วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

การสถาปนาตัวตนในเวทีโลก ของวาทกรรมว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน นัฐวุฒิ สิงห์กุล

การสถาปนาตัวตนในเวทีโลก : ของวาทกรรมว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน

หากจะเปรียบเทียบการประชุมของการประชุมขององค์กรสหประชาชาติที่กรุงโจฮันเนสเปิร์ก ประเทศแอฟริกา ในปี2002 ซึ่งเป็นการประชุมเพื่อความร่วมมือระดับโลก เป็นเสมือนตัวบท(Text)ขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยบทสนทนาและตัวละครอันหลากหลาย กำลังโลดแล่นและแสดงอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์การกำกับ ของแนวคิด มโนทัศน์ที่เรียกว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เป็นเสมือน กรอบความคิดหรือเป้าหมายร่วมกันที่ทุกคนจะต้องทำให้บรรลุผล

                การพัฒนาที่ยั่งยืน(Sustainable Development) ก็ได้กลายมาเป็นคำศัพท์ยอดนิยมติดตลาดหรือภาษาที่บรรดาผู้นำ นักการเมือง นักสิ่งแวดล้อมนักวิชาการ และนักพัฒนาจากประเทศต่างๆ ได้นำไปประยุกต์ใช้เป้นยุทธศาสตร์การทำงานและเป็นนโยบายของการพัฒนาประเทศ ตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่21  อาจกล่าวได้ว่าสิ่งที่ทำให้การพัฒนาที่ยั่งยืน กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกกล่าวขานกันทั่วโลก ก็เพราะมูลเหตุพื้นฐานร่วมกันในประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่โลกกำลังเผชิญและอยู่ในสภาวะวิกฤต ตลอดระยะเวลาของการพัฒนา[1] และทำให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมกลายเป็นจิตสำนึกร่วมของมนุษยชาติบนโลก   ซึ่งทำให้ปัญหาดังกล่าวก้าวข้ามพรมแดนทางภูมิศาสตร์ระหว่างประเทศ เกิดการเชื่อมโยงร้อยรัดความสัมพันธ์ของปัญหาและการแสวงหาแนวทางแก้ปัญหาในลักษณะข้ามพื้นที่ ปัญหาของประเทศหนึ่งจึงกลายเป็นปัญหาของคนทั้งโลก  ปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงมีฐานะ เป็นภาระกิจหลักร่วมกัน เป็นพันธสัญญาที่ทุกประเทศต้องร่วมกันปฏิบัติให้บังเกิดผล ภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนร่วมกันของโลกใบนี้(Partnership)หรือเป็นพันธมิตรด้านสิ่งแวดล้อมและสันติสุขของโลก รวมทั้งความร่วมมือ ภายใต้ประเด็นของการพัฒนาไปพร้อมกัน ไม่มีใครที่จะปฎิเสธการพัฒนาที่ยั่งยืน การตกลงเจรจาซื้อขายระหว่างประเทศ โดยมีกลุ่มทุนข้ามชาติ องค์กรการค้าโลก และองค์กรโลกบาล เป็นตัวกลาง ความสามารถที่จะเจรจาการค้าได้อย่างราบเรียบและประสบความสำเร็จก็คือกลุ่มทุนข้ามชาติ บริษัทธุรกิจเหล่านั้นจะต้องพูดถึงความรับผิดชอบต่อเรื่องสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ให้ถูกต่อต้านหรือคัดค้านจากบรรดาประเทศอุตสาหกรรมที่หันมาตระหนักในเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม นั่นคือกระบวนการของการพูดภายใต้ตรรกะ กฎเกณฑ์ชุดเดียวกันที่กำกับให้การสื่อสารในบริบทนั้นสามารถดำเนินไปได้
            การให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม  ในประวัติศาสตร์นิเวศวิทยาของโลกนั้น เริ่มต้นจากการที่มนุษย์ได้ตระหนักรู้ ถึงสภาพปัญหาและการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อมของโลก ผ่านการถ่ายทอดและเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม(Environmental Stories) อย่างมากมาย เช่นในปี 1962 Rachel Carson ได้เขียนหนังสือเรื่อง  Silent Spring ทำให้มนุษย์ตระหนักถึงเงื่อนไขของโลก การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ  ระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่เมื่อมนุษย์คนแรกได้เหยียบพื้นผิวดวงจันทร์(ดูPhil