วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2554

เริ่มจากห้องแถว(2)


หาเขียดทราย ติดจักกระจั่น ยิงกระปอม  เหยียบแมงกระซอน
แม่น้ำสายสั้นๆที่ดูลึก น้ำสีเขียวคราม พัดระลอกคลื่นให้เคลื่อนเข้ามากระทบฝั่งเมื่อมีลมพัดกระทบผิวน้ำ หรือแหของชาวบ้านที่ล่องเรืออยู่กลางห้วยหรือลำน้ำแห่งนี้ บริเวณตลิ่งริมแม่น้ำ เมื่อช่วงน้ำแห้งลงจะมองเห็นหาดทรายสีขาว  บริเวณนี้จะมีชาวบ้านมาขุดเขียดทรายกันเป็นจำนวนมาก เขียดทรายจะเป็นเขียดตัวเล็กๆขนาดเท่านิ้วโป้ง ที่จะอาศัยบริเวณนี้ เราอาจจะใช้เสียมหรือใช้มือขุดพื้นทรายเพื่อหามันก็ทำได้ไม่ยาก  กว่าจะได้จนพอทำแกงได้ก็จะต้องได้ประมาณ 40-50 ตัว
เมื่อผมมาถึงลำห้วยแห่งนี้ ด้วยความสวยของหาดทรายขาวและน้ำสีเขียวคราม ผมไม่รอช้า รืบวิ่งถอดรองเท้าออก เพื่อให้เท้าได้สัมผัสกับพื้นทราย จริงอยู่ว่าเม็ดทรายให้ความรู้สึกสากเมื่อเราสัมผัสกับเม็ดของมัน แต่ด้วยความแน่นของพื้นดินทรายที่ประกอบด้วยเม็ดทรายหลายล้านเม็ดทำให้มันนุ่มเท้ามากเมื่อเหยียบลงไป เมื่อเท้าเหยียบลงบนทรายที่ยุบยวบยาบลงไปเหมือนว่าพื้นดินไม่แน่น แต่เม็ดทรายจะกระจายรองรับเท้าที่เปลือยเปล่าของผม ถ่วงน้ำหนักในการเดินแต่ให้ความรู้สึกที่สบายกว่าพื้นคอนกรีต หากเราใช้มือขุดลงไปใต้พื้นทรายริมห้วยลึกประมาณ 5-10 เซนติเมตร เราก็จะได้สัมผัสกับความชื้นของทรายที่มีน้ำแทรกซึมทรายดูแน่นและเหนียวเหมือนจะทำเป็นรูปต่างๆได้ จนบ่ายคล้อยได้เขียดเพียงพอก็ถึงเวลาลงไปว่ายน้ำในห้วย น้ำสีเขียวครามเย็นช่วยล้างคราบเหงื่อจากการขุดเขียดทราย เมื่อเอามือล้วงลงไปใต้ดินบริเวณลำห้วย จะพบกับหอยกาบหรือหอยตลับซึ่งสามารถนำมาทำเป็นอาหารได้เช่นเดียวกัน
ธรรมชาติไม่เคยทำร้ายมนุษย์ มันอยู่ของมันมาอย่างนี้ทุกเมื่อเชื่อวัน  มนุษย์เองต่างหากที่ทำตัวให้เหินห่างจากธรรมชาติ ทำให้ตัวเองดูไม่คุ้นชินและไม่อยากสัมผัสกับธรรมชาติ วันนั้นผมรู้สึกว่าตัวเองได้สัมผัสกับธรรมชาติมากที่สุด ทั้งเท้าและมือที่สัมผัสผืนทรายผืนน้ำ สัมผัสทั้งความร้อนและความเย็น ตอกย้ำว่ามนุษย์เกิดจากดินและอยู่กับพื้นดินมาตลอด ชีวิตตั้งแต่เด็กที่เล่นกองดิน เสื้อผ้า เนื้อตัวเปรอะเปรื้อนด้วยคราบดิน