นั่งอ่านงาน Anthropology and Smoke ของ Simone Dennis and Yasmine Musharbash (2018)
คำว่า มนุษยวิทยากับควัน น่าสนใจมากเพราะ บทความชิ้นนี้ชวนเรามองควันใหม่ ผ่านสายตาของนักมานุษยวิทยา ไม่ว่าจะเป็นควันจากไฟ ควันบุหรี่ ควันจากพิธีกรรม หรือแม้แต่ควันจากท่อโรงงานและตั้งคำถามว่า ควันช่วยเปิดโลกความเข้าใจด้านวัฒนธรรม สังคม การเมือง และร่างกายของมนุษย์อย่างไรได้บ้าง?
ผู้เขียนทั้งสองคน พาเราดูควันผ่านหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น ควันในฐานะประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส เพราะ ควันทำให้เรามองเห็น ดมกลิ่น หรือรับรู้ความร้อน-เย็นของอากาศรอบตัว
ควันในฐานะสิ่งทางการเมือง ที่เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน มลพิษ สุขภาพ และความรู้ของชนพื้นเมือง
ควันในฐานะเรื่องของเวลา จากไฟกองแรกของมนุษย์ สู่ปล่องควันโรงงาน ไปจนถึงควันสีหวานจากบุหรี่ไฟฟ้า
ควันในฐานะพิธีกรรม ที่ใช้ขับไล่สิ่งไม่ดี ปัดเป่าโรค เชื่อมมนุษย์กับโลกวิญญาณ หรือบอกว่ากำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่อะไรบางอย่าง
ท้ายที่สุด ผู้เขียนชี้ว่าควันมีพลังพิเศษ มันไม่ยอมถูกขังอยู่ในกรอบใดๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ เวลา หรือกรอบคิดที่มนุษย์พยายามตั้งให้มัน
สิ่งที่เรียกว่า ควันที่ข้ามเส้นแบ่งทุกแบบ ผู้เขียนเล่าว่า เขาได้สำรวจพลังข้ามพรมแดนของควัน ทั้งพรมแดนทางกายภาพ ทางความคิด และทางรเบียบวิธีวิจัยทางวิชาการ
ในบทความทั้งเล่ม ควันถูกมองเป็นทั้งวัตถุ (มีตัวตน แม้จับไม่ได้) เป็นสัญลักษณ์ (บอกถึงบ้าน ความผูกพัน หรือความทรงจำ) เป็นเครื่องมือทางสังคมและการเมืองแลเป็นภูมิทัศน์ของประสาทสัมผัส (กลิ่น สี รส สัมผัส)
ควันจึงเป็นประตูที่พาเรามองเห็นเรื่องใหญ่ เช่น สุขภาพ การเมือง หรือความทรงจำ ผ่านประสบการณ์เล็กๆ ใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน
ควันกับเวลา: เมื่ออากาศมีอดีต
มนุษย์อยู่กับควันมาตั้งแต่เริ่มรู้จักก่อไฟ แต่โลกเริ่มมองควันแบบใหม่ ขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 17–18 เมื่อมีปล่องควันโรงงาน และเมืองใหญ่เริ่มจมอยู่ในหมอกควัน หนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจที่ผู้เขียนสะท้อนคือ อากาศเคยถูกมองว่าไม่มีที่สิ้นสุด แต่เมื่ออากาศเริ่มเก็บควันไว้ไม่ไหวโดยเฉพาะควันในลอนดอนช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ผู้คนเริ่มตระหนักว่า อากาศมีขีดจำกัด อากาศเก็บร่องรอยอดีต และอากาศไม่ใช่ของว่างเปล่า แต่เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยสิ่งที่มนุษย์ปล่อยออกไป
คำพูดที่ว่า ควันตกค้าง หรือ thirdhand smoke ก็ย้ำเรื่องนี้ แม้เราจะมองไม่เห็น หรือไม่ได้กลิ่นแล้ว แต่มันยังอยู่ติดผนัง เฟอร์นิเจอร์ ผ้าม่าน เหมือนร่องรอยของอดีตที่ลบไม่ออก ควันจึงทำให้อากาศมีประวัติศาสตร์ของมันเองเป็นครั้งแรก
ควันกับร่างกาย: สิ่งที่เข้า-ออกแบบไร้พรมแดน
ควันไม่สนพรมแดนของร่างกาย มันเข้าและออกผ่านการหายใจและเปิดคำถามสำคัญทางมานุษยวิทยา เช่น ทำไมคนบางวัฒนธรรมเห็นควันบุหรี่เป็นมลพิษ แต่คนบางวัฒนธรรมใช้ควันยาเป็นเครื่องรักษาโรค? ทำไมกลิ่นควันไฟบนเสื้อผ้าจึงทำให้บางคนรู้สึกอบอุ่นเหมือนบ้าน แต่บางคนกลับรู้สึก สกปรกและเหม็น”?
ผู้เขียนชี้ว่า รูปแบบของควัน เย็น/ร้อน เบา/หนัก ไหล/ติด ล้วนสัมพันธ์กับวิธีที่แต่ละสังคมเข้าใจร่างกาย ความสะอาด ความเจ็บป่วย และแม้กระทั่งจิตวิญญาณ
ควันกับพิธีกรรม: ตัวเชื่อมระหว่างโลก
ในหลายวัฒนธรรม ควันคือผู้ส่งสารระหว่างโลกมนุษย์กับโลกอื่น เพราะมันขึ้น ลง เปลี่ยนรูปร่าง ไปทุกที่ และไม่อยู่ในกรอบตายตัว จึงถูกใช้ในพิธีอย่างเช่น การเรียกวิญญาณ การปัดเป่าสิ่งชัวร้าย โรคภัยไข้เจ็บ
การเปลี่ยนผ่านชีวิต และการชำระพื้นที่หรือร่างกาย
มุมนี้ทำให้ควันเป็นทั้ง สิ่งสกปรก (ตามทฤษฎีของ Mary Douglas เรื่อง “matter out of place”) และ ผู้เชื่อมโลกสองฝั่งเข้าด้วยกัน (ตามแนวคิดของ Lévi-Strauss) ซึ่งสองมุมตรงข้ามนี้อยู่ในตัวควันพร้อมกัน—ทำให้ควันมีพลังที่เข้าใจยากและมีความหมายหลายมิติในวัฒนธรรมต่างๆ
สรุป ควันไม่ใช่แค่ของลอยในอากาศ แต่มันคือสื่อกลางที่เผยให้เห็นเรื่องใหญ่ๆ ของมนุษย์ เช่น
ความทรงจำ ความใกล้ชิด สุขภาพ การเมือง วัฒนธรรม
ความเชื่อ เวลาและประวัติศาสตร์
ควันเป็นตัวละครที่ไหลข้ามกรอบทุกแบบพื้นที่ เวลา ร่างกาย และความหมายและนั่นเองที่ทำให้มันเป็นหัวข้อสุดเข้มข้นของมานุษยวิทยา
อ้างอิง Denis, Simone and Yasmine Musharbash, 2018. Anthropology and Smoke, Anthropological
Forum, 28(2): 107-115.




ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น