งานชาติพันธุ์วิทยาในอนาคตกับการมองชีวิตของสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์
คำถามสำคัญในมานุษยวิทยาร่วมสมัยคืองานชาติพันธุ์วิทยาควรหันเหความสนใจไปยังชีวิตของสิ่งที่ ไม่ใช่มนุษย์ มากขึ้นหรือไม่? ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ พืช สิ่งของ หรือแม้แต่สิ่งเหนือมนุษย์ เคยถูกมองข้ามหรือกันออกไปจากพื้นที่การอธิบายในแบบที่เรียกว่า การศึกษาว่าด้วยสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ (Non-Human Studies)
การตั้งคำถามดังกล่าวจึงเป็นโอกาสสำคัญให้เรากลับมาทบทวนแนวทางชาติพันธุ์วิทยาอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงในฐานะวิชาที่บันทึกเรื่องราวของผู้คนเป็นศูนย์กลาง แต่เพื่อเปิดฉากหลังที่เต็มไปด้วยชีวิตอื่นๆ ที่ร้อยรัดความเป็นไปของโลกมนุษย์อย่างแยกไม่ออก สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ประเด็นใหม่ หากแต่เคยถูกกดทับด้วยกรอบแนวคิดที่กังวลต่อการสั่นคลอน “ความพิเศษ” ของมนุษย์ในฐานะผู้กระทำหลักเพียงผู้เดียว จนทำให้เรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์ พืช หรือวัตถุ ถูกลดทอนบทบาทลงในงานเขียนชาติพันธุ์วิทยาคลาสสิก
Fredrik Barth :เมื่อตัวหนังสือเก็บไว้เพียงครึ่งเดียวของความจริง
ตัวอย่างสำคัญปรากฏในงานของ Fredrik Barth (1928–2016) นักชาติพันธุ์วิทยาคนสำคัญที่ทำงานภาคสนามยาวนานหลายทศวรรษ โดยเฉพาะงานกับชนเผ่าเร่ร่อน Basseri ในเปอร์เซียใต้ ซึ่งเขาร่วมเดินทางกับพวกเขานานถึงแปดปี Barth บรรยายว่า Basseri เป็นกลุ่มคนอ่อนโยน มีความเป็นกวี และผูกพันกับฝูงสัตว์ของตนโดยเฉพาะแกะอย่างแนบแน่น
ภาพหนึ่งที่เขาย้อนเล่าความทรงจำ ภายหลังจากการศึกษางานภาคสนามที่ผ่านมามากกว่า 30 ปี ซึ่งชัดเจนมากก็คือภาพของการเคลื่อนย้ายชุมชนชาว Basseri เมื่อลูกแกะที่เดินไม่ไหวในสัปดาห์แรกจะถูก อุ้มไว้บนบ่า ของคนเลี้ยงระหว่างการอพยพ การเดินทางร่วมกันทำให้ร่างกายมนุษย์กับสัตว์สัมผัสแนบชิด หัวใจที่เต้นของลูกแกะดังอยู่ตรงแผ่นอก กลิ่น ขน และความอุ่น ทั้งหมดนี้ได้หลอมรวมเป็นประสบการณ์ทางอารมณ์ที่ลึกซึ้ง
ดังเช่น บาร์ธเล่าในบทสัมภาษณ์ที่เขาเล่าถึงภาพของชาวNormad ที่เล่าเกี่ยวกับตัวเขาและสัตว์เลี้ยงว่า (กว่า 30 ปีหลังงานภาคสนาม) ว่า…
“เส้นขนและผิวหนังของลูกแกะที่แนบตัวฉัน พร้อมกับจังหวะหัวใจเต้นนั้น มันทำให้เกิดความสุขอย่างประหลาด เพียงได้อยู่ใกล้พวกเขาเท่านั้น”
แต่สิ่งน่าสังเกตคือประสบการณ์เหล่านี้ ไม่ปรากฎในหนังสือเล่มใดของเขาเลย แม้แต่ในผลงานคลาสสิกที่ชื่อ Nomads of South Persia (1961) ซึ่งกลายเป็นงานอ้างอิงสำคัญในมานุษยวิทยานิเวศวิทยา บาร์ธกลับมุ่งวิเคราะห์ฝูงสัตว์ในฐานะปัจจัยภายใต้ข้อจำกัดเชิงมัลธัส (Malthusian constraints) การใช้พื้นที่หญ้าเลี้ยงสัตว์ การควบคุมประชากร และกลไกเชิงโครงสร้างต่างๆ
ดังนั้น ความรู้สึกของการ Being-With หรือการอยู่ร่วมกับกับกับกับกันระหว่างมนุษย์กับสัตว์ ไม่ถูกบันทึกไว้เลย แม้มันจะเป็นส่วนสำคัญของประสบการณ์สนามที่หล่อหลอมโลกทัศน์ของผู้ศึกษาอย่างลึกซึ้งก็ตาม
