การปลดปล่อยจิตสำนึกผ่านภาษา: การเมืองของภาษาในงาน Decolonising the Mind โดย นัฐวุฒิ สิงห์กุล



การปลดปล่อยจิตสำนึกผ่านภาษา: การเมืองของภาษาในงาน Decolonising the Mind

      ในหนังสือ Decolonising the Mind: The Politics of Language in African Literature Ngũgĩ wa Thiong’o 

     โดย Ngũgĩ wa Thiong'o เป็นนักเขียนและนักวิชาการชาวเคนยา เขาเกิดปี 1938 ที่ประเทศเคนยา (ยุคอาณานิคมอังกฤษ) ซึ่งเป็นการเติบโตท่ามกลางความรุนแรงของการต่อต้านอาณานิคม (กบฏ Mau Mau) เขาเรียนและเริ่มเขียนงานวรรณกรรมด้วย ภาษาอังกฤษ ในเวลาต่อมาเขาก็หันหลังให้ภาษาอังกฤษ และเลือกเขียนด้วย ภาษา Gikuyu (ภาษาแม่)

   จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของ Ngũgĩ ถูกจำคุกโดยรัฐบาลเคนยา ในทศวรรษ 1970 ไม่ใช่เพราะใช้อาวุธ สู้กับระบบคิดที่คร่ำครึแต่เพราะ: เขียนบทละครโดยใช้ภาษา Gikuyu วิพากษ์รัฐและชนชั้นนำ ในระหว่างถูกขังเขาเขียนนวนิยายทั้งเล่มลงบน กระดาษชำระในคุกต่อมางานหลายชิ้นนี้ได้กลายเป็นงานคลาสสิก เช่น  A Grain of Wheat, Petals of Blood, Devil on the Cross (เขียนด้วยภาษา Gikuyu) และDecolonising the Mind (งานเชิงทฤษฎี)

    จุดนี้ทำให้เขาตระหนักชัดว่า ภาษา คือภัยคุกคามต่ออำนาจ เมื่อมันทำให้คนธรรมดาคิดเองได้ รวมทั้งเขาเป็นคนที่ทำให้โลกวิชาการเห็นว่า “ภาษาไม่เป็นกลาง และการเลือกภาษา คือการเลือกข้างทางการเมือง”

    เขา เสนอข้อถกเถียงสำคัญว่า การล่าอาณานิคมไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับการถอนกำลังทหารหรือการได้มาซึ่งเอกราชทางการเมือง หากแต่ยังดำรงอยู่ในระดับที่ลึกและแนบเนียนกว่านั้น นั่นคือการครอบงำจิตสำนึกของผู้คนผ่านภาษา ระบบการศึกษา และการจัดลำดับคุณค่าทางวัฒนธรรม ภาษาในมุมมองของ Ngũgĩ จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือในการสื่อสาร แต่เป็นพื้นที่ที่อำนาจ ความทรงจำ และอัตลักษณ์ถูกก่อรูปและต่อรองอยู่ตลอดเวลา

      Ngũgĩ อธิบายว่า ภาษาเป็นพาหนะของวัฒนธรรม ภาษาหนึ่ง ๆ แบกรับโลกทัศน์ วิธีคิด ความรู้สึก และความทรงจำร่วมของผู้พูดเอาไว้ เมื่อภาษาแม่ถูกลดทอนคุณค่า หรือถูกทำให้กลายเป็นภาษาที่ “ไม่เหมาะสม” สำหรับการเรียนรู้ การเขียน หรือการแสดงออกในพื้นที่สาธารณะ นั่นหมายถึงการตัดขาดผู้คนออกจากรากทางวัฒนธรรมของตนเองอย่างเป็นระบบ การล่าอาณานิคมจึงไม่ได้เพียงเปลี่ยนภาษาในการปกครอง หากแต่เปลี่ยนวิธีที่ผู้คนมองตนเองและโลกใบนี้

     หนึ่งในประเด็นแกนกลางของหนังสือคือแนวคิดเรื่อง “การล่าอาณานิคมทางจิตสำนึก” (colonisation of the mind) ซึ่ง Ngũgĩ เห็นว่าเกิดขึ้นผ่านโรงเรียนและระบบการศึกษา เด็กจำนวนมากในแอฟริกาถูกสอนให้เชื่อว่าภาษาอังกฤษหรือภาษาของเจ้าอาณานิคมคือภาษาแห่งความรู้ ความฉลาด และความก้าวหน้า ขณะที่ภาษาแม่ของตนถูกทำให้กลายเป็นภาษาของความล้าหลัง ความไร้ระเบียบ หรือแม้แต่ความโง่เขลา การลงโทษเด็กที่เผลอพูดภาษาแม่ในโรงเรียนไม่ได้เพียงควบคุมพฤติกรรม แต่ค่อย ๆ ปลูกฝังความรู้สึกอับอายต่อภาษาและตัวตนของตนเอง เด็กเรียนรู้ที่จะเงียบ กลั้นเสียง และปรับตัวให้สอดคล้องกับภาษาที่มีอำนาจมากกว่า