แต่เราไม่คิดว่ามันสกปรกหรือมองว่าล้างทำความสะอาดมันไม่ได้ ผมคิดว่าประสบการณ์แบบนี้ดีกว่าใส่รองเท้าหุ้มส้นเดินบนคอนกรีตเป็นไหนๆ เพราะเท้าที่วางอยู่บนพื้นรองเท้ายางหรือหนัง ทำให้เราไม่รู้สึกหรือจดจำความรู้สึกเมื่อครั้งเยาว์ไม่ได้ วัยเยาว์ของเราผ่านไปแล้วก็ผ่านเลยไปไม่กลับมา แม้ว่ามันจะถูกซ่อนเร้นไว้ในซอกหลืบของลิ้นชักข้างในสุดของความทรงจำ แต่ทว่ามันก็ถูกหลงหลืมและเราก็ไม่เคยเอื้อมมือเข้าไปเปิดมัน มันอยู่อย่างนั้นนานนับปี นานจนเราแถบหลงลืมว่าเราเคยมีมัน หลายสิบปีล่วงเลยและหายไปพร้อมกับวัยเยาว์ของเราหรือแม้แต่ชีวิตของเราที่ร่วงโรยตามกาลเวลาเฉกเช่นเดียวกัน
ชีวิตวัยเด็กผมอยู่กับธรรมชาติ หากินกับธรรมชาติ บางครั้งเราเล่นตามประสาเด็ก หาอยู่หากิน จับสัตว์รอบตัวมากินเป็นอาหาร  ผมจะถูกสั่งสอนมาโดยตลอดว่า ถ้าจับมันมาต้องกินมัน ต้องหามากิน ไม่ใช่ฆ่าหรือทำลายชีวิตสัตว์เหล่านี้เล่นๆ ถ้าเราไม่เห็นค่าของสัตว์เล็กสัตว์น้อยเหล่านี้ คงยากที่จะเห็นค่าของคนอื่น เราอยู่ในวงจรของห่วงโซ่อาหาร ไม่ว่าจะเป็นผู้ล่าที่อยู่สูงสุดของระบบนิเวศ แต่ก็มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่สามารถเข่นฆ่ากันเองอย่างโหดเหี้ยมและไร้ซึ่งความหมาย สัตว์บางชนิดอาจจะฆ่ากันเองเพื่อความอยู่รอด เพื่อเป็นอาหาร หรือเพื่อปกป้องชีวิตตัวเอง แต่มนุษย์สามารถฆ่ากันได้โดยไม่เห็นคุณค่าและความหมายของกันและกัน ผมคิดว่าชีวิตวัยเด็กผม เมื่อผมย้อนกลับมันได้ทำให้ผมมองเห็นอะไรที่ชัดเจนมากขึ้นถึงความคิดของมนุษย์ที่แตกต่างกัน  รวมถึงวิถีชีวิตของตัวเองในช่วงเวลาที่ก้าวผ่านจากเด็กสู่ผู้ใหญ่
ภาพในวัยเด็ก ปรากฏขึ้นพร้อมกับเพื่อนๆ ลูกพี่ลูกน้องกันประมาณสามสี่คน กำลังเตรียมหนังสติ๊กและลูกหินสำหรับล่ากระปอม พวกเราเริ่มต้นเดินทางจากหมู่บ้าน เข้าไปในป่าที่ล้อมรอบที่นาของชาวบ้านที่นี่ สายตาสอดส่องตามต้นไม้ต่างๆ จนกระทั่งเจอกระปอมหรือกิ้งก่าตัวหนึ่งกรอกตาไปมาที่โคนต้นกรุง ก่อนที่จะสยายปีกไปตามสายลมเพื่อไปยังต้นไม้อีกต้นหนึ่ง การบินของมันมีลักษณะการกางออกของพังเพือด ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ส่วนขาและแขนแนบลำตัว