เมื่อร่างกาย ความรู้สึก และสิ่งมีชีวิตอื่น กลายเป็นข้อมูลที่ถูกเก็บเงียบ ที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์นี้ทำให้เราเห็นข้อจำกัดของชาติพันธุ์วิทยายุคเก่าคลาสสิค ซึ่งมักลดทอนบทบาทของอารมณ์ ความรู้สึก และสิ่งไม่ใช่มนุษย์ ให้กลายเป็นเพียงฉากหลังในการอธิบายวัฒนธรรมมนุษย์ แตกต่างจากแนวคิดร่วมสมัยของ Haraway (2008) ว่าด้วย companion species และ Ingold (2013) กับแนวคิด anthropology beyond humanity ที่ย้ำว่า มนุษย์ไม่เคยดำรงอยู่เพียงลำพัง แต่ร่วมสร้างโลกกับสรรพสิ่งเสมอ
ดังเช่น แกะในงาน Barth ไม่ใช่บริบททางนิเวศ แต่เป็นผู้ร่วมสร้างความหมาย ประสบการณ์ และการเรียนรู้ของนักชาติพันธุ์วิทยาเอง สิ่งนี้สอดคล้องกับแนวคิดของ Haraway ว่า ความรู้เป็นผลลัพธ์ของการอยู่ร่วม (situated co-presence)
ลูกแกะที่ Barth อุ้มไว้บนบ่าจึงไม่ใช่วัตถุ”แต่เป็นผู้สร้างประสบการณ์ ความรู้สึก โลกทัศน์ และวิธีรับรู้งานสนามของเขา ดังนั้นสรรพสิ่ง สัตว์ พืช เครื่องมือ วัตถุ ระบบนิเวศ สภาวะภูมิอากาศ เทคโนโลยี ล้วนมี agency แบบของตัวเอง ตามแนวคิดแบบ ANT ของ Bruno Latour …
ด้วยเหตุนี้ การย้อนกลับเล่าภาคสนามของบาร์ธในวัยชรา จึงเผยให้เห็นบาร์ธที่เราไม่เคยรู้จัก เป็นบาร์ธที่มีอารมณ์ ความรู้สึก ความผูกพันกับสัตว์ และประสบการณ์เชิงร่างกาย ซึ่งเคยถูกซ่อนอยู่เบื้องหลังสำนวนวิชาการที่เข้มงวดของเขาเอง
เรื่องเล่านี้จึงไม่ใช่เพียงการรำลึก แต่เป็นประตูเปิดไปสู่คำถามใหม่ในชาติพันธุ์วิทยา ว่าเราจะศึกษามนุษย์โดยไม่ศึกษาชีวิตอื่นๆ ที่ห้อมล้อมมนุษย์ได้จริงหรือ?
และหากใส่มิตรภาพ ความรู้สึก หรือแม้แต่การแตะต้อง สัมผัส การซึมซับสูดดมกลิ่น การฟังเสียง และร่างกายของสิ่งมีชีวิตอื่นเข้าไปงานชาติพันธุ์วิทยาจะกลายเป็นกวีนิพนธ์ในอีกรูปแบบหนึ่งได้หรือไม่?
การหันไปมอง non-human มิได้หมายถึง การลดบทบาทมนุษย์ แต่คือการเปิดพื้นที่ให้ความรู้รูปแบบอื่นๆ เข้ามาปะทะกับนักวิจัยหรือนักมานุษยวิทยาในสนาม จึงเกิดคำถามใหม่ เช่น นักมานุษยวิทยา นักวิจัยควรบันทึกความรู้สึกของตนต่อสิ่งมีชีวิตอื่นอย่างไร? และเราจะให้เสียง (voice) กับสิ่งที่ไม่มีภาษาแบบมนุษย์ได้หรือไม่? รวมทั้งการเขียนชาติพันธุ์วิทยาที่ฟังเสียงมนุษย์ สัตว์ และภูมิทัศน์ร่วมกันควรมีรูปแบบอย่างไร?
นี่คือการขยายพื้นที่การเขียนแบบ affective ethnography, multispecies ethnography, หรือ material-semiotic ethnography คือแนวทางหนึ่งที่กำลังเติบโตในสาขามานุษยวิทยา
อ้างอิง
Barth, Fredrik. 1986 [1961]. The Basseri Tribe of the Khamseh Confederacy. Oslo: Oslo University Press.
Haraway, Donna J. 2008. When Species Meet. Minneapolis: University of Minnesota Press.
Ingold, Tim. 2013. Anthropology Beyond Humanity. Soumen Antropology, 38(3): 5–23.




ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น