วัฒนธรรมและชนชั้น ในงานทางนุษยวิทยาและประวัติศาสตร์ โดย นัฐวุฒิ สิงห์กุล

 


หนังสือ Culture and Class in Anthropology and History: A Newfoundland Illustration (1986) ของ Gerald M. Sider เป็นงานคลาสสิกในมานุษยวิทยาการเมือง-เศรษฐกิจและมานุษยวิทยาประวัติศาสตร์ ที่มักถูกอ้างควบคู่กับงานสาย Marxist anthropology, historical anthropology และ political economy anthropology

    Sider ใช้กรณีศึกษาชุมชนประมงใน Newfoundland (แคนาดา) ในช่วงทศวรรษที่ 1980 เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง วัฒนธรรม (culture) ชนชั้น (class) และประวัติศาสตร์ (history) โดยเสนอว่าวัฒนธรรมไม่ใช่เพียงระบบความหมายแต่เป็น ผลผลิตและเครื่องมือของความสัมพันธ์การผลิตและการต่อสู้เชิงชนชั้น ซึ่งเขาพยายาม เชื่อม anthropology เข้ากับ Marxist history อย่างจริงจัง

ผมชอบงานของเขา ที่ให้ภาพที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปงทางเศรษฐกิจ  สังคมและวัฒนธรรม

      Anthropology ต้องเป็นประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต(Historical Anthropology ) ซึ่ง Sider ไม่มองชุมชนแบบมั่นคงหยุดนิ่ง ( static) แต่ดู การเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์ของระบบประมง ตั้งแต่ปลาย ศตวรรษที่ 17 จนถึงศตวรรษที่ 20 ที่สะท้อนการเปลี่ยนรูปแบบแรงงานและความสัมพันธ์ชนชั้น  โดยชุมชนถูกสร้างผ่านกระบวนการแพร่กระจายของระบบทุนนิยม 











***วัฒนธรรมที่คลื่นทะเลไม่เคยสงบ***

   ณ ริมฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก หมู่บ้านเล็ก ๆ ใน Newfoundland ดูเงียบสงบ บ้านไม้เก่าเรียงตัวตามแนวโขดหิน เรือประมงจอดนิ่งในอ่าว เด็ก ๆ วิ่งเล่นตามท่าเรือ ผู้หญิงนั่งซ่อมแหและตากปลา ผู้ชายออกทะเลตั้งแต่ฟ้ายังมืด

      ในสายตาของคนภายนอก ที่นี่คือภาพของชุมชนพื้นบ้านที่อบอุ่น เรียบง่าย และใกล้ชิดธรรมชาติ

แต่สำหรับ Gerald Sider หมู่บ้านนี้ไม่เคยเงียบจริง ๆ

มันคือสถานที่ที่ *วัฒนธรรม ชนชั้น และประวัติศาสตร์เคลื่อนไหวอยู่ทุกวัน แม้ในกิจวัตรที่ดูธรรมดาที่สุด

   ดังนั้นที่นี่ไม่ใช่เพียงชุมชนพื้นบ้านแบบที่นักมานุษยวิทยาโรแมนติกชอบเล่าแต่สำหรับ Gerald Sider ที่นี่คือ สนามรบเงียบ ๆ ของทุน ชนชั้น และประวัติศาสตร์


      ***ชีวิตที่ไม่ได้ผูกไว้แค่กับทะเล แต่ผูกไว้กับสมุดบัญชี***

      ชาวประมงใน Newfoundland ไม่ได้ออกทะเลเพียงเพราะรักทะเล ชีวิตของพวกเขาผูกอยู่กับร้านค้าของพ่อค้า ทั้ง เรือ อวน อาหาร ทุกอย่างต้องซื้อจาก merchant และปลาที่จับได้ก็ต้องขายให้ merchant เจ้าเดียวกัน ในสมุดบัญชีมีตัวเลขหนี้ที่ค่อย ๆ โตขึ้น

     ชาวประมงเล่ากันว่า พวกเขาเป็นคนอิสระแห่งทะเล

แต่ในความเป็นจริง ความอิสระนั้นถูกคั่นด้วยหนี้ที่มองไม่เห็น โดย Sider สนใจช่องว่างนี้ ระหว่าง เรื่องเล่าของศักดิ์ศรี กับ โครงสร้างของการพึ่งพิง

      เขามองว่าเพลงพื้นบ้าน เรื่องเล่า การช่วยเหลือกันในหมู่บ้านไม่ได้เกิดจากจิตวิญญาณชุมชนที่ลอยอยู่เหนือโลกเศรษฐกิจ แต่เป็นผลจาก ระบบการค้าปลาแบบ merchant capitalism ที่ผูกชีวิตชาวประมงเข้ากับพ่อค้าผ่านระบบหนี้สินที่ไม่มีวันหมด

        แม้ว่า ชาวประมงซื้อเรือ อวน อาหาร จากร้านของ พ่อค้นคนกลาง(  merchant ) แล้วขายปลาให้ merchant เจ้าเดียวกัน ราคาไม่ได้กำหนดโดยตลาดเสรี แต่โดยความสัมพันธ์อำนาจ ในภาษาของชุมชน พวกเขาพูดถึงความเป็นอิสระของชาวทะเล แต่ในทางโครงสร้าง พวกเขาแทบไม่เคยอิสระชีวิตถูกผูกไว้กับสมุดบัญชี (ledger book ) ของพ่อค้า