Mcmanus,1996;sach,1994) ที่ทำให้มนุษย์ได้เห็นลักษณะมิติของโลก เงื่อนไขข้อจำกัดต่างๆที่นำไปสู่การตั้งข้อสมมุติฐาน ในเรื่องของโมเดลของการจำกัดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก ในงานของ Meadow เรื่องLimit to Growth ในปี1972 จนได้มีการนำประเด็นในเรื่องของสิ่งแวดล้อมเข้าสู่เวทีการเมืองระดับโลกอย่างแท้จริงครั้งแรก ในการประชุมสหประชาติ ที่กรุงสต็อคโฮม ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในปี1972 ในหัวข้อ the Human environment ที่เป็นการเปิดประเด็นในเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมและการแสวงหาทางเลือกอื่นๆเพิ่มขึ้นในประเด็นการพัฒนาเชิงนิเวศน์eco-Development(ดูPhil Mcmanus,1996;49) หลังจากนั้นการประชุมในประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมก็ถูกอภิปรายถกเถียงกันอย่างกว้างขวางมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากเอกสารรายงานการประชุมที่สำคัญมากมายเช่น ในปี1980 มีรายงานBrundtland Report ชื่อ North-South A Program for Survival และในปี1989 รายงานPalm Report Common CrisisและOur Threatend Future ที่พยายามพูดถึงวิกฤตการณ์ร่วมกันและความไม่มั่นคงต่ออนาคต ระหว่างประเทศซีกเหนือ ซีกใต้ที่มีความแตกต่างกันในเรื่องของการพัฒนาและความเจริญก้าวหน้า ซึ่งในรายงานทั้งสองฉบับนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับประเด็นหลักคือเรื่องของการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ปรากฎเด่นชัดในรายงานของBrundtland Reportที่ชื่อ Our Common Future ถูกเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการเตรียมการประชุมระดับโลกว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา(The World Commission on Environment and  Development) ในปี1983 ณ กรุงริโอเดอเจเนโร ประเทศ บราซิล เราอาจกล่าวได้ว่า บรรดานิยามความหมายอื่นๆเกี่ยวกับวาทกรรมว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายและมีบริบทเฉพาะทางประวัติศาสตร์นั้น ล้วนแต่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ในพื้นฐานของรายงาน บรันท์แลนด์หรือBrundtland Report ที่ได้สร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาทางนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมที่ถูกคุกคามจากมนุษย์เพิ่มมากขึ้น ภายใต้กระบวนการของทุนนิยม การทำให้เป็นอุตสาหกรรมและกระบวนการกลายเป็นเมือง รวมถึงช่วงห่างของรายได้ระหว่างประเทศซีกหนือและใต้ การเกิดขึ้นของโลกเสรีนิยมแนวใหม่(Neo Liberalism) ที่นำไปสู่การจัดระเบียบและเรียกร้องสิทธิในสังคมรูปแบบใหม่ๆ รวมทั้งการสร้างเวทีในการต่อรองระดับประเทศ จนกระทั่งในปี1992 รายงานที่ถูกเสนอโดย Mrs. Gro Holen Brundtland นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของนอร์เวย์จึงได้เข้าสู่เวทีการประชุมของสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาหรือEarth Summit ที่บราซิล โดยตัวแทนจากประเทศต่างๆ176 ประเทศ ที่เขาร่วมประชุมปรึกษาหาแนวทางแก้ไขปัญหาสภาวะความยากจน และวิกฤตสิ่งแวดล้อมของโลก และให้ความเห็นชอบกับโครงการการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับโลก(อ้างจากMichale Cahill,2002:19 และGilbert Rist,1978;178-179) ในการประชุมครั้งนี้ได้มีการจัดทำแผนปฎิบัติการที่เรียกว่าAgenda21 เพื่อให้บรรดาประเทศต่างๆเข้าชื่อร่วมสัตยาบรรณในเรื่องของอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีผลบังคับตามกฎหมายเมื่อได้ให้สัตยาบรรณแล้ว