    กระบวนการเช่นนี้ทำให้ภาษาแม่ถูกผลักไปอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว บ้าน ครอบครัว หรือความทรงจำ ในขณะที่พื้นที่สาธารณะ ห้องเรียน เวทีวิชาการ งานเขียน หรือสถาบันรัฐ กลายเป็นพื้นที่ของภาษาอำนาจ การไม่กล้าพูดภาษาของตนเองจึงไม่ใช่เรื่องของความไม่มั่นใจส่วนบุคคล หากเป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างที่จัดลำดับภาษาอย่างไม่เท่าเทียม และทำให้ผู้พูดต้องเซ็นเซอร์ตนเองเพื่อให้มีที่ยืนในสังคม

     Ngũgĩ นำประเด็นนี้มาวิพากษ์ในแวดวงวรรณกรรมอย่างตรงไปตรงมา เขาตั้งคำถามต่อการที่นักเขียนแอฟริกันจำนวนมากเล่าเรื่องชีวิต ความทุกข์ และความฝันของผู้คนในท้องถิ่น แต่กลับใช้ภาษาเจ้าอาณานิคมเป็นสื่อกลาง การเขียนเช่นนี้ แม้จะเปิดโอกาสให้เข้าถึงผู้อ่านในระดับสากล แต่ก็เสี่ยงต่อการทำให้โลกของผู้ถูกเล่าถูกกรองผ่านสายตาและภาษาของคนนอก สำหรับ Ngũgĩ ภาษาไม่ใช่เพียงช่องทาง แต่เป็นเงื่อนไขของการรับรู้ การเล่าเรื่องด้วยภาษาที่ไม่ได้เป็นของตนอย่างแท้จริง จึงอาจกลายเป็นการผลิตซ้ำความแปลกแยกโดยไม่รู้ตัว

    ด้วยเหตุนี้ การตัดสินใจเลิกเขียนภาษาอังกฤษและหันมาเขียนด้วยภาษา Gikuyu ของ Ngũgĩ จึงเป็นการกระทำทางการเมือง การเขียนด้วยภาษาแม่ไม่ใช่การถอยหลัง หากเป็นการทวงคืนสิทธิในการนิยามโลกของตนเอง เป็นการยืนยันว่าภาษาที่เคยถูกมองว่าด้อยค่า สามารถแบกรับความซับซ้อน ความงาม และความคิดเชิงวิพากษ์ได้ไม่แพ้ภาษาใด การปลดปล่อยจิตสำนึกจึงเริ่มต้นจากการคืนภาษาให้กับเจ้าของมัน

     เมื่ออ่าน Decolonising the Mind ในบริบทสังคมอื่น เราจะเห็นภาพสะท้อนที่คุ้นเคย การไม่กล้าพูดภาษาถิ่น การกลั้นสำเนียง หรือการเลือกใช้ภาษามาตรฐานในพื้นที่สาธารณะ ล้วนเป็นผลพวงของโครงสร้างอำนาจที่ทำให้บางภาษาได้รับการยอมรับ ขณะที่บางภาษาถูกทำให้เงียบงัน หนังสือเล่มนี้จึงไม่เพียงเป็นงานวิพากษ์อาณานิคมในแอฟริกา หากยังเป็นกระจกที่สะท้อนให้เห็นว่า ภาษาเกี่ยวพันกับศักดิ์ศรี ความเท่าเทียม และการเป็นเจ้าของตัวตนอย่างแยกไม่ออก

   ในโลกปัจจุบัน ในประเทศต่าง ๆ ผู้พูดจำนวนมากจึงเรียนรู้ที่จะกลั้นเสียง ปรับสำเนียง หรือสลับภาษาอัตโนมัติเมื่อก้าวเข้าสู่พื้นที่สาธารณะ การไม่กล้าพูดภาษาบางอย่าง จึงไม่ใช่ผลของความไม่มั่นใจส่วนบุคคลแต่เป็นผลของโครงสร้างที่สอนให้รู้ว่าภาษาแบบใดมีค่าและภาษาแบบใดควรถูกทำให้เบาลง…ภาษาใดที่จะมีสิทธิ์เสียงดัง  เพิ่ม Volume ได้ กว่าภาษาอื่น ๆ ..

    ในสังคมไทยแม้ว่าจะมีความเหลื่อมล้ำหลายอย่างปรากฏให้เห็นมากมาย แต่ก็มีความเหลื่อมล้ำบางชนิดที่ผู้คนมองไม่ค่อยเห็น หรือถูกทำให้มองไม่เห็น และมักถูกทำให้ดูเหมือนไม่ใช่ปัญหา…

ความคิดเห็น