การเมืองสีเทาและการดำรงอยู่ มองผ่านงาน A Feast of Vultures: The Hidden Business of Democracy in India (2016) ของ Josy Joseph โดย นัฐวุฒิ สิงห์กุล

 


“ประชาธิปไตยยังมีการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญยังอยู่แต่อำนาจที่แท้จริงถูกขับเคลื่อนด้วยเงิน เครือข่าย และการต่อรองใต้โต๊ะ”

    ในหนังสือ A Feast of Vultures: The Hidden Business of Democracy in India (2016) ของ  Josy Joseph เขาเสนอว่า การเมืองอินเดียจำนวนมากทำงานเหมือนตลาดธุรกิจขนาดใหญ่ ทำให้ตำแหน่งของรัฐบาล กลายเป็นสินทรัพย์ นโยบายกลายเป็นเครื่องมือสร้างผลประโยชน์ กฎหมายกลายเป็นสิ่งที่ต่อรองได้ และศีลธรรม กลายเป็นเรื่องรอง ดังนั้นนักการเมืองไม่ได้ถามว่าอะไรถูกต้องแต่ถามว่า อะไรคุ้ม และใครได้อะไร

    การทุจริตไม่ใช่ความผิดปกติ แต่กลายเป็นระบบปกติ Joseph ว่าคอร์รัปชันในอินเดียไม่ใช่แค่คนเลวบางคน แต่เป็นระบบที่ทุกฝ่ายรู้และยอมรับร่วมกันผ่านนักการเมืองที่ต้องใช้เงินมหาศาลในการเลือกตั้งข้าราชการที่รู้ว่าตำแหน่งไหนมีช่องทางทำเงินหรือแวงหาผลประโยชน์ นายทุนคือผู้ซื้ออิทธิพลเพื่อผูกขาดและหน่วยความมั่นคงได้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือ ทำให้ทุกคนอยู่ได้เพราะระบบนี้

    การกลั่นแกล้งคู่แข่ง คือเครื่องมือปกติของอำนาจ โดย Joseph แสดงให้เห็นการใช้ คดีความ ข้อมูลของหน่วยข่าวกรอง กระบวนการตรวจสอบภาษีการตรวจสอบทรัพย์สิน การใช้สื่อโจมตี เปิดโปง  และข้ออ้างเรื่องความมั่นคง ทุกสิ่งที่กล่าวมาไม่ใช่เพื่อความยุติธรรมแต่เพื่อ จัดการศัตรูทางการเมือง ดังนั้นความถูกผิดไม่สำคัญเท่าจังหวะและอำนาจต่อรอง

    ผมชอบคำที่บอกว่าประชาธิปไตยเชิงพิธีกรรม (Ritual Democracy) ที่ต้องมีการเลือกตั้ง มีสื่อมวลชน และมีศาล แต่ประชาชนแทบไม่มีอำนาจจริงในการกำหนดทิศทางรัฐ การเมืองจึงเป็นพิธีกรรมที่สร้างความชอบธรรม ขณะที่อำนาจจริงไหลอยู่เบื้องหลังฉากนี้

  ในหนังสือนี้ ใช้คำว่า Vultures (แร้ง) คือ นักการเมืองหรือกลุ่มอำนาจที่รุมกินทรัพยากรของรัฐ

    Hidden Business คือธุรกิจใต้โต๊ะที่ขับเคลื่อนการเมือง

     Systemic Corruption คือคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง 

       Power Networks คือ เครือข่ายอำนาจที่มองไม่เห็น  

       State Capture คือ  รัฐที่ถูกยึดโดยกลุ่มผลประโยชน์ 

      Democracy as Façade คือ ประชาธิปไตยเชิงเปลือกหรือผิวเผิน

     Moral Ambiguity คือ ตัวละครทางการเมืองไม่ได้ ชั่วหรือดีแบบขาวดำ แต่เลือกทำสิ่งผิดเพื่อเอาตัวรอดหรือรักษาอำนาจ

   จากหนังสือชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญดังนี้คือ 

    1. รัฐไม่ล่มสลาย แต่ถูกกินจากข้างใน โดย Josy Joseph เสนอภาพของรัฐอินเดียว่า ไม่ได้ล้มเหลว ไม่ได้เป็นรัฐเผด็จการแต่ถูกใช้งานเหมือน ซากสัตว์ ที่กลุ่มอำนาจรุมกิน ดังเช่นคำว่า Feast (งานเลี้ยง) ไม่ได้หมายถึงความสุขแต่คือการแบ่งส่วนผลประโยชน์อย่างเป็นระบบโดยที่รัฐยังคงรูปแบบประชาธิปไตยไว้ครบถ้วนนี่คือ การเมืองสีเทาเชิงโครงสร้าง

