พื้นที่ ความหมาย และการเฉลิมฉลองวัฒนธรรมพุเม้ยง์ โดย นัฐวุฒิ สิงห์กุล

 


พื้นที่ ความหมาย และการเฉลิมฉลองวัฒนธรรมพุเม้ยง์

    เมื่อฤดูกาลแห่งการรำลึกเวียนกลับมาใกล้ถึงวาระครบรอบการประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษของชาวพุเม้ยง์ บ้านเล็ก ๆ ใกล้หุบเขาตำบลทองหลาง อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี ก็เหมือนชีวิตกำลังเคลื่อนไหวด้วยลมหายใจที่คุ้นเคย กลิ่นของหญ้าและดอกไม้สดหลังฝน แสงเช้าสีทองที่สาดส่องบนแนวภูเขา และเสียงเรียกขานของอดีตที่ยังไม่เคยหายไปจากผืนดินนี้

     ผมเดินเข้าสู่หมู่บ้านในวันที่หมอกบาง ๆ และหยดน้ำค้างเกาะเหนือหลังคาเรือน ชาวบ้านพูดถึงพื้นที่ของตนเองราวกับพูดถึงญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง ที่เป็นผู้คุ้มครอง เป็นผู้ให้ และเป็นผู้บอกเล่าเรื่องราวที่สืบทอดยาวนานก่อนการประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษหลายร้อยปี ความหมายในพื้นที่นี้จึงไม่ได้เริ่มต้นจากเอกสารของรัฐ แต่มีชีวิตในเรื่องเล่า พิธีกรรม และรอยเท้าบรรพบุรุษที่ยังฝังแน่นในผืนดิน

    ในห้วงเวลานี้ ผมเลือกหยิบหนังสือ The Anthropology of Space and Place: Locating Culture ของ Setha M. Low และ Denise Lawrence-Zúñiga ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2003 แต่พลังของมันยังคงสดใสปลุกเร้า เหมือนเปลวไฟที่คุโชนจากแสงเทียนที่ทัดคนร่วมกันจุดในงานประเพณีไหว้เจดีย์ของชาวพุเม้ยง์ ในค่ำคืน15 ค่ำ มันเป็นงานที่บอกเราว่า พื้นที่ไม่เคยว่างเปล่า และ สถานที่ไม่เคยเป็นเพียงตำแหน่งบนแผนที่ หากแต่เป็นสิ่งที่เราทุกคนร่วมกันสร้างผ่านความทรงจำ ความเชื่อ ความรัก  ความศรัทธาและอำนาจในชีวิตประจำวัน


พื้นที่: จากความว่างเปล่าสู่สถานที่ที่มีวิญญาณ

    Low และ Lawrence-Zúñiga บอกเราว่า space คือสิ่งที่ล่องลอย กว้าง คลุมเครือ ยังไม่ถูกจับจองโดยความหมายใด ส่วน place เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์มอบความหมายให้มัน พื้นที่จึงค่อย ๆ มีเนื้อ มีเสียง และมีความสำคัญขึ้นมา ผ่านพิธีกรรม ผ่านเรื่องเล่า ผ่านการใช้ชีวิต

   เมื่อมองกลับมาที่ชุมขนกะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์ ความหมายเหล่านี้เด่นชัด เช่น ลานวัฒนธรรมกลางหมู่บ้านที่กลายเป็นสถานที่รวมกลุ่ม เรียนรู้ถ่ายทอดเรื่องราวทางวัฒนธรรม พื้นที่เจดีย์ในบ้านเจ้าวัด กลายเป็นสนามพิธีกรรมร่วมของชุมชนทุกปี หรือเนินดินในไร่ที่ชาวบ้านบอกว่าเป็นที่สถิตของวิญญาณบรรพชน จุดที่ไม่มีป้าย ไม่มีรั้ว แต่ใคร ๆ ก็รู้ว่าห้ามรบกวน พื้นที่เหล่านี้เกิดขึ้นจากความผูกพันระหว่างผู้คนกับดินแดน กับสิ่งเหนือธรรมชาติ มากกว่าจากแผนที่ทางราชการ


  อำนาจในพื้นที่: การจัดวางตัวเองของผู้คน

     หากลองเปรียบเทียบกับพื้นที่อื่นบนโลก เช่น ในเมืองใหญ่ เช่น สวนสาธารณะอย่าง Bryant Park ในนิวยอร์ก สวนกลางเมืองที่ร่มรื่นแต่กลับเต็มไปด้วยความไม่เท่าเทียม คนไร้บ้านถูกผลักให้หายไปจากสายตา ขณะที่ร้านอาหารหรูและกิจกรรมเชิงพาณิชย์เบียดตัวเข้ามาครอบครอง

         การอ่านเรื่องราวในกรณีนี้ทำให้ผมคิดถึงความละเอียดอ่อนแต่ไม่อ่อนโยนของอำนาจ ในพื้นที่พุเม้ยง์เอง การประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษแม้จะเป็นความตั้งใจดี แต่ก็ต้องระวังไม่ให้การจัดการพื้นที่จากคนนอกเข้ามา เช่น นักท่องเที่ยว นายทุน หรือข้อกำหนดภายนอก ที่จะกลายเป็นกลไกที่พรากความหมายดั้งเดิมไปจากมือชุมชน


    ตัวอย่างจากโลกอื่น : ความหมายที่เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิต

        หนังสือเล่มนี้พาเราเดินทางจากเม็กซิโกไปโบลิเวีย จากนิวยอร์กไปซานฟรานซิสโก แต่สิ่งที่เหมือนกันในทุกกรณีคือ ผู้คนสร้างสถานที่ด้วยชีวิตประจำวันของตน เช่น ในเม็กซิโก พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในหมู่บ้านถูกผูกกับภูเขาเทพเจ้า ในแอฟริกา ตลาดเป็นศูนย์กลางของทั้งเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางสังคม ในแคลิฟอร์เนีย ผู้อพยพสร้างบ้านใหม่ผ่านการดัดแปลงอพาร์ตเมนต์ให้เป็นที่รวมญาติ หรือในซานฟรานซิสโก คนไร้บ้านสร้างพื้นที่ส่วนตัวใต้สะพาน แม้สังคมจะมองว่าเป็นพื้นที่ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ 

       ทุกพื้นที่จึงเป็นผลลัพธ์ของการต่อรองระหว่างวัฒนธรรม อัตลักษณ์ อำนาจ และชีวิตประจำวันเหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในพุเม้ยง์


พุเม้ยง์: จากพื้นที่ของบรรพชนสู่เขตวัฒนธรรมพิเศษ

      เมื่อหันกลับมามองพุเม้ยง์ การประกาศพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษไม่ได้เป็นเพียงตัวบททางกฎหมาย แต่มันคือการยืนยันว่าพื้นที่นี้มีความหมายและความหมายเหล่านั้นต้องได้รับการคุ้มครอง

    ชาวบ้านบอกผมว่าบางจุดในป่าเป็นที่ทำพิธีแขวนสายรก สายสะดือเด็กแรกเกิด บางลำธาร บางพื้นที่เพาะปลูกมีตำนานว่ามีวิญญาณผู้หญิงเฝ้าดูแล ข้าวและทุ่งนาผืนนั้น ที่ตอนนี้ข้าวสุกงอมสีเหลืองทอง ในสายลมเป็นที่ที่คนเฒ่าเคยบอกว่า ข้าวทุกเมล็ดคือชีวิตของบรรพบุรุษ

    นี่คือสถานที่ที่เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิต ไม่ใช่จากนโยบาย บทเรียนที่นำมาใช้กับพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษของกลุ่มชาติพันธุ์

     เมื่อเรานำแนวคิดจาก Low และ Lawrence-Zúñiga มาส่องพื้นที่ในไทย โดยเฉพาะพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงคืออ

     1. พื้นที่ต้องเกิดจากความหมายของคนใน พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ลานพิธี หรือบ้านเรือนดั้งเดิมควรได้รับการคุ้มครองตามความหมายที่ชุมชนให้ ไม่ใช่ความหมายที่คนนอกตีความแทน

      2. การออกแบบต้องสะท้อนอัตลักษณ์ ตั้งแต่รูปแบบบ้าน ไปจนถึงการจัดวางเส้นทางพิธีกรรม พื้นที่ควรพูดภาษาของคนใน ไม่ใช่สำเนียงของนักพัฒนา

     3. ต้องตระหนักถึงอำนาจที่ปะทะในพื้นที่ การแปลงพื้นที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยว—ถ้าไม่ระวัง—อาจทำให้ความศักดิ์สิทธิ์หายไป เหลือเพียงพื้นที่บริโภควัฒนธรรม

      4. อนุรักษ์ไปพร้อมกับการพัฒนา พื้นที่ควรสามารถเปลี่ยนแปลงและปรับตัว แต่ต้องไม่สูญเสียแก่นวัฒนธรรม เช่น การจัดงานประเพณีตามช่วงเวลาแท้จริง มากกว่าเพื่อดึงนักท่องเที่ยว

     5. ให้ชุมชนเป็นเจ้าของพื้นที่อย่างแท้จริง การบริหารจัดการควรอยู่ในมือคนใน เพราะพวกเขารู้ว่าพื้นที่นี้หายใจอย่างไร และต้องการอะไรเพื่อดำรงอยู่


พุเม้ยง์ในสายตาของนักมานุษยวิทยา: พื้นที่ที่ยังมีชีวิต

      เมื่อเดินผ่านบ้านไม้ของชาวพุเม้ยง์ เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นไปตามลานดิน และธูปที่จุดเบา ๆ หน้าศาลบรรพชน ผมรู้สึกถึงน้ำหนักของคำว่าสถานที่

ฃมันไม่ใช่เพียงพิกัดในเอกสาร แต่คือโลกที่ชาวบ้านสร้างและดูแลร่วมกันโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่า ความทรงจำ พิธีกรรม และความผูกพันที่ไม่อาจระบุเป็นตัวเลขได้ ดังนั้นเขตวัฒนธรรมพิเศษจึงไม่ใช่เพียงนโยบาย แต่คือการประกาศจุดยืนว่า พื้นที่นี้มีชีวิต

และชีวิตนี้สมควรได้รับการคุ้มครอง

     ท้ายที่สุด พื้นที่พุเม้ยง์จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่ช่วยยืนยันว่า แนวคิดเรื่อง space และ place ไม่ได้อยู่แค่ในหนังสือ หากแต่ยังมีอยู่จริงในดิน กลิ่น เสียง และการใช้ชีวิตของผู้คนในทุก ๆ วัน

ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจากคุณรัตนา (หน่อย) ภูเหม็น












ความคิดเห็น