หนังสือ Spirit Possession: Multidisciplinary Approaches to a Worldwide Phenomenon ของ Éva Pócs และAndrás Zempléni โดย นัฐวุฒิ สิงห์กุล




      หนังสือ Spirit Possession: Multidisciplinary Approaches to a Worldwide Phenomenon ของ  Éva Pócs และAndrás Zempléni ที่เป็นบรรณาธิการเป็นความพยายามสำคัญในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์การเข้าทรงหรือการถูกครอบงำโดยวิญญาณในฐานะปรากฏการณ์ทางสังคมและวัฒนธรรมที่พบได้ทั่วโลก มากกว่าการมองว่าเป็นเพียงเรื่องของความเชื่อ ความงมงาย หรือความผิดปกติทางจิต หนังสือเล่มนี้รวบรวมงานศึกษาจากนักวิชาการหลากหลายสาขา ทั้งมานุษยวิทยา ศาสนศึกษา ประวัติศาสตร์ คติชนวิทยา และจิตวิทยา เพื่อแสดงให้เห็นว่าการเข้าทรงเป็นประสบการณ์ที่มนุษย์สร้างความหมายขึ้นภายใต้บริบททางสังคม วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน

       คำกล่าวที่บอกว่า “ Spirit possession is a cultural phenomenon before it is a psychological one.” (“การเข้าทรงเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมก่อนที่จะเป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยา”) นี่คือหัวใจสำคัญของหนังสือเล่มนี้  กล่าวคือการจะเข้าใจการเข้าทรง เราต้องเข้าใจสังคม วัฒนธรรม ศาสนา และระบบความหมายที่แวดล้อมอยู่ ไม่ใช่รีบอธิบายด้วยกรอบทางการแพทย์หรือจิตเวชเพียงอย่างเดียว

    การเข้าทรงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของวิญญาณ แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ โดยความสัมพันธ์ที่ว่านี้รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับชุมชน ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจุบันกับอดีต และความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจกับความเชื่อ

     เราสามารถมองเรื่องนี้ผ่านแนวคือ Cultural Construction of Reality ที่ความจริงถูกสร้างขึ้นทางวัฒนธรรม ดังนั้นสิ่งเดียวกันแต่ถูกตีความต่างกัน

   เช่นเกียวกับความคิดเรื่อง Personhood

ที่ในสังคมตะวันตกนั้น มองว่าคนหนึ่งคน ก็คือตัวตนหนึ่งเดียว (Self-contained individual) แต่หลายสังคมไม่ได้คิดแบบนั้น คนหนึ่งคนอาจมีหลายตัวตน เป็นตัวตนที่ลื่นไหล ยิ่งในสังคมไทยเราตะเห็นตัวอย่างของร่างทรงที่มักจะบอกว่า “ ฉันไม่ใช่ฉันตอนนี้ แต่เป็นเทพองค์นี้ กำลังพูด  ผีตนนี้กำลังอยู่ในร่าง หรือ เจ้าแม่กำลังประทับทรง” คำพูดนี้ไม่ใช่เรื่องประหลาดสำหรับชุมชนเหล่านี้ เพราะตัวตนถูกมองว่าสามารถมีหลายภาวะ หลายสถานะ และหลายผู้กระทำ (multiple agencies)  ทำให้ผมนึกถึงแนวคิด  Dividual Person ของ Marilyn Strathern ที่มองว่าบุคคลไม่ได้เป็นปัจเจกโดดเดี่ยวแต่ประกอบด้วยความสัมพันธ์มากมาย

   โดยเฉพาะเมื่อผมสอนมานุษยวิทยาว่าด้วยร่างกาย เมื่อพูดถึงแนวคิด   Embodiment  ก็คือการมองว่าร่างกายเป็นพื้นที่ที่สังคมและจิตวิญญาณมาปรากฏตัว   ดังเช่น แนวคิดของ Thomas Csordas ที่เน้นย้ำว่า ร่างกายไม่ใช่วัตถุแต่เป็นพื้นที่ที่มนุษย์รับรู้โลก

     การปรากฏของการเข้าทรงจึงไม่ใช่เพียงความคิดเท่านั้น  แต่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางร่างกาย เช่น ภาวะการสั่น การร้องการเต้น การกิน หรือการเปลี่ยนเสียง