รวมทั้งเรื่องปฎิญญาริโอว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา คำแถลงเกี่ยวกับป่าไม้ และAgenda21 ที่ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ซึ่งในรายงานBrundtland Report ชื่อCommon Future ได้ให้คำจำกัดความเกี่ยวกับกรพัฒนาที่ยั่งยืนคือ การพัฒนาที่สนองตอบความต้องการของคนรุ่นปัจจุบันโดยปราศจากการกระทบกระเทือนกับความสามารถของคนรุ่นหลังที่จะตอบสนองความต้องการของคนรุ่นตนได้[2] จะเห็นได้ว่าแม้ว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนในหลักการจะให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์ แต่ก็ยังคงเน้นและให้ความสำคัญกับการพัฒนาและการนำทรัพยากรมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างชาญฉลาดสมดุลย์ระหว่างรุ่น แม้ว่าการพัฒนาจะเป็นตัวการสำคัญในการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อมของโลกมาหลายศตวรรษก็ตาม ประเด็นที่น่าสังเกตก็คือ แม้ว่าแนวคิดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนจะปรากฎชัดเจนเบื้องต้นในรายงานของ บรันท์แลนด์ แต่ในช่วงเวลากว่า20 ปีคำว่าการพัฒนาที่ยั่งยืน (Substianable Development) ได้ถูกใช้ในประเทศต่างๆทั่วโลก และมีความแตกต่างหลากหลายทางความหมายมากกว่า 70 ความหมาย(อ้างในสุริชัย,2546) นั่นแสดงให้เห็นว่าคำๆนี้ได้ยกระดับคุณค่าและมีพลังอำนาจของตนเองในทางนิเวศวิทยาการเมืองของสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ซึ่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่มนุษยชาติบนโลกให้การยอมรับและเชื่อว่ามันเป็นแนวทางของการพัฒนาที่จะนำไปสู่ความมั่นคงสมดุลย์และแก้ปัญหาวิกฤตของโลกในอนาคต แต่มันก็ถูกตั้งคำถามอย่างท้าทายว่า แท้จริงแล้วการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นเป็นสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ไปสู่เป้าหมายที่ยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมในอนาคตได้จริงหรือไม่ ในเมื่ออุดมการณ์ เบื้องหลังหรือเป้าหมายที่แท้จริงก็ยังคงเป็นเรื่องของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ดังที่Phil Mcmanus  ได้กล่าวว่า การประชุมของBrundtland Report เป็นการนิยามเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ต้องการจัดการให้เป็นหนึ่งเดียวสำหรับสิ่งที่หลากหลาย ในทิศทางของการสะสมทุนที่เพิ่มขึ้น และสร้างความเป็นไปได้ภายใต้กรอบความคิดสีเขียว(Green Framework) ให้ผู้ที่รวยกว่าในประเทศอุตสาหกรรม สร้างวาทกรรมการพัฒนาให้กับประเทศที่ยากจนกว่า อันนำไปสู่แนวทางร่วมกัน ในผลประโยชน์ทางวัตถุ(Material Benefit)ที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นของการผลิตและการบริโภคนั่นคือการการพัฒนาที่ยั่งยืนก็ยังคงมีนิยามความหมายเท่ากับคำว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ(Economic Growth) และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลายเช่น Sach wolfgang[3]  มองว่า การเชื่อมโยงระหว่างการพัฒนากับยั่งยืน มันทำให้เกิดความกำกวม และเป็นแนวคิดใหม่ที่เปลี่ยนความยั่งยืนจากธรรมชาติมาสู่การพัฒนาในเมื่อความหมายของคำว่ายั่งยืนเดิมคือ ทรัพยากรที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ แต่ปัจจุบันกลับหมายถึงการพัฒนา ที่ทำให้มีผู้อ้างถึงความตั้งใจของตนเองในรูปแบบการพัฒนาต่างๆมากมาย รวมทั้งผู้เชื่อมั่นและสนับสนุนลัทธิความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ใช้ทรัพยากรอย่างทำลายล้างในช่วง2-3 ทศวรรษที่แล้วด้วย อาจกล่าวได้ว่า ความยั่งยืนได้แปรมาเป็นเรื่องของการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนา มากกว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือปัญหาสิ่งแวดล้อม  และได้กลายมาเป็นรูปสัญญะแบบหนึ่งไม่แตกต่างจากที่ Andrew Dobson (1996;หน้า402) มองประวัติศาสตร์การศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน(Envirom\nment Sustainabilities)ว่า มีสองวิธีในการศึกษา วิธีแรกก็คือการมองที่คำจำกัดความว่ามันเป็นสิ่งที่สามารถอธิบายตัวมันเอง(Self Explanatory) และถูกบรรจุไว้ด้วยความหมาย(Encapsulating meaning) ซึ่งเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนเข้าใจง่ายและนำไปสู่ข้อยุติเรื่องรูปแบบและความหมาย ซึ่งต่างกับวิธีที่2 ที่ดูการต่อสู้แข่งขัน(Contested/Contestable) แย่งชิงความหมายที่อาจจะพบว่ามันมีความแตกต่างหรือคล้ายคลึงกัน ซึ่งจะต้องอาศัยการพิจารณาเกี่ยวกับชุดของคำที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงเช่น Sustainability ,ecodevelopment sustain developmentและคำอื่นๆ ซึ่งวิธีการที่สองไม่แตกต่างจากการพิจารณาเรื่องรูปสัญญะที่ล่องลอย ที่จะดูวิธีการสร้างความหมาย การหาความหมายเข้ามาเกาะเกี่ยวเพื่อสร้างคุณค่าให้กับคำว่าการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยสรุปอาจกล่าวได้ว่า วาทกรรมที่ว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ถูกสถาปนาขึ้นมาในกระแสโลกปัจจุบัน  ที่มีการให้คุณค่าและนิยามที่หลากหลาย  ไม่ว่าจะเป็นการอนุรักษ์และการพัฒนาที่ปลอดภัย การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ  การจำกัดการบริโภคและปล่อยของเสียสู่ระบบนิเวศน์  จริยธรรมและความเท่าเทียมระหว่างรุ่น  หรือมองแบบนิเวศวิทยาเชิงลึกที่มนุษย์ต้องอยู่อย่างสอดคล้องกลมกลืนกับธรรมชาติ การสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจอย่างสัมพันธ์กับข้อจำกัดทางระบบนิเวศน์ หรือการจัดการทรัพยากรและการแบ่งปันอย่างเท่าเทียม เป็นต้น[4] ซึ่งได้ทำให้การพัฒนาที่ยั่งยืนกลายเป็นวาทกรรมกระแสหลักในการพัฒนาประเทศต่างๆในปัจจุบัน



[1] การพัฒนา ได้กลายมเแป็นวาทกรรมกระแสหลักตั้งแต่ช่วงยุคสงครามโลกครั้ที่2ที่ได้มีการสร้างความรู้ ความจริงและอัตลักษณ์ตัวตนของความด้อยพัฒนาที่เป็นเสมือนคู่ขัดแย้งกับการพัฒนา และการจัดแบ่งประเภทลำดับชั้นของโลกตามการพัฒนาประเทศที่วัดโดยใช้มาตรฐานทางเศรษฐกิจ รายได้เฉลี่ยต่อหัว  ซึ่งการพัฒนาประเทศได้กระทำผ่านสถาบันและทิศทางจากประเทศตะวันตกที่พัฒนาแล้ว ผ่านรูปแบบการช่วยเหลือทางด้านการเงิน วิชาการและอื่นๆ สิ่งเหล่านี้เรียกว่าภาคปฎิบัติการของวาทกรรม ดูแนวคิดที่วิพากษ์วิจารณ์แนวคิดการพัฒนาจากตะวันตกได้จาก Wallernstein Immanuel เรื่อง world system theoryหรือนักวิชาการจากละตินอเมริกา Dos Santos เรื่องDependency theory หรือดูงานศึกษาวาทกรรมการพัฒนาของไชยรัตน์ เจริญสิรฃนโอฬาร,2545
[2] อ้างจากต้นฉบับที่ว่า“Sustainable development is deveopmentthat meet the needs of the present without compromising the ability of future generation to meet their own need”


[3] ดูจากนฤมล อรุโณทัยและคณะ (มปพ.) “การพัฒนา:ความเจริญและความเสื่อมของอุดมคติแปลจากบทความของวูล์ฟกัง ซาคส์ เรื่อง Development :The Rise and Decline of an Ideal
[4] ดูได้จาบทความและหนังสือเกี่ยวกับแนวคิดของการพัฒนาที่ยั่งยืน Phil mcmanus(1996), Andrew Dobson(1996),  Tim O’Riordan and Heather Voisey(1997), Richard J.Smith (1996),Robyn Eckersley(1999), Micael Cahill(2002), W.M Adams(1996), Gilbert Rist(1997)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น