   2. นักการเมืองไม่ใช่แค่วายร้ายแต่คือผู้เล่นที่รู้เกม โดย Joseph ไม่เขียนให้นักการเมืองเป็นตัวร้ายแบบการ์ตูนแต่เป็น actor ที่อ่านเกมอำนาจออกลักษณะสำคัญของนักการเมืองในหนังสือ จึงไม่จำเป็นต้องเลวโดยนิสัย แต่เข้าใจว่า ถ้าไม่เล่นตามเกมต้องถูกกำจัด และถ้าไม่สะสมทุนก็ต้องแพ้เลือกตั้ง จึงจำเป็นต้องประนีประนอมกับสิ่งผิดศีลธรรม นี่คือจุดที่หนังสือ ไม่ใช่งานศีลธรรมแต่เป็นงานเชิงสัจนิยมทางการเมือง ( political realism)

   3.เงินคือหัวใจของการเมืองสีเทา เนื่องจากเงินเลือกตั้งก็คือจุดเริ่มต้นของคอร์รัปชัน โดยJoseph แสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งในอินเดียใช้เงินมหาศาลและเงินจำนวนนี้ไม่สามารถหาได้อย่างถูกกฎหมาย เมื่อนักการเมืองเกิดภาวะติดหนี้เงิน จึงต้องคืนด้วยนโยบาย สัมปทาน และการปิดตาจากความถูกต้อง ดังนั้นการคอร์รัปชันจึงไม่ใช่การโกงภายหลังแต่ฝังอยู่ตั้งแต่ก่อน ได้อำนาจ

   4. ตำแหน่งในรัฐก็คือที่มาแหล่งรายได้ ในหนังสืออธิบายตรงไปตรงมาว่า บางกระทรวง คือแหล่งทำเงินบางตำแหน่งข้าราชการหรือนักกการเมืองคือการลงทุนแล้วคุ้ม การแต่งตั้งโยกย้ายคือการจัดสรรผลประโยชน์ รัฐจึงไม่ใช่เครื่องมือสาธารณะแต่เป็น portfolio of assets คือชุดของทรัพย์สินเพื่อกระจายความเสี่ยงและสามารถสร้างผลคอบแทน

   ในหนังสือ Joseph  มีตัวอย่างข้าราชการที่พยายามทำงานซื่อสัตย์แต่พบว่า ถูกย้าย ถูกแช่แข็งและถูกเล่นงานทางวินัย โดย Joseph ไม่โรแมนติไซส์คนดี

แต่ชี้ให้เห็นว่า ระบบไม่เอื้อให้คนดีอยู่รอด

     อำนาจไม่ได้ทำงานนอกกฎหมาย แต่ทำงาน ผ่าน กฎหมาย ตัวอย่างที่พบซ้ำ ๆ ในสังคมอินเดียโดยใช้คดีภาษี ใช้หน่วยข่าวกรอง การใช้การสอบสวนย้อนหลังและการใช้สื่อโจมตีความน่าเชื่อถือ ทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าผิดจริงแค่ทำให้เสียเวลา เสียพลัง และเสียชื่อนี่คือ violence แบบนุ่มนวล (soft violence) ของรัฐแบบประชาธิปไตย

    Joseph เปิดให้เห็นว่า หน่วยความมั่นคงไม่ได้เป็นกลาง ข่าวกรองไม่ได้ทำเพื่อชาติอย่างเดียวแต่กลายเป็นทรัพยากรทางการเมืองรัฐจึงมี 2 ชั้นคือ 1. รัฐที่ประชาชนเห็น (elections, parliament) 2. รัฐที่ต่อรองอำนาจจริง (security, money, influence)

    ทำไมภาสะสีเทาแบบนี้ถึงดำรงอยู่ และยอมรับได้ ทำไมระบบดำรงอยู่ได้ ก็เพราะทุกคนล้วนได้บางอย่าง ไม่มีใครได้ทั้งหมดและไม่มีใครอยากทำลายเกมนี้ นี่คือระบบสมรู้ร่วมคิดโดยไม่ต้องนัดหมาย

  ดังนั้น Joseph ไม่ได้ถามว่าใครดี ใครเลวแต่ถามว่า ทำไมระบบนี้ทำให้การทำผิดกลายเป็นเรื่องปกตินักการเมืองจำนวนมากในงานของเขา รู้ว่าสิ่งที่ทำไม่ถูกแต่เชื่อว่าไม่มีทางเลือกนี่คือ ศีลธรรมแบบปรับตัว (adaptive morality)

    ประชาธิปไตยมีอยู่แต่มันทำหน้าที่เป็นเครื่องให้ความชอบธรรมไม่ใช่เครื่องกระจายอำนาจจริงทำให้การเลือกตั้งจึงเป็น พิธีกรรม การแข่งขันทุน และการจัดวางอำนาจใหม่ในกลุ่มเดิม  ดังเช่่นเราทักพบการต่อรองตำแหน่งในพรรคที่เป็นการจัดสรรผลตอบแทนไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์แต่อย่างใด…

ความคิดเห็น