุนสังคม และทุนเชิงสัญลักษณ์ เมื่อทุนเหล่านี้เปลี่ยนแปลง โครงสร้างของสนามก็เปลี่ยนตาม และสถาบันที่เคยมั่นคงก็อาจกลายเป็นเปราะบาง


***การเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจศีลธรรมสู่ตรรกะตลาด***

      การที่คนรุ่นใหม่หันไปใช้ประกันชีวิตภาคเอกชนสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากตรรกะของเศรษฐกิจศีลธรรมไปสู่ตรรกะของตลาดและการบริหารความเสี่ยงแบบปัจเจก การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงวัฒนธรรมและตัวตนของปัจเจก (subjectivity) จากการมองตนเองเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ไปสู่การมองตนเองเป็นผู้จัดการความเสี่ยงส่วนบุคคล

      เงินฌาปนกิจสงเคราะห์จึงเป็นมากกว่ากลไกการออมเงิน หากแต่เป็นสถาบันทางสังคมที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ พิธีกรรม เครือญาติ และชีวการเมืองเข้าด้วยกัน การล่มสลายของกองทุนในหลายพื้นที่ไม่เพียงสะท้อนปัญหาการบริหารจัดการ แต่เผยให้เห็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของสังคมไทย ตั้งแต่การเข้าสู่สังคมสูงวัย การย้ายถิ่น การเปลี่ยนแปลงคุณค่าทางศีลธรรม ไปจนถึงการขยายตัวของตลาดประกันภัยสมัยใหม่ ในแง่นี้ เงินฌาปนกิจจึงเป็นหน้าต่างสำคัญที่ช่วยให้เข้าใจพลวัตของเศรษฐกิจชุมชน การจัดการความตาย และวิกฤตของสวัสดิการจากล่างขึ้นบนในโลกสมัยใหม่

 วิกฤตการล่มสลายของระบบฌาปนกิจ: พลวัตประชากรและโครงสร้างสังคมสูงวัย

    ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่น จำนวนสมาชิกที่ลดลง ทำให้เงินที่ได้รับเมื่อเสียชีวิตต่ำกว่าที่คาดการณ์สามารถอธิบายได้ผ่านกรอบ สังคมสูงวัยและการเปลี่ยนผ่านประชากร (demographic transition)

        ระบบฌาปนกิจอาศัยหลักการที่จำนวนสมาชิกต้องมีมากพอเพื่อเฉลี่ยความเสี่ยง แต่ในสังคมที่ อัตราเกิดต่ำการย้ายถิ่นสูง ครัวเรือนขนาดเล็กลง  กลไกการช่วยเหลือแบบชุมชนจึง เสื่อมสภาพเชิงโครงสร้าง (structural erosion)

     ในแง่นี้เงินฌาปนกิจจึงไม่ใช่เพียงปัญหาการจัดการองค์กร แต่เป็น อาการของการพังทลายของสถาบันชุมชนในยุคสมัยใหม่ ซึ่งเชื่อมโยงกับรัฐชาติ ตลาดแรงงาน และการเปลี่ยนแปลงครอบครัว


***การตีความของรัฐ ที่มองว่าฌาปนกิจสงเคราะห์ว่าไม่ใช่การออมแต่คือการทำบุญ มันสะท้อนอำนาจเชิงวาทกรรม***

    คำอธิบายของข้าราชการบางรายที่ว่าเงินฌาปนกิจ ไม่ใช่การออม แต่เป็นการใส่ซองทำบุญ การนิยามเช่นนี้ทำให้ความเสี่ยงและความไม่เป็นธรรมถูก ทำให้เป็นเรื่องศีลธรรมส่วนบุคคล มากกว่าปัญหาเชิงโครงสร้างชาวบ้านถูกทำให้เป็นผู้บริจาคและความคาดหวังเรื่องสิทธิและความมั่นคงทางสังคมถูกลดทอน

    ในเชิงมานุษยวิทยาเศรษฐกิจ นี่คือ การทำให้ความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้างถูกแปลเป็นโชคชะตาและการทำบุญ ซึ่งมีผลลดแรงกดดันต่อรัฐในการสร้างระบบสวัสดิการถ้วนหน้า


***ความล่าช้า การปิดชมรม และการทุจริต: ความเปราะบางของสถาบันชุมชน***

    ปัญหาการจ่ายเงินล่าช้า การปิดชมรมโดยไม่แจ้งสมาชิก และการยักยอกเงิน สะท้อน governance deficit ในสถาบันการเงินชุมชน ซึ่งเกิดขึ้นในบริบทที่กฎหมายกำกับอ่อน ความรู้ทางการเงินต่ำ และกลไกตรวจสอบจากรัฐและสมาชิกจำกัด ไม่มีช่องทางการสื่อสารที่ชัดเจน มีแค่บัญชีในการส่งเงิน ไม่มีการแจ้งยอดเงิน จำนวนสมาชิกก การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกรรมการ และอื่น ๆ

      ในเชิงมานุษยวิทยาการแพทย์ การจัดการศพและความตายเป็น กระบวนการทางสังคมของการเยียวยา (social healing) แต่ความล้มเหลวของระบบฌาปนกิจทำให้ความตายกลายเป็น เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่สร้างความเครียดและความเปราะบางทางสุขภาพจิตแก่ครัวเรือน

     

***เงินฌาปนกิจในฐานะดัชนีของความล้มเหลวว่าด้วยรัฐสวัสดิการ***

      ในประเทศที่ระบบสวัสดิการจำกัด คนตัวเล็กตัวน้อยต้องจัดการความเสี่ยงตลอดชีพด้วยตนเอง ตั้งแต่เกิด เจ็บป่วย จนถึงความตาย เงินฌาปนกิจจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็น เทคโนโลยีการอยู่รอดของคนจน (survival technology)

    การทุจริตและการล่มสลายของระบบนี้อาจมองได้ว่าเป็น ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (structural violence) ต่อผู้สูงอายุและครัวเรือนยากจน เพราะกระทบต่อศักดิ์ศรีของความตาย ความมั่นคงของครอบครัวและความสามารถในการจัดการพิธีกรรมที่มีความหมายทางสังคม

    ในเชิงเปรียบเทียบ ปัญหานี้อาจรุนแรงกว่าการทุจริตในระบบประกันสังคมของชนชั้นกลาง เพราะ มันกระทบกลไกความมั่นคงสุดท้ายของคนจน ซึ่งไม่มีทางเลือกอื่น ดังนั้นเงินฌาปนกิจสงเคราะห์จึงไม่ใช่เพียงกลไกการช่วยเหลือกันของชุมชนแต่เป็นหน้าต่างที่เผยให้เห็นความเปราะบางของสวัสดิการรัฐ ความไม่เท่าเทียมเชิงชนชั้น และการจัดการความตายภายใต้ระบอบเศรษฐกิจการเมืองที่โยนภาระความเสี่ยงให้กับคนจนอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

ความคิดเห็น