       สิ่งที่น่าสนใจคือ การเข้าทรงคือวิธีทำให้สิ่งที่มองไม่เห็นปรากฏตัว ไม่ว่าจะเป็น วิญญาณ บรรพบุรุษ ความทรงจำ ความทุกข์ และความขัดแย้งในชุมชน สิ่งเหล่านี้ถูกทำให้ปรากฏผ่านพิธีกรรมและร่างกายของร่างทรง 

    คำถามคือ ทำไมการเข้าทรงจึงไม่เกิดผ่านความคิดอย่างเดียวแต่เกิดผ่าน ร่างกาย นักมานุษยวิทยาจึงมองว่า ร่างกายเป็นสื่อกลาง (Medium of meaning)

    ดังนั้นการเข้าทรงจึงท้าทายแนวคิดแบบตะวันตกที่มองว่าตัวตนเป็นปัจเจกที่เป็นอิสระ เพราะในหลายวัฒนธรรม บุคคลไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเจ้าของตัวตนเพียงหนึ่งเดียว แต่เป็นพื้นที่ที่วิญญาณ เทพ บรรพบุรุษ หรือพลังอื่น ๆ สามารถเข้ามามีบทบาทได้

      โดยสรุป ประเด็นสำคัญประการแรกของหนังสือคือ การชี้ให้เห็นว่าการเข้าทรงไม่ใช่ปรากฏการณ์สากลในความหมายที่ทุกคนตีความเหมือนกัน แม้อาการทางกายบางอย่าง เช่น การสั่น การร้องไห้ การเปลี่ยนเสียงพูด หรือการแสดงพฤติกรรมที่แตกต่างจากปกติ อาจปรากฏคล้ายคลึงกันในหลายสังคม แต่ความหมายที่ผู้คนมอบให้กลับแตกต่างกันอย่างมาก ในบางสังคม อาการดังกล่าวอาจถูกอธิบายว่าเป็นโรคทางจิตหรือภาวะทางประสาท ในขณะที่อีกสังคมหนึ่งอาจมองว่าเป็นสัญญาณของการถูกเลือกจากเทพเจ้า วิญญาณบรรพบุรุษ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้น สิ่งที่นักมานุษยวิทยาสนใจจึงไม่ใช่การตัดสินว่าปรากฏการณ์นั้น “จริง” หรือ “ไม่จริง” แต่เป็นการศึกษาว่าผู้คนในแต่ละวัฒนธรรมเข้าใจและสร้างความหมายต่อประสบการณ์เหล่านั้นอย่างไร

     หนังสือยังเสนอว่าการเข้าทรงเป็นช่องทางสำคัญในการทำความเข้าใจแนวคิดเรื่อง “ตัวตน” หรือ personhood ในหลายวัฒนธรรม โดยเฉพาะในสังคมที่ไม่ได้มองมนุษย์เป็นปัจเจกบุคคลที่แยกขาดจากผู้อื่นแบบแนวคิดตะวันตก ในหลายสังคม บุคคลไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเจ้าของตัวตนเพียงหนึ่งเดียว หากแต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับบรรพบุรุษ เทพเจ้า ผี หรือพลังเหนือธรรมชาติอื่น ๆ ได้ ตัวอย่างเช่น ร่างทรงในประเทศไทยจำนวนมากมักอธิบายว่าขณะประกอบพิธีนั้น เขาไม่ใช่ตนเองที่กำลังพูด แต่เป็นเทพหรือวิญญาณที่เข้ามาสื่อสารผ่านร่างกายของตน ความเข้าใจเช่นนี้ทำให้เห็นว่าตัวตนมิได้เป็นสิ่งคงที่หรือปิดตาย แต่เป็นสิ่งที่เปิดรับและเชื่อมโยงกับโลกทางสังคมและจิตวิญญาณอยู่เสมอ

      อีกประเด็นหนึ่งที่หนังสือให้ความสำคัญคือแนวคิดเรื่อง embodiment หรือการทำความเข้าใจว่าร่างกายเป็นพื้นที่ที่ประสบการณ์ทางสังคมและศาสนาปรากฏตัวออกมาอย่างเป็นรูปธรรม การเข้าทรงไม่เกิดขึ้นเพียงในระดับความคิดหรือความเชื่อ แต่ปรากฏผ่านการเคลื่อนไหวของร่างกาย การเปลี่ยนแปลงของน้ำเสียง การแต่งกาย การเต้นรำ หรือแม้กระทั่งความเจ็บปวดทางกาย ร่างกายจึงมิใช่เพียงภาชนะที่รองรับวิญญาณ หากแต่เป็นพื้นที่ที่ความหมายทางวัฒนธรรมถูกสร้างขึ้นและถ่ายทอดออกมาให้ผู้อื่นรับรู้ได้