***ครอบครัว: บ้านที่เป็นโรงงาน***

      ในหมู่บ้านนี้ ครอบครัวไม่ใช่เพียงพื้นที่ของความรัก

มันคือหน่วยการผลิตปลา พ่อออกเรือ แม่ทำความสะอาดปลา แปรรูป และดูแลบ้าน ในขณะที่เด็ก ๆ เรียนรู้ที่จะช่วยงานตั้งแต่ยังเล็ก ดังนั้น ความเป็นพ่อ แม่ ลูก

ไม่ใช่แค่บทบาททางอารมณ์ แต่เป็นตำแหน่งในระบบแรงงาน

     Sider ทำให้เราเห็นว่าครอบครัวไม่ได้อยู่นอกระบบทุนแต่เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักรทางเศรษฐกิจ ดังเช่นความเป็นพ่อ แม่ ลูก ถูกกำหนดผ่าน ระบบการผลิตแบบเพศสภาพ (Gender ) และตามช่วงอายุ (generation )คือแรงงานที่มีตำแหน่งในทางเศรษฐกิจ  Sider พยายามให้เราเห็นว่าครอบครัวคือสถาบันของทุนนิยมแบบเฉพาะถิ่น


***เพลงพื้นบ้าน: เสียงสะท้อนของชีวิตชนชั้น***

       ในตอนเย็น เมื่อคลื่นสงบ คนในหมู่บ้านร้องเพลง เล่านิทาน เพลงพื้นบ้านพูดถึงความยากจน ความกล้าหาญ ความอยุติธรรม นักวิชาการบางคนมองว่านี่คือ จิตวิญญาณของชนพื้นบ้าน แต่ Sider ฟังเพลงเหล่านี้เหมือนอ่านบันทึกประวัติศาสตร์ชนชั้น

       ในท่อนเพลงมีความไม่พอใจต่อพ่อค้า ในเรื่องเล่ามีการเสียดสีอำนาจในมุขตลกมีการวิจารณ์รัฐและทุน ดังนั้น วัฒนธรรมพื้นบ้านจึงไม่ใช่แค่ความงามแต่เป็น ภาษาลับของการต่อรองอำนาจ

      ดังนั้นคติชน (folklore ) คือเอกสารหลักฐาน (archive ) ของการต่อสู้เชิงชนชั้นแบบไม่เป็นทางการ


***ประวัติศาสตร์ในครัวและท่าเรือ***

      Sider ไม่เขียนประวัติศาสตร์แบบราชการ เขาไม่สนใจปีสำคัญหรือกฎหมายใหญ่ เขามองประวัติศาสตร์ในวิธีที่คนแบ่งปลา วิธีที่คนพูดถึงหนี้ วิธีที่คนเลี้ยงลูก วิธีที่คนเล่าความทรงจำของพายุ ดังนั้นประวัติศาสตร์จึงไม่อยู่ในเอกสารแต่อยู่ในชีวิตประจำวัน อยู่ในกลิ่นปลา เสียงลม และการนั่งคุยบนท่าเรือ

    ชาวประมงเล่าประวัติศาสตร์ผ่าน วิธีที่คนตื่นเช้า วิธีแบ่งปลา วิธีพูดถึงพ่อค้า และวิธีเล่านิทาน ดังนั้น ประวัติศาสตร์ไม่ได้อยู่ในเอกสาร ( archive)  แต่อยู่ใน ห้องครัว ในทะเล และการซุบซิบนินท( gossip)  นี่คือ historical anthropology ที่มีชีวิต


***เมื่อโรงงานเข้ามาโลกประมงก็เปลี่ยนไป**

      หลังสงครามโลก เรืออุตสาหกรรมและโรงงานแปรรูปปลาเข้ามาทะเลถูกทำให้เป็นอุตสาหกรรม รัฐและบริษัทเข้าควบคุมทรัพยากร หมู่บ้านที่เคยเป็นชุมชนครอบครัวกลายเป็นพื้นที่แรงงานรับจ้าง

ชาวประมงกลายเป็นลูกจ้างและเพลงพื้นบ้านกลายเป็นของโชว์ในเทศกาล

    วัฒนธรรมที่เคยเป็นชีวิตถูกเปลี่ยนเป็นมรดกให้ถ่ายรูปเท่านั้น นี่คือ  นี่คือโศกนาฏกรรมหรือเรื่องอันน่าเศร้า ( tragedy ) แบบ Marxist anthropology

    สิ่งที่ Sider อยากให้เราเห็น Sider ไม่ได้บอกว่าวัฒนธรรมเป็นเรื่องลวงหรือชุมชนไม่มีความหมาย แต่เขาบอกว่า วัฒนธรรมไม่เคยบริสุทธิ์เพราะมันถูกสร้างขึ้นในสนามของอำนาจและชนชั้น

   ความรัก ครอบครัว เพลง ศาสนา ทั้งหมดเกิดขึ้น ในเงาของทุนและประวัติศาสตร์

     ดังนั้น เมื่อเรายืนบนหน้าผาใน Newfoundland มองทะเลสีเทาที่ไม่มีที่สิ้นสุด เราจะเห็นไม่เพียงเรือประมง แต่เห็นประวัติศาสตร์ของแรงงาน เห็นชนชั้นที่ถูกทำให้ดูเหมือนวัฒนธรรมและเห็นวัฒนธรรมที่พูดแทนการต่อสู้ของชนชั้น ในสายตาของ Sider ทะเลไม่เคยเงียบและวัฒนธรรมไม่เคยเป็นกลาง


ความคิดเห็น