ผมเพิ่งเคยเห็นกิ้งก่าบินได้จากต้นหนึ่งไปสู่ต้นหนึ่งได้ครั้งแรก รู้สึกประหลาดใจเพราะในสวนสัตว์ก็ไม่มีอย่างนี้ให้ชม สัตว์ชนิดนี้แม้จะเรียกว่ากิ้งก่าแต่ก็ไม่ใช่กิ้งก่าที่เรายิงกันมาเป็นอาหาร เราเดินไปตามแนวป่า ที่มีอาณาบริเวณของที่ดินบอกชัดเจนจากรั้วไม้ไผ่ที่ปิดทางเขานาหรือพื้นที่นา ซึ่งพื้นที่เหล่านี้เราสามารถเข้าไปได้ไม่มีการหวงห้ามแต่ที่มีรั้วเอาไว้เพื่อป้องกันวัวไปกินข้าวในไร่นาหรือพืชในสวน บางครั้งเราเจอกิ้งก่าคอแดงเกาะอยู่ที่รั่วไม้ไผ่  พี่ตุ่นผิวปากเลียนเสียงกิ้งก่าเพื่อให้มันหยุดนิ่ง ซึ่งมันก็จะหยุดนิ่งชูคอกรอกตาไปมา จากนั้นพวกเราก็เงื้อมหนังสติ๊กที่ด้ามจับทำจากไม้มะขาม และบรรจุลูกหินระดมยิงใส่  การจับกิ้งก่ามีทั้งวิธีการแบบจับเป็นและจับตาย โดยใช้บ่วงที่เป็นเชือกที่ผูกกับปลายไม้ไผ่ คนที่ล่ากระปอมหรือกิ้งก่าแบบนี้ ต้องผิวปากเป็นเพื่อสะกดให้กิ้งก่าอยู่นิ่ง และใช้บ่วงคล้องคอ หากไม่นิ่งพอกิ้งก่าก็จะไหวตัวไต่ขึ้นไปบนต้นไม้ทำให้จับได้ยาก
พวกเราเดินไปในป่าลึก เสียงจักจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วป่า  เราเดินมาถึงต้นกรุงใหญ่ที่มียางไหลออกมาจากกลางลำต้นจนถึงพื้น กิ้งก่าตัวใหญ่ที่เรียงว่า จิ๊งโก๋ ตัวสีเขียวปนน้ำเงิน เกาะอยู่ที่โคนต้น กิ้งก่าแบบนี้แตกต่างจากกิ้งก่าคอแดงที่สี เพราะกิ้งก่าคอแดงมีสีน้ำตาล ที่ลำคอมีสีแดง แต่ จิ๊งโก๋ จะตัวใหญ่กว่าและมีสีสันต์สวยงามมากกว่า เวลาพวกเรายิงกะปอมครั้งหนึ่งจะได้ประมาณ 20-30 ตัว ก็จะนำกลับมาทำอาหารที่บ้าน โดยจะลอกหนังกิ้งก่าออกจนเหลือตัวสีขาวตัดหัวทิ้งแล้ว ผ่าเอาไส้ออกจากนั้นหั่นเป็นท่อนๆไว้ทำผัดเผ็ด หรือคลุกกับเกลือกระเทียมไว้ย่างเป็นตัวๆ ซึ่งรสชาติจะอร่อยมาก วันนั้นหลังจากเหน็ดเหนื่อยพวกเราก็กินกับข้าวจากน้ำพักน้ำแรงของพวกเรา อิ่มไปหนึ่งมื้อ นอนหลับเพื่อต่อสู้กับวันใหม่ ไม่เหมือนทุกวันนี้ ทุกอย่างซื้อได้ด้วยเงิน อาหาร ขนม แค่มีพนักงานขาย ต้องการอะไรบอกพนักงานขาย จ่ายเงินเสร็จก็ได้อาหารมากินแล้วไม่ต้องเหนื่อย หรือตากแดด เดินเข้าห้าง มีแอร์เย็นๆก็ได้ทุกสิ่งตามต้องการ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น