      นอกจากนี้ หนังสือยังตั้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับเรื่อง อำนาจ หรือ agency ผ่านปรากฏการณ์การเข้าทรง ในสถานการณ์ปกติ บุคคลบางคนอาจไม่มีอำนาจทางสังคมหรือไม่ได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง แต่เมื่อเข้าสู่สถานะของร่างทรง พวกเขากลับได้รับความเคารพ เชื่อฟัง และมีบทบาทสำคัญในการตัดสินปัญหาของชุมชน ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้เกิดคำถามว่า อำนาจที่เกิดขึ้นนั้นเป็นของร่างทรง ของวิญญาณ หรือเป็นผลจากการที่ชุมชนร่วมกันยอมรับและสร้างความชอบธรรมให้กับสถานะดังกล่าว การเข้าทรงจึงเป็นพื้นที่ที่เผยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อ อำนาจ และโครงสร้างทางสังคมอย่างชัดเจน

     หนังสือยังชี้ให้เห็นว่า Spirit possession is often a language of suffering and healing.หรือการเข้าทรงมักเป็นภาษาของความทุกข์และการเยียวยา การเข้าทรงจึงมักทำหน้าที่เป็นกลไกในการจัดการความขัดแย้ง ความทุกข์ และความไม่แน่นอนในชีวิต พิธีกรรมการเข้าทรงจึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมทางศาสนา แต่เป็นกระบวนการทางสังคมที่ช่วยเยียวยาผู้คน สร้างความหวัง และฟื้นฟูความสัมพันธ์ภายในชุมชน ตัวอย่างเช่น ในหลายสังคม วิญญาณที่เข้าสิงอาจทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ให้คำแนะนำแก่สมาชิกในชุมชน หรือช่วยอธิบายเหตุการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลปกติ พิธีกรรมจึงเป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถจัดระเบียบความสับสนในชีวิตและเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้กลายเป็นสิ่งที่มีความหมาย

      ในอีกด้านหนึ่ง หนังสือยังแสดงให้เห็นว่าการเข้าทรงเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับความทรงจำทางสังคมและประวัติศาสตร์ ในหลายพื้นที่ วิญญาณที่เข้าสิงมิได้เป็นเพียงสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่เป็นตัวแทนของอดีต บาดแผล หรือความทรงจำร่วมของชุมชน การกลับมาของวิญญาณจึงเป็นเสมือนการทำให้อดีตสามารถพูดกับปัจจุบันได้อีกครั้ง ตัวอย่างเช่น ในบางสังคมของแอฟริกา วิญญาณของผู้คนที่เคยถูกกดขี่หรือเป็นเหยื่อของความรุนแรงทางประวัติศาสตร์อาจปรากฏผ่านพิธีกรรมการเข้าทรง ทำให้ประสบการณ์ที่ถูกลืมหรือถูกกดทับกลับมาได้รับการรับรู้และยอมรับอีกครั้ง

      หากมองจากบริบทของประเทศไทย หนังสือเล่มนี้ช่วยให้เราเข้าใจร่างทรงได้ลึกกว่าการถกเถียงว่าสิ่งนี้ เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องงมงาย เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือการตั้งคำถามว่า เหตุใดผู้คนจำนวนมากจึงให้ความหมายและความชอบธรรมแก่ร่างทรง ร่างทรงมีบทบาทอย่างไรในการสร้างตัวตน อำนาจ และความสัมพันธ์ทางสังคม และพิธีกรรมเหล่านี้ช่วยให้ผู้คนรับมือกับความไม่แน่นอน ความทุกข์ หรือความเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่อย่างไร

       ในท้ายที่สุด หนังสือเล่มนี้เสนอให้มองการเข้าทรงไม่ใช่เพียงเรื่องของผีหรือวิญญาณ แต่เป็นหน้าต่างสำคัญที่เปิดให้เห็นวิธีที่มนุษย์เข้าใจตนเอง ร่างกาย สังคม อำนาจ ความทรงจำ และโลกที่มองไม่เห็น การศึกษาการเข้าทรงจึงไม่ใช่การศึกษาความเชื่อแปลกประหลาดของผู้อื่น หากแต่เป็นการศึกษาว่ามนุษย์ทุกสังคมพยายามสร้างความหมายให้แก่ชีวิตและจัดการกับความไม่แน่นอนของการดำรงอยู่ในโลกอย่างไร



.

ความคิดเห็น